บันเทิง

เล่นหูเล่นตา:'ก่อตัว (2)'

เล่นหูเล่นตา:'ก่อตัว (2)'

10 ส.ค. 2558

'ก่อตัว (2)' : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม

 
          ทุกๆ การกระทำของเรา หากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนมักมีเจตนาหรือจุดประสงค์บางอย่างที่กำลัง “ก่อตัว” อยู่ในใจ ซึ่งบางครั้งก็จงใจ บางครั้งก็ไม่รู้ตัว และบางทีอาจเป็นความตั้งใจที่ฝังลึกอยู่ในใจนานจนเราลืมไปแล้ว...
 
          เมื่อผู้ชายหน้าตาดีพอๆ กับจิตใจอย่าง “ก้อง” สหรัถ ยืนยันว่า “ความดี” ทำให้ฉันก้าวมายืน ณ จุดนี้ อืม...คุณคะ...ความดีเฉยๆ บางทีมันก็ไม่พอนะคะ ความสามารถกับเล่ห์เหลี่ยมมารยานี่ก็ต้องมีไว้ใช้บ้างนะคะคุณ กลับมาดูที่หนังหน้าของเจ้าของความดีแล้วมันไม่พอใช้ในแวดวงนี้จริงๆ ค่าคุณ ทุกวันนี้ฉันยังนึกอิจฉาคนหน้าตาดีอยู่ไม่หาย อิจฉาแต่ไม่ริษยา เพราะคนเขาทำบุญมาดีแต่ชาติปางก่อน บุญกุศลเลยส่งผลให้ชาตินี้มี “รูปเป็นทรัพย์” หน้าตาดีมันทำให้ชีวิตง่ายขึ้นจริงๆ นะ ใครไม่เชื่อก็ช่าง แต่ฉันน่ะเชื่อลื้ม! 
 
          คนหน้าตาดีไปไหนใครก็เอ็นดู เวลาที่ทำผิดอะไรลงไปเรามักจะได้ยินชาวบ้านพูดกันว่า...“ไม่น่าเชื่อเลยนะว่าจะทำได้ถึงขนาดนี้ หน้าตาก็ดี๊ดี” ส่วนคนหน้าตาแย่เวลาทำอะไรผิด คนก็ว่า “หน้าก็เลวนิสัยยังเลวอีก” (อือ...ยังไงก็ผิดงี้!) นั่นแปลว่า...ธรรมชาติของคนทั่วไปมันจะมีจิตเอนเอียงเข้าข้างไปว่าคนหน้าตาดีต้องเป็นคนดี ส่วนคนหน้าตาไม่ดีหรือมี “หน้า” เป็น “อุปสรรค” ก็ต้องลำบากออกแรงพิสูจน์ตัวเองจนเลือดตาแทบกระเด็นกว่าจะ...ได้ดีบ้างไม่ได้ดีบ้าง! โลกนี้มันมีความยุติธรรมอยู่จริง แต่คนเราเองนั่นแหละที่มักจะไม่หยิบยื่นความยุติธรรมนั้นให้แก่กันด้วยการมองข้ามอคติต่างๆ ที่มีอยู่ในใจของตัวเองเข้าไปหาความจริงที่อยู่ตรงหน้า...