บันเทิง

บรรเลงฝันสู่วันที่เป็นจริงทำทุกสิ่งด้วยใจผู้ชายชื่อ‘บี้’

บรรเลงฝันสู่วันที่เป็นจริงทำทุกสิ่งด้วยใจผู้ชายชื่อ‘บี้’

22 ส.ค. 2558

บรรเลงฝันสู่วันที่เป็นจริง ทำทุกสิ่งด้วยใจผู้ชายชื่อ‘บี้’ : เรื่อง : ณัฏฐิรา หลอดแก้ว ภาพ : วริศรา วุฒิกุล

             กำลังจะบินกลับไปแสวงหาความฝันกับละครเวที “วอเตอร์ ฟอลล์” บนเส้นทางเข้าสู่บรอดเวย์ในอีกไม่กี่วัน สำหรับ “บี้” สุกฤษฏิ์ วิเศษแก้ว แต่ก่อนไป เขาทิ้งผลงานละครเรื่อง “จัดรัก...วิวาห์ลวง” ไว้ให้แฟนๆ ได้ชมกันก่อน โดยวันนี้บี้จะมาพูดคุยกับ “บันเทิง คม ชัด ลึก” ก่อนจะบอกลาประเทศไทยไปนานกว่า 3 เดือน
 
             @@ ละครจัดรัก
 
             เล่าถึงละคร “จัดรัก..วิวาห์ลวง” หน่อย
 
             ผมรับบทเป็นโน้ต ในเรื่องนี้จะเป็นนักวาดการ์ตูนแอนิเมชั่น เป็นคนที่มองโลกในแง่ดี คิดแต่สิ่งดีๆ แต่ชีวิตจะเจอมรสุมต่างๆ แต่โน้ตจะเป็นคนคิดบวก และคิดว่าเรื่องนั้น จะผ่านไปได้ ถ้าถามว่าตัวโน้ตกับผม มีอะไรเหมือนกัน ผมว่าคงเป็นเรื่องความสนุกสนาน ที่ตัวโน้ตกับผมมีเหมือนกัน และที่คล้ายๆ ผมอีกอย่าง ก็คืิอเวลามีปัญหา ผมก็จะช่างๆ มันเถอะ ถึงในบางครั้งก็จะมีน้ำตาตกเหมือนกัน แต่ก็ยังคิดว่าเดี๋ยวมันก็ผ่านไป
 
             กลับมาประกบกับ 2 นางเอก “หนูนา-แป้ง” ซึ่งส่วนตัวสนิทกับสองคนนี้อยู่แล้วด้วย
 
             สนิทกับทั้งสองคนอยู่แล้ว ทำให้เรารู้ใจกัน คือฉากธรรมดาก็ไม่ได้มีอะไร แต่อย่างฉากเลิฟซีน ถ้าเป็นนางเอกที่เราไม่ได้รู้จักมาก่อน จะค่อนข้างเกรงใจเขา แต่พอมาเป็นแป้งกับหนูนา เราไว้ใจกันมาก เพราะเราสนิทกัน จะมีการคุยกันตรงๆ ว่าอันไหนมากไป อันไหนน้อยไป อย่างเรื่องนี้ผู้กำกับคือพี่บอย (ถกลเกียรติ วีรวรรณ) อย่างบางฉากที่เขาสองคนไม่กล้าบอก เขาก็จะแอบกระซิบบอกผม ผมก็จะไปบอกให้ เพราะว่าบางฉากความรู้สึกของเขาที่เป็นผู้หญิงที่ต้องมาเล่น กับคนอื่นที่มองอาจจะต่างกัน
 
             เรื่องนี้หลังจากออนแอร์ไป สิ่งที่คนจะพูดถึงคือเรื่องของฉากเลิฟซีนที่ดูจะเป็นที่ฮือฮา
 
