บันเทิง

คิดสวนทาง - ผมไม่ใช่สินค้า…!

คิดสวนทาง - ผมไม่ใช่สินค้า…!

21 ก.ค. 2552

ผมเคยพูดประโยคนี้ออกไปเมื่อครั้งออกมาเล่นดนตรีหากินใหม่ๆ เป็นการเล่นดนตรีเพื่อหาเงินมาเลี้ยงชีพอย่างจริงจัง เพราะไม่ได้ทำอาชีพอื่น วิชาที่ร่ำเรียนมาจนจบปริญญาก็ไม่เคยใช้ทำเงินให้แก่ตัวเองเลยแม้แต่น้อย ดนตรีคือความเป็นปกติของผม ซึ่งผมรักที่จะทำสิ่งนี้ซ้ำแล

  การเล่นดนตรีเพราะใจรักกับการเล่นดนตรีเป็นอาชีพนั้นต่างกัน
 ข้อแรกก็คือ การเล่นดนตรีเพราะใจรักนั้นคุณสามารถเล่นตามใจตัวเองได้ ส่วนการเล่นดนตรีเป็นอาชีพแล้วส่วนมากมักต้องเล่นตามใจคนอื่น

 ข้อที่สอง การเล่นดนตรีเป็นอาชีพคุณได้เงิน ส่วนการเล่นด้วยใจรักมักจะไม่ได้เงินหรือ ไม่ก็ไม่ต้องการเงิน
 ข้อที่สาม การเล่นดนตรีด้วยใจรักมักทำไปเพื่อความพอใจของตัวเอง ส่วนการเล่นดนตรีเป็นอาชีพมักทำไปเพื่อให้ผู้อื่นเกิดความพอใจ

 ถ้าดนตรีที่คุณเล่นด้วยใจรักโดยไม่สนใจว่าจะมีใครมาฟังเพลงของคุณหรือไม่นั้น กลายเป็นที่ชื่นชอบของคนจำนวนมาก ก็แปลว่าคุณได้รับ การตอบรับ จากผู้ฟัง ซึ่งไม่ได้หมายความถึง การยอมรับ เพราะคุณไม่สนใจอยู่แล้วว่าใครจะยอมรับคุณหรือไม่ ถ้ามีจำนวนมากพอก็แสดงว่าคุณมีคนสนับสนุนให้คุณทำในสิ่งที่คุณอยากจะทำเพราะชื่นชอบในผลงาน ผลงานที่แสดงความเป็นตัวตนอันแท้จริงของคุณออกมา แน่นอนผลงานนั้นย่อมจะต้องก่อให้เกิดผลลัพธ์แก่ผู้ฟังที่เป็นแฟนเพลงทางใดทางหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นด้านบวกหรือด้านลบ เช่น เพราะจับใจ ผลก็คือฟังแล้วมีความสุข เศร้าสุดซึ้ง ผลที่ได้อาจจะทำให้ได้คิด สุดยอดฝีมือ เทคนิคแพรวพราวผลก็คือได้ยินทีไรแล้วสะใจอิ่มเอิบ เป็นความมันส่วนตัว อธิบายเป็นคำพูดไม่ได้ หรือประเภท มันสุดขั้วชั่วสุดฤทธิ์ ผลก็อาจเป็นว่าได้ลูกพี่ (hero) มาชี้นำทาง ชีวิตถึงแม้ว่าสังคมส่วนใหญ่จะมองว่าเป็นคนเลวก็ตาม ฯลฯ

 ถ้าคุณมาถึงจุดนี้ได้บางทีสังคมเขาก็เรียกคุณว่าเป็น “ศิลปิน” ถ้าไปไม่ถึงแล้วก็ยังดันทุรังทำอยู่อย่างนั้น บางทีสังคมก็เรียกว่าไอ้พวก “ศิลปินไส้แห้ง” คำว่า ศิลปินคือผู้ทำงานศิลปะ แปลว่า ผู้ที่มีฝีมืออย่างยอดเยี่ยมในการแสดงออกซึ่งอารมณ์สะเทือนใจให้ประจักษ์ด้วยสื่อต่างๆ (พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542) ถ้าสื่อคือดนตรีก็คือ ศิลปการดนตรี ดังนั้นในความคิดของผม ผมก็คิดว่า ถึงแม้คุณยังไม่ประสบความสำเร็จไม่มีใครตอบรับผลงานของคุณ แต่ถ้าคุณได้ทำงานนั้นๆ ด้วยฝีมืออย่างยอดเยี่ยม ก่อให้เกิดอารมณ์สะเทือนใจไม่ว่าจะเป็นความสุข ความเศร้า หรือความสนุกสนานก็ตาม คุณก็คือศิลปินคนหนึ่งที่ได้ทำงานศิลปะไว้ชิ้นหนึ่งแล้ว ส่วนพวกที่ทำงานชุ่ยๆ หยาบๆ สุกเอาเผากิน แต่กลับได้รับความสำเร็จเป็นที่ยอมรับของสังคม ยกย่องให้เป็น “ศิลปิน” ก็มีให้เห็นกัน อยู่บ่อยๆ นั่นก็เป็นเครื่องวัดคุณภาพของสังคมนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี

