
ขบคิดขีดเขียน:กายกรรมนำทาง
04 ส.ค. 2558
'กายกรรมนำทาง' : คอลัมน์ ขบคิดขีดเขียน โดย... หญิงยศ
จำได้ว่าเคยเขียนไปในคอลัมน์นี้เมื่อนานมาแล้วว่าอยากให้โลกนี้เหมือนโชว์กายกรรม…
ล่าสุดได้มีโอกาสไปดูโชว์ของคณะกายกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกอีกครั้ง เพราะคนไทยโชคดี ได้ดูโชว์กายกรรมของคณะ Cirque Du Soleil อย่างใกล้ชิดกันถึงบ้าน เมื่อพวกเขาเดินทางมาเปิดโชว์ให้ดูกันที่ Impact Arena แถมยังเป็นโชว์คลาสสิกแรกๆ ของคณะนี้อีกด้วยอย่าง Quidam โชว์กายกรรมที่ว่าด้วยเรื่องราวของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่พ่อแม่เอาแต่ทำงาน จนละเลยการเอาใจใส่ดูแลลูกสาวคนเดียวไป...
โชว์เริ่มต้นจากเรื่องราวของมนุษย์ที่ไม่ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีอย่างเต็มที่ แต่ทันทีที่โชว์เริ่ม สิ่งที่เราเห็นก็คือการทำหน้าที่อย่างดีที่สุดของนักกายกรรมทุกคน รวมไปถึงทุกชีวิตที่อยู่บนเวทีนั้น ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายเวทีหรือว่านักร้อง ทุกคนทำงานจากความเชี่ยวชาญ แต่ไม่ประมาท ทุกคนทำงานที่ทำซ้ำเป็นประจำอย่างไม่เบื่อหน่าย เพราะคนทำงานในคณะกายกรรมทุกคนนั้นรู้ดีว่า ถ้าหากเขาประมาทไปเพียงแค่แวบเดียว นั่นอาจหมายถึงความเป็นความตายของผู้ร่วมงานก็เป็นได้
ถ้าหากโลกนี้เป็นเหมือนเวทีของโชว์กายกรรมก็คงดี เพราะนั่นหมายถึงการรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ และทุกคนมีบทบาทและหน้าที่ที่แตกต่างกัน ไม่ว่าบทบาทนั้นจะเล็กหรือใหญ่ ต่างมีความสำคัญเท่าเทียมกันทั้งหมด
นักกายกรรมจะได้รับการเทรนในวันแรกๆ ให้รู้จัก Sense of Space หรือการรู้จักพื้นที่บนเวที เรามีหน้าที่สร้างสมดุลให้เกิดขึ้นบนเวที เราจะคอยมองดูตลอดเวลาว่ามีพื้นที่ไหนถูกปล่อยให้ว่าง เรามีหน้าที่เดินไปเติมเต็มช่องว่างนั้น โดยไม่มีการเกี่ยงงอนว่า เออ เดี๋ยวก็คงมีคนเดินไปเองแหละ ไม่ใช่หน้าที่ของเราสักหน่อย... นักกายกรรมจะเดินตรงไปที่ช่องว่างตรงนั้น และหากบังเอิญเราเดินไปเจอกับใครอีกคนที่เดินมาด้วยจุดประสงค์เดียวกัน เราก็เพียงแค่ยิ้ม แล้วเดินต่อไป สร้างสมดุลให้เกิด และคอยมองหาว่ามีพื้นที่ไหนอีกไหมที่เราสามารถไปเติมให้เต็มได้
ในบางช่วงเวลาที่เราอาจไม่ใช่นักแสดงหลักของตอนนั้น แต่ถ้าหากใครที่เคยไปดูโชว์กายกรรมก็คงจะคุ้นชินกับภาพที่เห็นตรงหน้า ก็คือถ้าหากมีนักกายกรรมกลุ่มหนึ่งกำลังโชว์เป็นหลักอยู่ บางครั้งในมุมมืดๆ เล็กๆ ข้างเวที อาจมีคนอีกกลุ่มกลิ้งตัวหมุนไปมา หรือตีลังกาทำตัวอ่อนช้อยสวยงาม ซึ่งถึงแม้ว่ามันจะไม่ใช่จุดที่ไฟส่อง แต่คนกลุ่มนั้นก็จะตั้งใจทำอย่างเต็มที่ ด้วยจุดประสงค์เดิมและจุดประสงค์เดียวก็คือ “การทำให้ภาพรวมสมบูรณ์แบบ” นั่นเอง
ดูโชว์จบแล้วก็ขับรถออกมาบนถนนในโลกของความเป็นจริง ตระหนักกับตัวเองว่า เรากำลังอยู่ในโลกที่มนุษย์ส่วนใหญ่ไร้ Sense of Space อย่างสิ้นเชิง เราไม่สร้างสมดุลให้กันและกัน แต่กลับพุ่งตรง เบียดเสียด ปาดป่ายไปยังจุดเดียวกันเสียเป็นส่วนใหญ่... ไม่ว่าจะเป็นเลนของถนนที่ดูจะโล่งกว่า รถทุกคันจะพุ่งไปทางนั้น ตำแหน่งงานที่เปิด พนักงานทุกคนจะมุ่งไปทางนั้น ผู้ชายฟูลออปชั่น ชะนีจะมุ่งไปทางนั้น เราพุ่งไปโดยที่ไม่ได้หยุดคิดเลยว่า ที่ตรงนั้นคือที่ของเราหรือเปล่า ถนนเลนนั้นมันไกลเกินไปหรือเปล่า ตำแหน่งงานนั้นคือสิ่งที่เราใฝ่ฝันจริงหรือไม่ ผู้ชายคนนั้นเขามีคนของเขาอยู่แล้วหรือเปล่า... ที่ตรงนั้นมันคือที่ที่เราควรมุ่งไปหรือไม่?