             ใช่ ไม่มีใครพูดถึงฉากอื่นหรอก นอกจากเลิฟซีน (หัวเราะ) แต่จริงๆ ต้องบอกก่อน ว่ามันมีเหตุผลและมีที่มาที่ไป ว่าเรื่องราวทำไมถึงต้องมีฉากเลิฟซีนขนาดนั้น คือไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ จะมาขายฉากเลิฟซีน มันมีเหตุผลของมัน มีที่มาที่ไปของตัวละครก่อนที่จะไปถึงฉากนั้น ถามว่าฉากเลิฟซีนที่ออกมา ผมต้องออกตัวก่อนว่าผมเป็นผู้ชาย ผลกระทบแทบจะไม่มี แต่ในทางกลับกันนางเอกของผมทั้งสองคนคือหนูนาและแป้งน่าจะมีความกังวลตรงนี้มากกว่าผม แต่ทุกครั้งที่เข้าฉากเลิฟซีนด้วยกัน ผมจะคุยกับทั้งสองคนตลอด อย่างแรกเลยต้องขอโทษกัน ต่อมาก็คุยกันในเรื่องของการเล่นด้วยกันว่า อันไหนมากไป อันไหนน้อยไป หรือในเรื่องของมุมว่าเขาอยากให้เราช่วยในตรงไหน บังตรงไหน ใช้มุมหลอกตรงไหน ส่วนในเรื่องของการเล่นจริง คือในบางมุมที่ผู้กำกับต้องการ ก็เล่นจริง แต่ในบางมุมก็ใช้มุมกว้างๆ ได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คุยกันทั้งหมดในกอง คือไม่ใช่แค่ผม แป้ง หนูนา แต่ยังรวมถึงผู้กำกับ คนดูภาพ และทีมงานส่วนอื่นๆ ด้วย แต่สิ่งที่สำคัญคือเราต้องเซฟนักแสดงหญิงเป็นสำคัญ
 
             หายจากละครไปประมาณ 2 ปี กลับมาอีกครั้งกับละครเรื่องนี้เป็นไงบ้าง
 
             จริงๆ ละครเรื่องนี้ตอนแรกที่วางไว้เป็นโรแมนติก คอมเมดี้ พอพี่บอยได้เข้ามาเริ่มทำบทมากขึ้น เริ่มกำกับมากขึ้น บทก็เริ่มมีความเข้มข้น มีความเป็นดราม่า มีความเซ็กซี่ และมีความทันสมัยของเรื่องราว สำหรับผมรู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่ท้าทายและแตกต่างจากเรื่องก่อนหน้านี้อย่างคู่กรรมมาก ในเรื่องนี้ไม่ใช่แค่บทและเรื่องราวที่นำเสนอที่เป็นแนวใหม่ แต่ด้วยภาพที่เป็นการถ่ายแบบเอชดี มุมภาพที่เป็นแบบใหม่ ที่ดูเป็นเหมือนชีวิตจริงมากขึ้น ทุกอย่างในละครเรื่องนี้เป็นอะไรที่ใหม่และท้าทายมาก ทั้งตัวผมและทีมงานทุกคน
 
             คนแซวว่าเพราะละครเรื่องนี้ พระเอกคือ “บี้” เลยทำให้ “คุณบอย” ลงมาเป็นผู้กำกับด้วยอีกคน
 
             เรื่องก่อนหน้านี้ที่พี่ป้อง (ณวัฒน์ กุลรัตนรักษ์) เล่น พี่บอยก็มากำกับนะ จริงๆ ในละครหลายๆ เรื่องของทางค่าย พี่บอยก็อยากลงมากำกับ แต่ด้วยเรื่องของเวลาและงานที่ทางพี่บอยรับผิดชอบเลยอาจจะไม่ได้ลงมาทำ แต่ด้วยอาจเพราะเรื่องนี้ทางพี่บอยมีเวลาพอเหมาะพอเจาะ เลยลงมากำกับด้วยอีกคน ผมว่าอีกอย่างพี่บอยอาจจะคันไม้คันมืออยากจะลองมากำกับซะหน่อย เพราะพี่บอยเคยกำกับผมกับหนูนามาแล้วในตอนรักจับใจ คือจริงๆ มีหลายปัจจัยไม่ใช่แค่เพราะในส่วนของผมเท่านั้นหรอก
 
             ละครเรื่องนี้ตอนถ่ายทำเป็นช่วงเวลากับที่ต้องเตรียมตัวไปบรอดเวย์ด้วย ตอนนั้นหนักแค่ไหน
 
             หนักมาก เรียกว่าตอนนั้นผมถวายตัวให้การทำงาน เพราะทั้งถ่ายละครเรื่องจัดรัก ซึ่งตอนนั้นหนักมาก เพราะคิวพี่บอยไม่ได้มีเยอะ เลยต้องอัดทุกอย่างให้ได้เยอะที่สุดและให้ได้คุณภาพมากที่สุด ในตอนนั้นละครถ่ายประมาณ 3-4 วันต่อสัปดาห์ วันที่เหลือก็ไปเรียนร้อง เรียนภาษา เรียนเต้น เข้าฟิตเนส เวลานั้นเรียกว่าหนักเหมือนกัน ก่อนจะได้หยุดพักหายใจประมาณสัปดาห์หนึ่งก่อนที่จะบินไปนิวยอร์ก
 
