บันเทิง

ขบคิดขีดเขียน:'น่าเกลียด'

ขบคิดขีดเขียน:'น่าเกลียด'

18 ส.ค. 2558

“น่าเกลียด” : คอลัมน์ ขบคิดขีดเขียน โดย... หญิงยศ

 
         เคยนึกถึงความ “น่าเกลียด” กันบ้างไหมคะ?
 
         เมื่อคืนก่อนในคลาสกายกรรมเพื่อการแสดง ครูเล้ง ราชนิกร ให้โจทย์พวกเรามาสั้นๆ คำเดียวว่า “น่าเกลียด” ให้เราทำท่าที่เราคิดว่าน่าเกลียดที่สุด หญิงยศยืนตัวแข็งอยู่ในห้อง จนพอครูเดินมาถามว่าโอเคไหม หญิงยศได้ยินตัวเองตอบกลับไปว่า “พี่ไม่รู้จะทำยังไง พี่ไม่มีคำว่าน่าเกลียดอยู่ในหัวเลย ถ้าเป็นลักษณะทางกายภาพ”
 
         ย้อนไปเมื่อประมาณไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมา หญิงยศเห็นการแชร์ Status ของชาวต่างชาติคนหนึ่งซึ่งคงทำงานอยู่ในประเทศไทยหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ หญิงยศจำรายละเอียดของชื่อเสียงเรียงนามของเขาไม่ได้ และจำไม่ได้ด้วยว่าใครเป็นคนแชร์สเตตัสของเขามา แต่หญิงยศจำเนื้อความและรูปภาพได้แม่นยำ เพราะมันทำให้ใจของหญิงยศหล่นวูบเลยทีเดียว
 
         รูปภาพที่เขาแชร์คือแบบเรียนภาษาอังกฤษของคนไทย แบบที่เป็นกระดาษโปสเตอร์ไว้ติดตามผนังห้องเรียน เพื่อสอนศัพท์ง่ายๆ ให้เด็กประถม ในนั้นมีศัพท์หลายคำเช่น คำว่า Butterfly ก็เป็นรูปผีเสื้อ คำว่า Sleep ก็เป็นรูปคนนอน แต่ที่เป็นประเด็นจนคนต่างชาติคนนี้ต้องเอามาโพสต์ก็คือศัพท์สองคำนี้ค่ะ Beautiful และ Ugly ศัพท์คำว่า Beautiful ที่แปลว่าสวยนั้น เป็นรูปตัวการ์ตูนผู้หญิงผมทองยาวสลวย หน้าตาจิ้มลิ้ม แต่คำว่า Ugly ที่แปลว่าน่าเกลียด เขาใช้รูปตัวการ์ตูนของผู้ชายผิวดำค่ะ คนโพสต์สเตตัสที่เป็นชาวต่างชาติคนนี้เป็นคนผิวสี และเขาโพสต์รูปนี้พร้อมกับคำถามว่า
 
         “What’s wrong with you, Thailand?”
 
         รูปภาพนี้ถ้าเกิดขึ้นในต่างประเทศ คุณสามารถสร้างสงครามย่อมๆ ได้เลยทีเดียวนะคะ
คนไทยเราเกิดมาพร้อมกับความเท่าเทียมทางสีผิว เราไม่เคยรู้จักความแตกต่างของสีผิวว่ามันเป็นประเด็นยิ่งใหญ่แค่ไหน ในประเทศที่เขามีการเหยียดสีผิวกัน เราไม่เคยรับรู้และเราใช้คำว่านิโกรกันอย่างคล่องปาก ทั้งที่คำนี้คือที่ไม่ควรหลุดออกจากปากของใครเลยในยุคสมัยนี้ ที่น่ากลัวคือเราให้คนไม่รู้มาบัญญัติแบบเรียนเหล่านี้ให้เด็กๆ ที่กำลังเรียนรู้ คิดว่าเป็นเรื่องไม่ใหญ่ก็ได้นะคะ แต่นี่ไม่ใช่แค่แบบเรียน แต่คุณกำลังเอาความคิดแคบๆ ฝังหัวเด็กให้ตัดสินความสวยงามกันเพียงแค่เปลือกนอกเท่านั้นเอง
 
         คนไทยเราคุ้นเคยกับกับสิ่งที่เรียกว่า “ตลกสังขาร” กันมานมนาน เราหัวเราะขำคนอ้วน คนเตี้ย คนผิวคล้ำ ไปจนถึงคนที่เป็นกะเทย หรือแม้แต่คนพิการ ถ้าหากเขาอ้วน เราจะคิดทันทีว่าเราล้อได้ เรามีอภิสิทธิ์เหนือเขาอย่างช่วยไม่ได้ เรามองเห็นคนเป็นสิว คนอ้วน คนพิการพร้อมกับให้คำจำกัดความทันทีว่านี่ไง “น่าเกลียด” เราเห็นผู้หญิงผิวคล้ำหน่อย เราพูดทันที “ไม่สวย” เพียงเพราะเขาไม่ได้มีความงามในอุดมคติหรือไม่ใช่เพศสภาพแบบที่เราคิดว่ามันควรจะเป็น ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้ว เราไม่ได้ดีไปกว่าคนเหล่านี้และเราไม่มีสิทธิ์ที่จะตัดสินใครได้เลย
 