อย่าให้เขียนต่อเดี๋ยว “ขึ้น!” เมื่อมนุษย์ส่วนใหญ่เขาคิดกันแบบนี้ ก็ต้องเข้าใจว่ามันเป็น “ธรรมดา” อย่ามัวแต่น้อยอกน้อยใจในหน้าตาและวาสนาของตัวเอง ความดีก็หมั่นทำไปพร้อมๆ กับ “ทำหน้า” ซึ่งความดีทำง่ายๆ ได้ทุกวันโดยไม่ต้องเสียสตางค์ แค่คิดดี พูดดี ทำดี มันก็ดีพอแล้ว (ต้องคอยหยุดยั้งความคิดและนิ้วของตัวเองที่คอยจะจับผิดและตัดสินชีวิตคนอื่นในโลกสังคมสังเคราะห์เสียก่อนนะคะคุณ จะได้มีเวลามาสร้างความดีสะสมบุญให้แก่ตัวเอง) ส่วนทำหน้าอันนี้ก็ต้องอาศัยกำลังทรัพย์ ถ้ามีน้อยก็ค่อยๆ ทำไป ทำไปทำมาส่องกระจกอีกทีก็จะกลายเป็น “ทำทั้งตัว” เวลามีคนถามว่า “อะไรในร่างกายที่ไม่ทำบ้าง?” ก็ต้องก้มหน้าก้มตาตอบแบบเจี๋ยมเจี้ยมว่า “ตาขาวค่ะ” (ตาดำก็ยังใส่บิ๊กอายหรือคอนแทคเลนส์สีอยู่เลย) ในงานรวมญาติประจำปีพ่อแม่ต้องคอยอธิบายกับญาติๆ ว่า นี่ลูกคนเดิมแต่ “หน้าใหม่” ไม่ได้ไปขอลูกใครมาเลี้ยงเพราะหน้าตาดีเกินพ่อแม่และโคตรเหง้าทั้งตระกูล ช่วงไหนไปเช็งเม้งก็ต้องจุดธูปบอกอากงอาม่าว่าเราเป็นใครเพราะวิญญาณบรรพบุรุษอาจจำหน้าลูกหลานไม่ได้ ไม่ใช่เพราะไม่ค่อยไปไหว้ ไปทุกปี แต่...ทำหน้ามาใหม่ทุกปีค่ะอากงอาม่า! ส่วนคนที่มีกำลังทรัพย์มากก็อย่าทำ (หน้า) มากเกินความพอดีจนอนาโตมีเปลี่ยนไปแบบสุดโต่ง อย่าว่าแต่คนแถวบ้านจำหน้าไม่ได้ คนในบ้านก็จำไม่ได้เหมือนกัน! เผื่อวิวัฒนาการทางการแพทย์มันก้าวเร็วและเปลี่ยนแปลงทุกปี เดี๋ยวจะไม่เหลือที่ให้ทำเพราะทำมาจนแน่นไปทั้งร่างแล้ว! เมื่อหน้าตาและรูปร่างเราสามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เป็นไปตามใจปรารถนาได้ จิตใจที่อยู่ข้างในก็ต้องหมั่นขัดเกลา ทิ้งเรื่องราวรกสมอง อารมณ์โกรธขึ้ง อคติต่างๆ ออกไปบ้างจิตใจจะได้สะอาด มีที่เหลือให้คุณธรรมได้เข้ามาเติมเต็ม อย่าให้คนมาว่าได้ว่า หน้าตาดีขึ้นแต่จิตใจเลวลง จะกลายเป็นว่า หน้าตาดีแต่ทำไมชีวิตมันไม่ง่ายขึ้นอย่างที่ฉันบอกไว้ในตอนต้นเพราะถึงที่สุดแล้ว เราถูกตัดสินที่ “การกระทำ” ไม่ใช่ “หน้าตา” หน้าตาดีมันทำให้เราเข้าใกล้จุดหมายได้ง่ายกว่า แต่การเข้าถึงจุดหมายอย่างไรก็ต้องใช้ความคิดและความสามารถอยู่ดี
 