             @@ เส้นทางบรอดเวย์
 
             ได้ไปแสดงมาแล้วที่แอลเอ เป็นยังไงบ้าง
 
             ตอนนี้ยังไม่ถึงบรอดเวย์ อยู่ที่แอลเอก่อน ฟีดแบ็กค่อนข้างดี มีทั้งคำติและก็คำชม อย่างในเรื่องของคำชมมีค่อนข้างเยอะมาก ชาวต่างชาติชอบ คนไทยที่มีโอกาสได้เดินทางไปดูก็ชื่นชอบและก็ประทับใจ คนไทยที่ได้ไปชมส่วนใหญ่จะตื้นตันจนน้ำตาไหล ที่ได้เห็นคนไทยไปยืนบนเวทีในฐานะนักแสดงนำ เพราะการที่เราไป เราอยากนำชื่อเสียงของคนไทย อยากเอาธงไทยไปปักในระดับโลก แล้วพอคนไทยที่เข้าได้ชมเขารู้สึกเหมือนเรา มันเป็นอีกหนึ่งกำลังใจและเป็นความภูมิใจของผมและทีมงานคนไทยทุกคนที่ได้ไปทำงานตรงนั้น แล้วเดี๋ยววันที่ 25 สิงหาคมนี้ ผมก็ต้องเดินทางกลับไปที่อเมริกาอีกครั้ง เพื่อไปแสดงที่รัฐซีแอทเทิล จะกลับมาเมืองไทยอีกทีก็ประมาณเดือนพฤศจิกายน
 
             ก่อนไป “บี้” เหมือนมีความกดดันเยอะมาก พอได้ไปแสดงแล้วจริงๆ เป็นยังไงบ้าง
 
             ไปแสดงมาแล้ว ความกดดันไม่ได้น้อยลง เพราะว่าเราไปด้วยความคาดหวัง พอไปแล้วเราเจอกระแสต่างๆ เจอสิ่งที่เราไม่ได้คาดหวัง ไม่ได้คาดคิด มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในการทำงาน ทั้งเจอเรื่องที่ดีที่สุด และสิ่งที่แย่ที่สุด แต่สิ่งที่ได้จากการทำงาน 3 เดือนที่ไปแสดงที่นั่น คือประสบการณ์ชีวิต ทำให้เราโตขึ้น ผมผ่านเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดไปได้ และผมได้เจอสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตเช่นกัน ทำให้ผมมีมุมมองใหม่ๆ ไอเดียใหม่ๆ และได้ประสบการณ์ที่ผมสามารถเอามาปรับใช้ชีวิตของเราต่อไป
 
             จากการไปทำงานในครั้งนี้ ได้ประสบการณ์อะไรมาบ้าง
 
             เอาสิ่งที่ดีที่สุดของฝรั่งมาเล่าให้ฟังแล้วกัน คือเรื่องของความตั้งใจทำงาน นอกเหนือเวลางานเขาจะคุยเล่นกันสนุกสนาน พอเวลาทำงานปุ๊บการคุยเล่นกันน้อยมาก เพราะงานคืองาน เอาผลงานมาซัดกัน เอาความสามารถมาซัดกัน ใครมีเท่าไหร่ใส่กันเต็มที่สุดในชีิวิต อย่างการทำงานในบ้านเราอาจจะ 70-80 เปอร์เซ็นต์ต่อวัน แต่ของเขาถึงเวลามีปัญหาชีวิต หรือมีเรื่องอะไรในใจก็ตาม แต่เวลาทำงานทุกคนใส่ 100 เปอร์เซ็นต์ เรียกว่าทิ้งปัญหาไว้ก่อน ที่เขาทำแบบนี้ เพราะว่าถ้าเขาไม่เต็มที่ งานต่อๆ ไปเขาอาจไม่ถูกรับเลือกให้มาทำอีก หรือบางครั้งอาจจะโดนเชิญออก ณ เวลานั้นเลยก็ได้ ตรงนี้ของฝรั่งทำให้ผมได้เรียนรู้ในเรื่องของวินัย สร้างสรรค์ และมีพลังในการทำงานเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้เราก็เอามาปรับใช้กับตัวเรา
 
