บันเทิง

'สื่อนั้นสำคัญไฉน'

'สื่อนั้นสำคัญไฉน'

19 ส.ค. 2558

'สื่อนั้นสำคัญไฉน' : คอลัมน์ ทีวีสีรุ้ง โดย... สุนิสา สุขบุญสังข์

 
          #เรามาถึงจุดนี้กันได้ยังไง
 
          มันเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่เราเห็นความล่อแหลมเป็นเรื่องปกติ ทั้งการด่าทอวิจารณ์คนอื่นเสียหายหยาบคาย ตบจูบ ขืนใจ ยิงกัน เปิดเสื้อ เรื่อยมาจนถึงเปิดตัว...
เหล่านี้ดูจะมาพร้อมความเปลี่ยนไปทางสังคม ซึ่งถ้าขืนใครบอกว่าเรื่องพวกนี้ควรหมดไป ไม่ดีต่อเยาวชน คงถูกมองว่า เชย..ล้าหลัง ไม่ปรับตัว เข้ากับสังคมปัจจุบัน และที่สำคัญ คำว่า “ก็ในสังคมจริงๆ ก็เป็นแบบนี้ อย่ามาโลกสวย เผลอๆ ชีวิตจริงหนักกว่าที่เห็นในทีวีอีก” ... ก็จริง ไม่ผิด อ้อมเคยคิดแบบนี้ แต่...
 
          แปลกตอนที่เด็กกว่านี้ ไม่เคยรู้สึกตะขิดตะขวงเลยนะคะ แต่ทำไมพอมาถึงจุดนี้ มันไม่สามารถยอมรับแล้วเถียงกลับไปได้แบบหมดจดเท่าเดิม คิดไปก็คิดว่า เหตุผลนึง คือ คงเพราะแก่จริงๆ นั่นแหละ
 
          หรือว่าการแก่มันส่งผลแย่ต่อการดำเนินชีวิต
 
          คำตอบก็ไม่น่าใช่ซะทีเดียว อ้อมว่าวันที่เพิ่มขึ้นไม่ได้การันตีค่ะว่า วิธีคิดและจิตใจของเราจะสูงส่งไปด้วยความถูกผิด จริยธรรม ศีลธรรม ตามจำนวนเวลาที่เราหายใจทิ้งเพราะเราก็เห็นกันอยู่ว่า บางคนแก่แล้วแก่ลืม... ลืมความสดใส หัวใจแก่และแย่ตามประสบการณ์ แต่บางคนยังคงมีความสุขกับทุกช่วงของชีวิตได้อย่างดี เหล่านี้มันมีส่วนให้มองโลกดีแย่ต่างกันค่ะ
 
          หลายคนคงเคยเห็นเพื่อน คนใกล้ตัว กระทั่งตัวเอง ที่มีการเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่เล็กจนโต นิสัยบ้างขาด บ้างเกิน ดีขึ้น เลวลง บางคนตอนเด็กเกเร หาเรื่องชกต่อย พอโตกลายเป็นคนใจเย็น ไกล่เกลี่ยเวลาเพื่อนมีปัญหา ขณะที่บางคนตอนเด็กหงิมๆ แต่โตมา ใครพูดอะไรไม่ถูกใจด่ากลับ เป็นตัวสร้างปัญหาทั้งโลกความจริงและเสมือนจริงอย่างโซเชี่ยลทั้งหลาย
 
          มันทำให้เห็นว่าเราไม่อาจคาดการณ์ได้เลยค่ะว่า เราหรือลูกหลาน ต้องเจอกับอะไรและใครที่จะมีส่วนให้ เขาและเธอกลายเป็นผลผลิตที่อาจดีขึ้นหรือเลวลงนั่นเอง
 
          และสิ่งที่มีส่วนไม่น้อยกับอารมณ์ ความคิด และจิตใจ โดยเฉพาะของคนยุคนี้ ก็คงหนีไม่พ้นสื่อทั้งหลาย เพราะสื่อคือสิ่งที่ใกล้ชิดกับคนในสังคมได้อย่างแนบสนิท แทบจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันอยู่แล้ว
 
          อ้อมเคยคุยกับพี่ผู้ชายคนจึง ไม่บอกว่าเขาเป็นใคร ไม่ใบ้เพราะกลัวรู้ค่ะ พี่เขาหน้าตาน่าเอ็นดู ดูใจดี ไม่มีทีท่าว่าจะหื่นกามารมณ์ แต่เชื่อมั้ยคะ พอคุยเรื่องละครในโทรทัศน์ พี่เขาเล่าว่า ตอนที่เขาเด็กมากๆ เขาเคยพยายามจะปล้ำเพื่อนผู้หญิง
 
