บันเทิง

เปิดแฟ้ม‘ความเชื่อ’อันลือเลื่องเรื่อง(ไม่)ลับคนบันเทิง

เปิดแฟ้ม‘ความเชื่อ’อันลือเลื่องเรื่อง(ไม่)ลับคนบันเทิง

25 ส.ค. 2558

เปิดแฟ้ม‘ความเชื่อ’อันลือเลื่องรวมเรื่อง(ไม่)ลับ ฉบับคนบันเทิง

              เรื่องของ “ความเชื่อ” เป็นสิ่งที่ห้ามความคิดกันไม่ได้ เพราะเป็นเรื่อง “นามธรรม” เปรียบเสมือนแนวทางของแต่ละบุคลล ถือว่าเป็นกรรมสิทธิในการพิจารณาด้วยวิจารณญาณส่วนตัว แตกต่างกันไปตามแนวคิด รวมถึงพื้นฐานทางประเพณี และวัฒนธรรมในแต่ละสังคม เหมือนความเชื่อบางอย่างของคนในวงการบันเทิง ลองมาดูกันดีกว่าว่า มีความเชื่ออะไรที่เห็นแล้วร้อง “อ๋อ” กันบ้าง

            ความเชื่ออันดับแรกมาพร้อมความเร้นลับกับมิติที่สัมผัสไม่ได้ด้วยตา จนต้องมีคำว่า “ซิกเซ้นส์” หรือสัมผัสที่ 6 เข้ามาเกี่ยวข้อง เสมือนการมีญาณพิเศษเฉพาะบุคคล หลายครั้งถูกอ้างอิงว่าต้องเป็นบุคคลมีตาที่สาม ถึงจะรับรู้ได้ว่า “มีอยู่จริง” ดั่งคำกล่าวของผู้เฒ่า ผู้แก่ บอกต่อๆ กันมาว่า “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่” เพราะสิ่งที่เป็นนามธรรมคงจับต้องไม่ได้ แต่สามารถยึดถือไว้ด้วย “ใจ”

            คล้ายความเชื่อเรื่อง “อาถรรพ์ละครไทย” ซึ่งคำว่า อาถรรพ์ หมายถึง “อํานาจลึกลับที่เชื่อกันว่าอาจบันดาลให้มีอันเป็นไป” เหมือนเหตุการณ์บางอย่างที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการถ่ายทำละครบางเรื่อง ส่วนใหญ่จะเป็น “ละครผี” หรือ “ละครลึกลับ” ซึ่งไม่สามารถหาเหตุผลได้ว่า เกิดจากอะไร จึงต้องประสบกับความเชื่ออันน่าประหลาดชวนขนหัวลุก อาทิ แม่นาคพระโขนง บอปผีฟ้า พิษสวาท อินทรีทอง (มิตร ชัยบัญชา เสียชีวิต) ทำให้ละครเหล่านี้ ต้องมีการแก้เคล็ดด้วยการบวงสรวงขอขมา เพื่อความสบายใจและเป็นศิริมงคลแก่ทีมงานนักแสดง บางเรื่องอาจต้องบวงสรวงทุกครั้งที่มีการถ่ายทำ หรือบนบานศาลกล่าว ในกรณีที่ตัวละครซึ่งถูกอ้างอิงถึง เคยมีชีวิตอยู่จริง แต่สิ่งสำคัญในการทำงานศิลปะเพื่อความบันเทิง “เจตนา” ในการสร้าง สำคัญที่สุด ไม่ว่าเรื่องที่สร้างจะลึกลับเพียงใด หากผู้สร้างมีเจตนาดี เชื่อว่าคงไม่มีสิ่งใดเป็นอุปสรรคมากเกิน ความตั้งใจดีเหล่านั้น

            กรณี “อาถรรพ์” ยังไม่จบ เพราะเรื่องนี้ถูกเชี่ยมโยงไปเกี่ยวข้องกับเรื่อง “หัวใจ” หลายคนคุ้นเคยกับคำว่า “อาถรรพ์ 7 ปี” ที่ความรักหลายคู่มักไปไม่รอด โดยมีงานวิจัยศึกษาด้านความสัมพันธ์ของหญิงชายต่างประเทศ ซึ่งสำรวจคู่รักหลายพันคู่พบว่า ช่วงเวลา 7 ปี เป็นค่าเฉลี่ยของความรู้สึกหมดความอดทนถึงขนาดให้ต้องเลิกรา ความจริงคงไม่ใช่ “อาถรรพ์” แต่เป็น “ขั้นสุด” ของ “ความเบื่อ” ในธาตุแท้ของคนรัก ถ้าทะลุเพดานความเบื่อไม่ออก หาวิธีรักษาระดับความสัมพันธ์ไม่ได้ เพราะอดทนไม่พอ หรือรับกับข้อเสียของกันและกันอีกไม่ไหว คงต้องเซย์กู๊ดบายไปตามระเบียบ