             การทำงานในครั้งนี้ ถึงขั้นที่ว่าทำ “บี้” เสียน้ำตาเลยด้วย
 
             ผมว่าเป็นเรื่องธรรมดา คนเราก็ต้องมีกันบ้าง เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องของการทำหน้าที่ของเราเท่านั้น แต่มันมีเรื่องของแรงกดดัน อย่างแรกเลยคือที่นั่นไม่ใช่บ้านเรา ไกลบ้านไกลเมือง คุยกับใครก็เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แรงกดดันในเรื่องของเวลา ในเรื่องของตัวเงินที่เดินไป ความผิดพลาดต่างๆ เรื่องของเซ้นส์ในการทำงาน การตอบโต้กันไปมาทั้งในเวลางานและการใช้ชีวิตประจำวันที่นั่น ผมเลยคิดว่าคนที่ไปใช้ชีวิตเมืองนอก ทั้งไปเรียนหรือทำงาน ต้องโดนต่างๆ มาทุกคน เลยคิดว่านี่คงเป็นประสบการณ์ที่เราต้องโดนบ้าง และถือว่าเป็นสิ่งที่ดี ถามว่าร้องไห้เยอะแค่ไหน เอาเป็นว่าแก้วน้ำหนึ่งแก้วก็คงล้น (ยิ้ม) คนอาจจะเห็นผมเป็นคนสนุกสนาน แต่บางครั้งประสบการณ์ชีวิตก็ทำให้เรามีอารมณ์เศร้าเหมือนกัน แต่จะให้ผมมานั่งบอกใครว่าเราเศร้า ก็คงไม่ใช่ เรื่องราวปัญหาหนักๆ ที่เกิดขึ้นที่นั่นก็เก็บไว้เป็นประสบการณ์ ให้เราเติบโต
 
             เวลาที่เจอปัญหาหนักๆ ที่นั่่นทำยังไงจึงลุกขึ้นมาได้
 
             โชคดีที่ตอนไปที่นั่น มีพี่บอยไปด้วย เขาก็จะคอยปลอบใจ วันไหนผมโดนเขาก็ปลอบใจ ซึ่งก็มีบางครั้งที่เขาโดนผมก็จะคอยปลอบใจ เพราะสำหรับฝรั่งแล้วมาจากที่ไหนไม่เกี่ยว แต่มาทำงานที่อเมริกา ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน เรามีสิทธิที่จะออกเสียง มีสิทธิที่แสดงความคิดเห็น มีสิทธิที่จะเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยเท่ากัน ในความคิดของทุกคนต้องรับฟัง เจ้านายก็มีโดนอยู่บ้างเล็กน้อย ถามว่าเวลาเจอกระแสที่ไม่ดี ผมก็จะมีความคิดที่จริงๆ มันเป็นความนิสัยไม่ดี แต่มันเป็นการปลอบใจตัวเองอย่างหนึ่ง คือผมจะคิดว่าการที่ผมไปตรงนี้ ผมเสียสละตัวเองไป ไปตอบแทนประเทศชาติ เพราะเราได้รับอะไรจากเขามาเยอะมาก เราทำงานตรงนี้มา 8-9 ปี ได้รับทั้งชื่อเสียงและเงินทอง ความสุขที่ใครๆ มอบให้เรา เราได้รับมาค่อนข้างเยอะ ถึงเวลาที่เราต้องเสียสละเพื่อตอบแทนให้กับคนอื่นๆ ด้วยการทำชื่อเสียงให้ประเทศ เราเหมือนเป็นตัวแทนของคนไทยที่ได้รับคัดเลือกไป โดยมีความคาดหวังว่าโปรเจกท์นี้จะได้เข้าไปสู้บรอดเวย์ และจะทำชื่อเสียงให้ประเทศไทย มันคือความฝันที่เราวาดฝันไว้
 
             ในวันนี้ “บี้” มีชื่อเสียงมากในเมืองไทย ทำไมถึงเอาชื่อเสียงตรงนี้ ไปแลกกับกระแสวิจารณ์ต่างในการทำโปรเจกท์นี้
 
             อย่างแรกที่ผมยอม คือเพราะนี่คือความฝันของเจ้านายของผม พี่บอยให้โอกาสผมมาเยอะมาก ทำให้ผมได้มีอย่างทุกวันนี้ ผมนับถือในเรื่องของความกตัญญูรู้คุณ ผมคิดว่าการที่เขาเลือกชวนเราไป มันเป็นสิ่งที่ไม่ได้มีมาง่ายๆ การที่เราได้ไปเติมเต็มความฝันของเขา ที่อยากเอาละครเวทีเมืองไทยไปสู่สากล อย่างที่สองคือการไปในครั้งนี้เราหยิบชื่อเสียงของประเทศชาติไปด้วย เราไม่ได้ไปทำเพื่อตัวเอง เราหยิบชื่อเสียงของประเทศชาติไปด้วย เป้าหมายของเราคือเราอยากไปบรอดเวย์ให้ได้ อยากให้คนต่างชาติได้รู้จักเมืองไทย ซึ่งตรงนี้มันยิ่งใหญ่กว่าการที่เราจะทำเพื่อตัวเอง ตลอดเวลาที่ผ่านมาเราทำเพื่อตัวเองมา 8-9 ปีจนเรามีชื่อเสียง มีเงินทอง หากเราจะเอาแต่ได้ ไม่รู้จักให้บ้าง มันก็น่าเกลียด ซึ่งโปรเจกท์นี้มันเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่ที่เราก็ควรจะเสียสละที่ทำมัน
 