          คุณพระ.. อ้อมเอามือตบอก ตกกะใจ หายใจแทบไม่ทัน ละล่ำละลักถามกลับไปว่า พี่ขา ตอนนั้นพี่อายุเท่าไร พี่เขาตอบว่า ไม่น่าถึง 8 ขวบ เฮ้ย..ตกใจซ้ำอีกที..ถามพี่เขาว่า ทำไมพี่ทำงั้นอะ ยังเด็กอยู่เลย คิดไรวะ? คำตอบคือ เห็นในทีวี พระเอกปล้ำนางเอก ตอนแรกนางเอกเหมือนไม่ยอม แต่ตอนหลังก็ได้กันอยู่ดี แล้วสุดท้ายก็รักกันด้วย อ้อมสตั๊นท์ไป 10 วิ หายใจยังไม่ปกติ แล้วพี่เขาก็เล่าต่อว่า “ดีนะ ที่เพื่อนพี่ถีบพี่ออกมา ก็เลยไม่มีอะไร” เดี๋ยวๆ อ้อมคิดในใจ จะมีอะไรวะ ยังไม่ 10 ขวบ แต่ก็คิดได้ไม่นานค่ะ เมื่อความจริงบางอย่างมันแวบเข้ามาในหัวว่า เราเองก็เคยเห็นบนหน้าหนังสือพิมพ์ ที่พี่ชายล่วงเกินน้องสาว บางคนมีเพื่อนห้องเดียวกัน เพื่อนรุ่นพี่มาร่วมด้วย ตั้งแต่ชั้นประถม แล้วเมื่อสอบถามเด็กก็ยอมรับว่า เห็นมาจากทีวี บ้างก็เห็นจากเว็บตามคอมพิวเตอร์ ถึงตอนนั้นอ้อมได้แต่คิดค่ะว่า โชคดีที่เด็กผู้หญิงคนนั้นถีบพี่เขา แล้วเจ้าตัวก็แค่จะเลียนแบบไม่ใช่เอาจริง ไม่งั้นคงไม่ได้โตมาแล้วเป็นคนที่อ้อมเห็นแบบนี้
 
          เออหนอ... รู้แล้วว่าทำไม จุดนี้ถึงเถียงใครไม่ค่อยเต็มปากว่า สื่อมีผล ก็คนที่เรารู้จักยังเกือบไปทั้งคน เลยต้องยอมรับความจริง
        
          แล้วอะไรทำให้คนรุ่นเดียวกันเสพสื่อเหมือนๆ กัน ถึงดีได้ไม่เท่ากัน
 
          ถึงจุดนี้ ก็คงต้องยอมรับว่า สื่อก็มีผลแหละค่ะ เพราะเราเองก็ได้ยินกันอยู่ว่า “สื่อผู้ทรงอิทธิพล” เพราะถ้าไม่มีอิทธิพล คงไม่มีมูลค่านาทีละหลายๆแสนหรอกจริงมั้ยคะ
 
          แต่เอาเข้าจริง อีกหนึ่งสื่อที่มีอิทธิพลมากกว่าทีวี แล้วให้ผลแบบที่ฝังรากจนแทบเป็นสันดานที่ทุกบ้านต้องมี แถมยังเป็นสื่อที่คอยเลี้ยงดูผู้บริโภคอย่างพวกเราอีกก็คือ พ่อ แม่ ผู้ใหญ่ในบ้าน
 
          ก็ถ้าอยากเห็นลูกหลานที่บ้านเป็นอย่างไร ก็แสดงอย่างนั้นให้เขาดูเถอะนะคะ
 
          เพราะอ้อมก็ไม่เถียงว่า สื่อทุกวันนี้ก็มีผล แต่มันจะทำร้ายเด็กๆ ของเราแทบไม่ได้เลย ถ้าเรามีคนที่บ้านและสังคมรอบข้างเป็น#สื่อที่แข็งแรงให้กับพวกเขา
 
.........................................
(หมายเหตุ  'สื่อนั้นสำคัญไฉน' : คอลัมน์ ทีวีสีรุ้ง  โดย... สุนิสา สุขบุญสังข์)