หญิงยศเคยขึ้นมาที่ไร่กาแฟดอยช้างที่เชียงราย แล้วเห็นป้ายใหญ่ยักษ์ที่เขียนไว้ว่า “จงทำดีที่สุด ทุกวัน” หลายครั้งที่หญิงยศไม่แน่ใจว่าคนสมัยนี้ได้ถามคำถามนี้กับตัวเองบ้างหรือไม่ หรือเราเพียงแค่มองหาความสะดวกสบายเป็นหลักเพียงเท่านั้น
ความสะดวกสบายมันทำให้เราประมาทกับชีวิตบ้างหรือเปล่า...หลายคนดูโชว์กายกรรมแล้วบอกว่าหวาดเสียว อันตราย แต่หญิงยศกลับมองว่า การใช้ชีวิตของคนสมัยนี้อันตรายมากกว่าไม่รู้กี่เท่า เราไม่ทำตัวให้เล็ก ไม่ปรับตัวให้เป็นศูนย์ ไม่พยายามสร้างสมดุลให้เกิด และเราประมาทเหลือเกิน นักกายกรรมทุกคนฝึกซ้อมอย่างหนักจนแน่ใจว่าทุกการเคลื่อนไหวของเขานั้นแม่นยำ ปลอดภัย ทุกคนฝึกซ้อมจนมั่นใจว่าการเคลื่อนไหวของเขาแม้เพียงเล็กน้อยจะไม่ก่อให้เกิดอันตรายทั้งกับตัวเองและผู้ร่วมคณะ และสิ่งหนึ่งที่นักกายกรรมทุกคนมีเหมือนกันคือการถ่อมใจ... นักกายกรรมทุกคนไม่เคยคิดว่าตัวเองเก่งพอ “กายกรรมไม่ปล่อยให้เราเหลิงเลย” เพราะทันทีที่เราคิดว่าแน่ เราคิดว่ามันง่าย เมื่อนั้นเราจะพลาด และการพลาดของเรานั้นอาจไม่ได้กระทบแต่เราเพียงคนเดียว เพราะฉะนั้นนอกจากจากนักกายกรรมจะฝึกซ้อมเต็มที่แล้ว เรายังดูแลกันและกันอีกด้วย คอยเตือนว่าสิ่งที่เราทำอยู่นั้นมันอันตราย อย่าขาดซ้อม อย่าหยุดฝึกฝน
มนุษย์เราชะล่าใจและคิดว่าชีวิตมันแสนง่าย เราเอาใจไปอยู่กับสิ่งรอบตัว โดยลืมมองกลับมาที่ตัวเองว่าเราดีพอหรือยัง เราประมาทในการฝึกฝน...ฝึกฝนจิตใจของเราให้เข้มแข็ง เราหย่อนการฝึกซ้อมสติให้ตั้งรับกับความเปราะบางที่แท้จริงของชีวิต เราไม่ใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง เราแข่งขันกันมากกว่าเติมเต็มกันและกัน และเราไม่เคารพในพื้นที่ของคนอื่นๆรอบๆตัวเรา เราไม่ตั้งรับกับความสูญเสีย กล้ามเนื้อของนักกายกรรมเปรียบเสมือนจิตใจของคน และเวทีก็เหมือนกับโลกใบนี้
หลายครั้งที่หญิงยศเดินออกจากสตูดิโอกายกรรมแล้วได้แต่คิดว่า ถ้าคนทุกคนในโลกใบนี้เป็นนักกายกรรม และตื่นมาทุกเช้าพร้อมกับความคิดว่า เราจะสร้างสมดุลย์ให้กับเวทีใหญ่เวทีนี้ เราจะไม่ประมาท เราจะยอมเป็นฟันเฟืองเล็กๆ ที่ช่วยผลักดันให้วงล้อใหญ่มันหมุนไป และในบางวันเราอาจกลายเป็นวงล้อใหญ่ที่ได้รับการผลักดันสนับสนุนอย่างเต็มที่ เราจะมองหาที่ว่างแม้ว่าที่ตรงนั้นอาจไม่ใช่ตรงกลางเวทีก็ตาม เราจะฝึกฝนกล้ามเนื้อสติให้มั่นคง และเราจะไม่ประมาท เราเพียงแค่จะทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดในทุกๆ วันเท่านั้น...
ยังคงยืนยันคำเดิมว่า... ถ้าหากโลกนี้เป็นเหมือนโชว์กายกรรมได้ก็คงจะดี
........................................
(หมายเหตุ 'กายกรรมนำทาง' : คอลัมน์ ขบคิดขีดเขียน โดย... หญิงยศ)