            ในส่วนของความเชื่อเรื่อง “โชคลาง” เพื่อความ “โชคดี” ศาสตร์แห่งตัวเลขและพลังของตัวอักษร กับการ “เปลี่ยนชื่อเสริมดวง” ของเหล่าศิลปินดาราในวงการบันเทิง บางคนเชื่อว่าเปลี่ยนชื่อที่ไม่มีตัวอักษรเป็น “กาลกิณี” กับวันเกิดแล้วจะดี ซึ่งมีการใช้โหราศาสตร์เข้ามาช่วย เพื่อให้รวมแล้ว ได้ผลบวกตัวเลขของชื่อออกมาเป็นเลขที่ดี เพื่อให้ชีวิตที่อาจกำลังมีอุปสรรค หรือความขัดข้องใจบางอย่าง ดีขึ้น ซึ่งเป็นความเชื่อส่วนบุคคล

            บางคนอาจคิดว่า ชื่อที่พ่อแม่ตั้งให้เป็น “มงคล” ที่สุดแล้ว แต่บางคนมองต่างไปว่า ชื่อที่รวมเลข แล้วออกมาดี ถือเป็น “มงคลขั้นกว่า” ไม่มีอะไรผิดหรือถูก ขึ้นอยู่กับความสบายใจ โดยบางกรณีศิลปินนักแสดง อาจเปลี่ยนชื่อเพราะต้องการ “เอกลักษณ์” เพราะชื่อใหม่ฟังแล้ว เท่กว่า จดจำง่าย เหมาะสมแก่การอยู่ในวงการบันเทิง ซึ่งแล้วแต่เหตุผลส่วนบุคคล

            ทว่าจุดประสงค์หลักหรือสาระสำคัญของ “ชื่อ” คือมีไว้ใช้เรียกแทน “ตัว” หากมองตามหลักของคนคิดง่ายๆ สมมุติเปลี่ยนชื่อ แต่การกระทำ พฤติกรรม และ ความคิด ไม่เปลี่ยน ต่อให้บวก ลบ คูณ หาร เลข จนออกมาดีแค่ไหน ชีวิตจะดีขึ้นได้จริงหรือ? เคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า ลิขิตชีวิตมนุษย์คนบนฟ้าขีดเส้นมาให้เดินครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่ง อยู่ที่การกระทำในปัจจุบัน คำกล่าวนี้จะจริงหรือเท็จ ก็สุดแท้แต่การใช้วิจารณญาณ

            อีกหนึ่งเรื่องยังอยู่ในขอบข่ายของการเปลี่ยนชื่อ แต่เป็นการ “เปลี่ยนชื่อละคร” อันนี้ไม่ใช่ความเชื่อตามหลักจิตสัมผัส แต่เป็นความเชื่อของหลักการตลาด ปรับให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป เพราะละครบางเรื่อง ดัดแปลงจากบทประพันธ์เก่า ถูกเขียนมานานหลายสิบปี จนชื่อเรื่องอาจเชยและโบราณไปบ้าง

            บางครั้งชื่อเก่ามีความหมายล่อแหลมเกินจะออกสื่อโทรทัศน์ ทำให้ต้องมีการปรับให้เบาบางลง ที่ผ่านมามีละครหลายเรื่องถูกเปลี่ยนชื่อ เช่น สามีเงินผ่อน = เพียงชายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ , จ็อกกี้สาวเจ้าหัวใจ = รักพลิกล็อก , มนตร์มือมาร = บ่วงรักซาตาน, ตี๋ใหญ่ = เพชฌฆาตดาวโจร เอาเป็นว่าเปลี่ยนชื่อใหม่แล้ว “ไฉไล” กว่าเดิมเนอะ

            มาถึงการ “ถือเคล็ด” ซึ่งคงไม่ใช่เคล็ดขัดยอก ทาถูๆ แต่เป็นเคล็ด “ท้องไม่บอก” เพราะห้ามบอกก่อนครบ 3 เดือน มองตามหลักวิทยาศาตร์ โดยไม่ต้องอ้างอิงไสยศาตร์ แพทย์ระบุว่าการตั้งครรภ์อ่อนๆ 1-3 เดือนแรก มีโอกาส “หลุด” หรือ “แท้ง” ได้ ฉะนั้นการถือเคล็ดดังกล่าว อาจเป็น “เคล็ดลับความชัวร์” ดีๆ นี่เอง ใช่มะ!!

            หลายครั้งที่ “ความเชื่อ” ส่งผลต่อการกระทำบางอย่าง สามารถเป็นแรงผลักดันในทางที่ดี ทำให้ทุกย่างก้าวมีจุดหมาย คล้ายเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวในวันที่ท้อแท้ แต่ความเชื่อที่ดี ต้องมาพร้อม “ปัญญา” หากเชื่อโดยปราศจากการไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน อาจทำให้เข็มทิศชีวิตไขว้เขว เดินหลงไปในหนทางเสื่อม เพราะถูก “หลอก” ให้ “หลงเชื่อ” ได้