         หญิงยศเคยใช้ชีวิตอยู่ในประเทศที่พัฒนาจากแค่คำว่าความน่าเกลียด จนกลายไปสู่ความเกลียดชัง... และมันเป็นเรื่องน่าเศร้าอย่างที่สุด คนผิวสีไม่รู้เท่าไหร่ที่โดนฆ่าตายเพียงเพราะความเกลียดชัง คนที่ฆ่าพวกเขาก็ให้เหตุผลง่ายๆ แค่นั้นแหละค่ะว่า “ก็มันน่าเกลียด” คนที่เป็นเกย์โดนซ้อมปางตายก็เพียงเพราะเหตุผลเดียวกัน “มันน่าเกลียด” สำหรับหญิงยศแล้ว การที่กล้าที่จะชี้นิ้วลงไปว่าใครหรืออะไรน่าเกลียดนั้นต่างหากคือความน่ากลัวอย่างที่สุด
 
         หญิงยศตั้งคำถามกับคนสองคนที่หญิงยศรักความคิดของเขา คนหนึ่งเป็นพี่ที่สนิท อีกคนคือสามี ถามคำถามเดียวกันค่ะว่า “สำหรับพี่ อะไรคือความน่าเกลียด?” แปลกที่สองคนนี้ให้คำตอบมาเหมือนกัน คำตอบนั้นคือ “อารมณ์มนุษย์นี่แหละน่าเกลียด” ไม่ใช่ลักษณะทางร่างกายใดๆ เลย สามีหญิงยศตอบว่า ความตะกละ ความเห็นแก่ตัว ความอิจฉาริษยานี่และที่น่าเกลียด ส่วนพี่อีกคนที่สนิทตอบมาว่า “เคยเห็นความโกรธของตัวเองไหม พี่เคยตามจิตตัวเอง แล้ววันหนึ่งตอนคุยกับลูกค้า มันปรี๊ดขึ้นมา พี่เห็นเลยว่า ความโกรธนี่มันน่าเกลียดมากขนาดไหน” นี่คือสิ่งเดียวกันกับที่หญิงยศเห็น ลักษณะทางกายภาพหรือเพศสภาพ สำหรับหญิงยศแล้วไม่มีคำว่าน่าเกลียด แต่สิ่งอยู่ในใจเรานั้นต่างหากจะเป็นตัวบ่งชี้ว่าคนๆ นั้นน่าเกลียดหรือไม่
 
         ลองคิดดูนะคะ ถ้าเราออกแบบเรียนแบบนี้มาใส่หัวเด็กตั้งแต่ตัวเล็กๆ ว่า แบบไหนคือสวย แบบไหนคือน่าเกลียด เราสอนให้เด็กของเราตัดสินคนจากภายนอก ซึ่งเด็กเขาเชื่อตามนั้นนะคะ เพราะนี่คือแบบเรียนที่แปะอยู่ที่ผนังของห้องเรียนในสถานศึกษา คนที่แตกต่างคือน่าเกลียด และเรามีสิทธิ์เหนือกว่าคนเหล่านั้น ถ้าเด็กเหล่านี้โตมาแล้วไปเรียนต่อ เจอคนผิวสีแล้วชี้นิ้วว่า แกน่าเกลียด เด็กคนนี้อาจเจอกับอะไรก็ไม่รู้ อาจโดนซ้อม อาจโดนรังเกียจ อาจได้โปรโมชั่นชาติหน้าไม่รู้ตัว หรือเด็กคนเดิมไปเจอคนพิการ แล้วชี้นิ้วว่า แกน่าเกลียด คนพิการคนนั้นเขาต้องต่อสู้กับอะไรมากแค่ไหน เด็กคนนั้นไม่ได้สนใจ ถ้าคนพิการคนนั้นเขาหมดกำลังใจในชีวิต เราจะโทษใครได้ โทษเด็กคนนั้น หรือโทษตัวเราที่สอนให้เด็กคนหนึ่งมีความคิดแบบนี้...
 
         จบคลาสกายกรรมคืนนั้น หญิงยศนึกขอบคุณครูเล้งที่ทำให้ย้อนคิดถึงคำนี้ คำว่า “น่าเกลียด” อาจฟังดูเป็นคำธรรมดา แต่หญิงยศอดคิดไม่ได้นะคะว่า เราตีความคำๆนี้กันตื้นเกินไป ตราบใดไม่เจอกับตัว เราก็มักจะคิดว่า เออน่าไม่เป็นไรหรอก ที่น่ากลัวกว่าก็คือ เรามักใช้คำนี้ ในการบ่งชี้ออกไปนอกตัวเรา ทั้งๆที่ในความเป็นจริง ถ้าหากเราจะบ่งชี้คำๆนี้ไปที่ไหนสักที่ มันควรจะหวนกลับมาที่ตัวของเราเองมากกว่า เราโกรธอยู่หรือเปล่า เราโลภ เราหลง เราตะกละ เราอิจฉา เราเอาเปรียบคนอื่นอยู่หรือไม่
 
         การได้ถามตัวเองว่า อะไรคือความน่าเกลียด ไม่ใช่สิ่งที่คนเราทำบ่อยนัก หรือทำก็ไม่ได้จริงจังอะไร ลองนั่งถามตัวเองกันบ้างว่าอะไรคือน่าเกลียด และก่อนที่จะชี้นิ้วออกไปที่คนอื่น ลองมองตัวเองให้ดีก่อนว่าเรามีสิ่งนั้นอยู่ในตัวของเราบ้างหรือเปล่า.......?
 
.......................................
(หมายเหตุ “น่าเกลียด”  : คอลัมน์ ขบคิดขีดเขียน โดย... หญิงยศ)