             @@ รัก=ลับ
 
             ความรักของ “บี้” ดูก็ยังเป็นความลับอยู่นะ
 
             จริงๆ ความรักของผมไม่ได้เป็นความลับหรอก ถึงผมไม่ได้มายืนอยู่ตรงนี้ เป็นบี้-สุกฤษฏิ์เหมือนอย่างวันนี้ แต่ผมว่าทุกๆ คนก็มีเรื่องที่อยากพูดและไม่อยากพูด ผมเองก็เหมือนกัน ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยอยากพูดเรื่องความรัก แต่หากมีใครจะรู้แบบบ้างเล็กๆ น้อยๆ ก็สนุกดี แต่จะให้มาคอนเฟิร์ม ผมก็ไม่ใช่ประเภทแบบนั้น แต่ถามว่าผมซีเรียสไหม ที่จะมีคนมาจับจ้อง หรือมีภาพต่างๆ ออกมา ผมบอกเลยว่าผมไม่ซีเรียส เพราะหาผมซีเรียส ชีวิตของผมมันก็จะไม่เป็นชีวิตอีก
 
             แล้วเวลามีข่าวกับสาวๆ เยอะ รับมือยังไง
 
             ไม่เป็นไรนะ ผมว่าข่าวกับสาวๆ เป็นข่าวยิ้มๆ เวลาคนอ่านข่าวก็จะยิ้มๆ เหมือนกัน ผมว่าคงไม่มีใครจะมาตีรันฟันแทงเพราะข่าวกับสาวๆ ของผมหรอก คงเป็นเรื่องหนึ่งที่คนคุยกันในโต๊ะอาหารแล้วก็ยิ้มๆ ผมว่ามันก็มีสีสันดีกว่าเราอยู่เงียบๆ มีแต่เรื่องความดีงาม ทำเพื่อสังคม ผมว่าอันนั้นก็ดูไม่มนุษย์ ผมว่าการที่มาอยู่ตรงนี้มันต้องมีทั้งข่าวที่ดีและข่าวที่ไม่ดี คละเคล้ากันไป มันก็เป็นอีกหนึ่งสีสัน
 
             การที่ไม่เปิดเผยเรื่องของความรัก เป็นเพราะแฟนคลับหรืเปล่า
 
             ไม่หรอก ผมถือว่าเป็นโชคดีของผม เพราะแฟนคลับของผมส่วนใหญ่จะเป็นคนสนุกสนาน เขาก็จะสนุกไปกับผลงานของเรา และข่าวของเรา ไม่ได้เป็นแบบที่ว่าจะมาดุดัน หรือแบบร้ายๆ คือ 9 ปีที่อยู่ด้วยกันมา แฟนคลับของผมไม่ได้เป็นสายดาร์ก หรืออารมณ์รุนแรง พวกเขามีแต่คอยสนับสนุน ผมถือว่าแฟนคลับของผม เป็นกัลยาณมิตรของผม คือแฟนคลับของผมเขาจะให้หัวใจมากกว่าเงินทอง ซึ่งมันมีค่ามาก
 
             นี่แหละ!! ชีวิตในวันนี้ของซูเปอร์สตาร์ “บี้-สุกฤษฏิ์”
 
ชื่อจริง : สุกฤษฏิ์ วิเศษแก้ว
 
ชื่อเล่น : บี้
 
เกิด : 4 กันยายน พ.ศ. 2528
 
การศึกษา : คณะวิศวกรรมศาสตร์ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ (สาขาวิศวกรรมเมคคาทรอนิกส์) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
 
ผลงานการแสดง : รอยอดีตแห่งรัก, หัวใจศิลา, พระจันทร์สีรุ้ง, ดอกรักริมทาง, ข้ามเวลาหารัก, ละครเวที บัลลังก์เมฆ เดอะมิวสิคัล, ข้างหลังภาพ เดอะมิวสิคัล , คู่กรรม
 
ผลงานการแสดงล่าสุด : ละครเวที “วอเตอร์ ฟอลล์” ที่ประเทศสหรัฐ และละคร “จัดรัก...วิวาห์ลวง”