          เมื่อฉันยอมรับกับตัวเองว่ามาอยู่ตรงนี้ได้ด้วยทั้งความดี (ผลบุญ) และความสามารถแล้ว ก็ต้องดำรงรักษามันต่อไป กับงานเดิมที่ท้าทายยิ่งขึ้นทุกปี...การเป็น “โค้ชเดอะวอยซ์” บนเก้าอี้สีแดง ที่ฉันต้องตะกายลากหางขึ้นมานั่งฟังเสียงที่จะเปลี่ยนชีวิตของคนบางคนตลอดไป...
 
          “ยินดีที่ได้มาร่วมงานด้วยกันนะ พี่สิงโต” ฉันเดินไปทักทายสิงโตในวันแรกของรอบบลายด์ออดิชั่น (ปิดตาคัดตัว) ที่ถ่ายทำกันถึง 5 วัน 5 คืน เพื่อคัดเลือกผู้เข้าแข่งขัน 102 คน (จากผู้สมัคร 1.2 หมื่นคน) ให้เหลือ 48 คน (ทีมละ 12-14 คน) เป็นการเจอกันครั้งแรกกับสิงโตในฐานะโค้ช ซึ่งก่อนหน้านั้นก็เคยเจอกันตามงาน 2-3 ครั้ง สิงโตมีท่าทีนอบน้อมและท่าทางสบายๆ แบบที่นักดนตรีที่เคยเล่นประจำกลางคืนเขาเป็นกัน แววตาและสีหน้าของเขาพร้อมที่จะเรียนรู้และรับฟังคำชี้แนะในฐานะน้องใหม่ รายการนี้จะพิสูจน์ให้เห็นว่า “เขาจะแข็งแกร่งเพียงใด?” ไม่ใช่เพราะกฎกติกาหรือความยากง่ายของงาน แต่เพราะผลข้างเคียงที่ตามมาจากคำวิพากษ์วิจารณ์ของคนในโลกสังคมสังเคราะห์ต่างหากที่จะมาท้าทายตัวตนและจิตวิญญาณความเป็นคนของเขา เฉกเช่นเดียวกับที่พวกเราได้ผจญและเผชิญมาตลอดระยะเวลา 3 ปี...ฉันหวังว่าอคติและความดิบของผู้คนเหล่านั้นจะไม่ทำให้เขาสูญเสีย “มุมมองของความเป็นโค้ช” กับความตั้งใจดีที่จะนำพาตัวจริงเสียงจริงในปีนี้ฝ่าวิกฤติอันอาจจะเกิดขึ้น (ประจำ!) จนถึงวันสุดท้ายของฤดูกาลแข่งขัน และกลับบ้านไปพร้อมกับ “ตัวตน” ของคนเดิมคนที่เดินขึ้นมานั่งบนเก้าอี้สีแดงในวันแรกของการแข่งขัน...เส้นทางนี้มันไม่ได้โหดร้ายกับแค่ผู้เข้าแข่งขัน แต่ฉันว่า...มัน “โหดเหี้ยม” กับโค้ชเหมือนกัน! (จนบางครั้งอยากจะตัดม.ม้าทิ้งไปเฉยๆ)...มันทำให้ฉันนึกย้อนไปถึงโค้ชทุกคนที่มาด้วยความตั้งใจ ความสนุกสนาน เฮฮา และจิตใจที่ใสสะอาดในปีแรก ด้วยจุดประสงค์เดียวที่พี่โอ๋ (อาจกิจ สุนทรวัฒน์) และพี่โอ๋ (พัฒนี จรียะธนา) ได้บอกพวกเราไว้ว่า “เรามีหน้าที่ทำให้คนดูมีความสุข” อืม...กรูจะรู้มั้ยคะว่า ความสุขของคนบางคนแปลว่า “ต้องเป็นไปตามที่คนคนนั้นคิด” ผิดจากนั้น...ชีวิตกรูอาจ_ิบหายได้ค่า!!?? ถึงตอนจบพวกเราก็ปิดจ๊อบไปด้วยความสุขที่คนดูปรารถนาและกลับไปเลียแผล (ในใจ) พร้อมกับครวญเพลง “ทนได้ทนไป” ของออโต้บาห์น “วอนอย่ามองฉันตอนร้องไห้ กลัวน้ำตาจะทำให้เธอเศร้าใจ แล้วฉันจะยิ้มทั้งน้ำตา ให้เธอเข้าใจว่าทนไหว ให้เธอรู้สึกดี ไม่มีร้อนใจ จากกันไป แค่เธอสุขใจก็พอ...” ตำแหน่ง “โค้ชเดอะวอยซ์” สำหรับฉัน มันคือ “ความนิยมที่คลางแคลงใจ ความนิยมควรจะให้คุณ แต่ในที่นี้ความนิยมกลับให้ทั้งคุณและโทษในเวลาเดียวกัน แต่...ความรู้สึกที่ “ก่อตัว” อยู่ในใจฉันมานานก็คือการพาคนเสียงดีก้าวข้ามไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้น ไม่เป็นแบบที่ฉันเคยเจอหรือเคยเป็นมา มันจึงคุ้มค่ากับความอดทนต่อความกดดันและดราม่าบ้าบอที่ฉันต้องเจอทุกๆ ปี ในฐานะ “โค้ชตัวเมียตัวเดียว” ที่คนชัง (เวลาขัดใจ)...จะว่าไปก็เพราะ “ความชัง” นั่นแหละที่ผลักดันฉันให้มายืนอยู่ ณ จุดนี้ พร้อมๆ กับความดีที่ฉันสร้างและความสามารถที่ฉันมี...หาไม่แล้ว...แวดวงแห่งเสียงเพลงคงไม่มีชื่อ เจนนิเฟอร์ คิ้ม แปะอยู่! (ท้ายๆ) ทุกสิ่งบนโลกย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ฉันจึงมุ่งหน้าทำในสิ่งที่ดีกว่าขึ้นไปเพื่อคนดูอีกเป็นล้านที่ใจดี ใจกว้างและมีเมตตาจิตสูง คนเหล่านั้นเป็นทั้งกำลังใจและยาแก้ปวด (ใจ) ในยามที่ฉันต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่ไร้ตัวตนอยู่ในกลุ่มคนที่อ้างตัวว่าเป็น “คนดู” ผู้เชี่ยวชาญคอยรังควานและเผาผลาญกำลังใจของฉัน...พวกนางเหมือน “ปอบผีเจ้าต่างวงศ์” ที่คอยบ่นว่า “ข้าหิว...ข้าหิว” อยู่ตลอดเวลา ในเรื่องเจ้านาง พวกนางไม่ได้กินตับไตไส้พุงของคนเป็นอาหารเหมือนผีเจ้า แต่นางกินความพลาดพลั้งและกำลังใจของคนมีชื่อเสียงเป็นอาหาร...เอาเถอะฉันเชื่อเสมอว่า ธรรมะย่อมชนะอธรรม...
 
          โปรดติดตามตอนต่อไป
 
.........................................
(หมายเหตุ  'ก่อตัว (2)' : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)