 ผู้ที่มีฝีมืออย่างยอดเยี่ยม ก็คือมืออาชีพ เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการงานที่เป็นอาชีพเพื่อแลกกับเงินค่าจ้าง ตราบใดที่ผู้ที่มาจ้างวานรู้สึกคุ้มค่ากับเงินที่ได้เสียไป เขาก็ยังคงยึดอาชีพนั้นได้อยู่

 ถ้าอาชีพนั้นเป็นอาชีพที่เขารักและอยากจะทำก็นับว่าเป็นคนที่โชคดีอย่างมหาศาล มีหลายคนที่มีอาชีพเป็นนักดนตรีแต่ก็ไม่มีความสุขกับสิ่งที่ทำอยู่ เพราะไม่มีโอกาสทำดนตรีอย่างที่ตัวเองอยากจะทำ

 เพราะเคยทำแล้วแต่ไม่มีการตอบรับ จึงจำใจเล่นอะไรก็ได้เพื่อแลกกับรายได้เพื่อการยังชีพ
 การมีชีวิตเพื่อการยังชีพเพราะมีภาระความรับผิดชอบต้องดูแลผู้อื่นที่ต้องพึ่งพาตัวเราก็เป็นสิ่งที่คนในสังคมเกือบทั้งหมดเป็นกันอยู่ โดยเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกา มีคนจำนวนมากมายที่มีงานประจำในตอนกลางวัน ส่วนตอนเย็นก็นัดเพื่อนๆ คอเดียวกันมาซ้อมดนตรีเพื่อหางานดนตรีเล่น ซึ่งส่วนมากก็จะเลือกเพลงที่ตัวเองอยากจะเล่นมาซ้อมกันแล้วค่อยออกไปหางาน อีกพวกหนึ่งเป็นลักษณะต้องการหารายได้พิเศษโดยดูงานที่ต้องการดนตรี เช่น งานแต่งงาน งานเลี้ยงประจำบริษัท งานฉลองตามเทศกาลต่างๆ ดนตรีนำมาเล่นก็จะเป็นไปตามสูตร สำหรับนักดนตรีที่ต้องการแสวงหาอะไรบางอย่างจากการเล่นดนตรี ก็ไม่ค่อยชอบเล่นงานตามสูตรเท่าไหร่ แต่โดยรวมแล้วจะสรุปว่านักดนตรีเหล่านี้เป็นนักดนตรีสมัครเล่น แปลว่าขอมาเล่นเอง

 ในสังคมของเขาการที่สังคมให้เกียรติว่าเป็นศิลปินนั้นไม่ใช่เรื่องธรรมดา การเป็นศิลปิน หมายถึง ผู้ที่มีพรสวรรค์ไม่ใช่บุคคลธรรมดา เป็นบุคลากรที่หาได้ยากยิ่ง เป็นบุคคลที่สังคมต้องให้ความดูแลพิทักษ์รักษาให้เขาสามารถสร้างผลงานออกมาให้สังคมได้ชื่นชมได้นานๆ หลายๆ ครั้งบุคคลเหล่านี้คือ ผู้จุดประกายความคิดใหม่ๆ ให้แก่สังคม ทั้งในแง่บวกและแง่ลบ ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาในสังคมประชาธิปไตยเต็มขั้นแบบของเขา

 และที่สำคัญคือบุคคลเหล่านี้เป็นผู้ที่มีความกล้าหาญ กล้าที่จะเสนอความคิดของตัวเองออกมาดังๆ กล้านำเสนอความเป็นตัวของตัวเองที่ไม่เหมือนใคร ความมุมานะ ที่บากบั่นมานานแสนนานกว่าจะประสบความสำเร็จ บนถนนทุกสายที่มีแต่ขวากหนามและขรุขระ เรามักจะมารับรู้ก็ตอนที่เขามาเดินบนพรมสีแดงโรยด้วยกลีบกุหลาบแล้วเกือบทั้งสิ้น

 คงมีคนไม่กี่คนหรอกครับที่จะลุกขึ้นมาบอกว่าเกลียดดนตรี เพราะเขาจะกลายเป็น คนชอบกลนัก ส่วนมากชอบฟังดนตรีแล้วเปลี่ยนมาเป็นรักดนตรี แล้วต้องการมากขึ้นจนอยากสัมผัสหัดเล่น ดนตรี ฝึกซ้อมจนกระทั่งมีความชำนาญจนสามารถสร้างความสุขในการเล่นดนตรีได้ จนกระทั่งสามารถสร้างความสุขให้แก่ผู้ที่มาฟังได้ เล่นมามากมายจนกระทั่งอยากจะสร้างผลงานของตัวเองบ้าง เที่ยวเร่เสนอผลงานมายาวนานจนกระทั่งมาพบคนที่ชอบเพลงที่ตัวเองแต่งสักคนหนึ่ง ซึ่งก็คือคนที่เป็นแฟนกันอยู่ตอนนั้นนั่นเอง สำหรับคนที่เรียกว่าโชคดีแล้วก็คงต้องใช้เวลาเกิน 10 ปีแน่นอน

 ผมก็อยู่ในบรรยากาศแบบนี้มาจนกระทั่งออกไปทำงานหาเงินด้วยการเป็นนักดนตรีก็เมื่อเข้าวัยเบญจเพสเข้าไปแล้ว ก็ยังเลือกเพลงที่อยากจะเล่นตามอำเภอใจไม่ค่อยจะตามใจตลาดสักเท่าไหร่ ก็นับว่าโชคดีที่ยังมีคนจ้างไปเล่น แต่ในที่สุดวันหนึ่งผู้จัดการก็คงเกิดไอเดียเพื่อจะเพิ่มยอดขายหรือ อย่างไรไม่ทราบ ก็เรียกผมเข้าไปพบแล้วก็ให้คำแนะนำว่า

 “ผมว่าวงคุณเนี่ยหน้าตาดีกันหมดทุกคนเลย ถ้าคุณเลือกเพลงที่คนเขาฟังรู้เรื่องกว่านี้ละก็ ผมคง ขายวงคุณ ได้สบาย...”

 ได้ยินแค่นั้น ทั้งด้วยความอ่อนต่อโลกและด้วยความเบาปัญญา ก็สวนไปทันทีว่า “ผมไม่ใช่สินค้า” แล้วก็ลุกออกไปไม่ยอมคุยด้วยอีกเลย มาถึงตอนนี้อยากจะขอโทษที่ไม่ให้ความร่วมมือและปฏิเสธความหวังดีของเขา

 ตอนนี้ในชั่วโมงแรกของวิชา “ธุรกิจดนตรี” คำถามแรกที่ถามนักศึกษาคือ “คุณมาเรียนวิชานี้ คุณรู้มั้ยว่าจบแล้วคุณจะขายอะไร” นักศึกษาทำตาโตสงสัยทำไมอาจารย์ใช้คำหยาบ “คุณอยู่ในระบบสังคมทุนนิยม คุณจะต้องมีผลผลิตอย่างใดอย่างหนึ่งออกมาขายเพื่อแลกกับค่าจ้าง” นักศึกษายิ่งงงหนักเข้าไปอีก “ดูผมสิ ตอนนี้ผมก็กำลังขายบริการให้พวกคุณอยู่...” นักศึกษาตาโตยิ่งขึ้น เอามือปิดปากชวนเพื่อนข้างๆ ไปดร็อปกันดีกว่า อาจารย์ไม่น่าไว้ใจ

 “ก็ขายบริการทางการศึกษาไงเล่า พวกคุณนี่หมกมุ่นอยู่แต่เรื่องเดียว…!” ถือโอกาสดุนักศึกษาทิ้งท้าย
 แต่ถึงอย่างไรผมก็ไม่คิดว่าผมเป็นสินค้าอยู่ดี

"จิรพรรณ อังศวานนท์"