บันเทิง

เล่นหูเล่นตา:'ก่อตัว (1)'

เล่นหูเล่นตา:'ก่อตัว (1)'

03 ส.ค. 2558

'ก่อตัว (1)' : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม

 
          นอกจากการได้ทำสิ่งแปลกใหม่ที่ไม่ถนัดและได้ทำงานร้องเพลงเลี้ยงตัวฉันและครอบครัวแล้ว ไม่มีสิ่งใดๆ ที่จะทำให้ฉันรู้สึกตื่นเต้นหรือแปลกใจได้อีกเลย แม้แต่ข่าวในโลกสังคมสังเคราะห์ที่คนเล่าข่าวเอามาเล่าให้ฟังทั้งในช่องฟรีทีวีและช่องดิจิทัล โดยยึดเอากระแสและความชอบของผู้บริโภคเป็นที่ตั้ง จะมีประโยชน์และสาระหรือไม่นั้นไม่ต้องสนใจ (เปิดมาเล่ากันโดยพร้อมเพรียงกันทุกช่อง) ก็ไม่ได้สะกิดต่อมสะกิดใจให้ฉันงุนงงไปกับโลกอันวุ่นวาย นอกเสียจาก...ได้ตระหนักว่า “คนดีๆ ในโลกเราหายากขึ้นทุกที!” มีแต่ผู้คนแปลกๆ ที่ทำเรื่องวุ่นวายไปจนถึงเรื่องเลวร้าย ให้ผู้คนเสพข่าวแห่กันมาวิพากษ์วิจารณ์ ตัดสิน ตำหนิ ติเตียน เหยียดหยาม เหยียบย่ำ ซ้ำเติม ช่วยเสริมอคติในใจให้แข็งแรงขึ้นราวกับเป็น “เจ้าโลก!” ที่สามารถชี้เป็นชี้ตายทุกสิ่งบนโลกได้ทุกเรื่อง (ยกเว้นเรื่องของตัวเอง) ตั้งแต่เรื่องความรักไปยันความเป็น-ความตาย ... ช่างมีเวลาและพลังงานเหลือเฟือจึงใช้ได้อย่างฟุ่มเฟือย...คนสมัยนี้ช่างเข้าใจและเอาใจยากจริงๆ เชียว! แต่...นี่คือโลกเสรีในยุคที่โลกทั้งใบอยู่ในมือ (จริงหรือ?) ทุกผู้ทุกคนทำสิ่งที่ตัวเองอยากทำโดยไม่ต้องคำนึงถึงผลที่ตามมา แต่บางครั้งความคิดและคำพูดคือการฆ่าคนทั้งเป็น!! มันสร้างบาดแผลในใจให้แก่คนที่ตกเป็นเหยื่อไปตลอดชีวิตโดยเจตนา! คงหลงลืมไปว่า... เมื่อพลังงานหรือสสารมันไม่มีวันสูญหายไปจากโลกนี้โดยทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์แล้ว ในทางธรรมะ...กรรมก็ย่อมไม่มีวันสูญสลายไปเช่นกัน “ทำดีก็ได้ดี ทำชั่วก็ได้ชั่ว” แต่จะรู้ตัวหรือไม่นั้นมันอีกเรื่อง!...จะคิดจะทำสิ่งใดควรใช้วิจารณญาณไตร่ตรองพิจารณาเหตุผลอย่างถี่ถ้วน หากขาด “ความครบถ้วน” ในหลักฐานอ้างอิงแม้แต่สิ่งเดียวก็มิอาจจะตัดสินเรื่องใดๆ ได้ด้วยปัญญาที่แทบจะไม่ได้ใช้จริง นอกเสียจากตัดสินไปตาม “อารมณ์” และพื้นฐานทางจิตใจ (สันดาน) ของแต่ละคน...โลกที่วุ่นวายไม่ได้เกิดจากแค่ “ตัวก่อเรื่อง” แต่มันหมายรวมไปถึง “ผลของการกระทำที่ตามมา” ของผู้แพร่กระจายข่าวและผู้วิพากษ์วิจารณ์ซึ่ง “ก่อตัว” กันขึ้นมามหาศาลในเวลาอันรวดเร็ว พูดง่ายๆ ก็คือ... “เรื่องจบ...แต่คนไม่จบ” ...สังคมทุกวันนี้มิได้ “อยู่ยาก” หากเรารู้จักบอกตัวเองให้ “จบ” ให้ “หยุด” และรู้จักสร้างขอบเขต หรือขีดจำกัดในการรับรู้ข่าวสารว่าสิ่งใดควรเอามาคิด สิ่งใดควรทิ้งไป หากใส่ใจไปเสียทุกเรื่องก็จะไม่มีเวลาไปสร้างความสุขความเจริญให้แก่ตัวเอง อย่างน้อยเราควร “ปล่อยวาง” และ “ให้อภัย” กันเสียบ้าง สังคมนี้ก็จะอยู่กันอย่างง่ายๆ เหมือนที่เคยเป็นมาในสมัยปู่ย่าตายายของเราด้วย “จิตเมตตา” ที่มีสูงกว่าคนในทุกวันนี้!...
 
          บางครั้ง “ความไม่ใส่ใจ” และ “ความไม่รู้” (เสียบ้าง) ก็เป็นตัวช่วยให้ชีวิตเราเบาขึ้น ภาระที่จะเลี้ยงตัวเลี้ยงครอบครัวและการฝ่าฟันแก้ปัญหาต่างๆ ให้รอดไปวันๆ นั้นก็หนักหนาอยู่แล้ว กลับมาที่ตัวเรา เอาเวลามาใส่ใจกับตัวเราและปัญหาของประเทศชาติที่ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจในการแก้ไขให้มากยิ่งขึ้น บางทีชีวิตมันก็จะดีขึ้นโดยไม่ต้องคอยบ่นกับตัวเองว่า “เมื่อไหร่จะรวย เมื่อไหร่ชีวิตจะดีขึ้น” ซะที! แม้ฉันจะล้างมือจากโลกสังคมสังเคราะห์ แต่ข่าวสารก็มิได้ห่างหายไปจากหูฉัน เพราะนังนุชนาฎตัวดี และคุณสีเกดนั้นช่างสนใจในชีวิตของคนบนโลกเสียเหลือเกิน...“รู้ยัง?”...“รู้ยัง?”...นี่! เรื่องนี้เด็ดกว่าคุณพี่ กลบทุกๆ ข่าวฮอตที่มี...นังนุชจั่วเรื่อง เฮ้อ!...ชีวิตฉันตอนอยู่กับลูกน้องเหมือนเปิดทีวีทิ้งไว้แล้วเดินไปทำโน่นทำนี่ เรื่องโน้นเรื่องนี้มันจะเข้าหูโดยไม่ทันใส่ใจ เอ่อ...พูดแบบนั้นก็จะตอแหลเกินไป โดยธรรมชาติของผู้หญิงเราก็มักจะหูผึ่งกับเรื่องทุกเรื่องที่ได้ยินได้ฟังมั้ยคะ ยอมรับก็ได้ว่า “ฟัง!” แต่... “ไม่มีเวลากลับไปคิด” เวลาใครเขาคุยกันก็ได้แต่ “อือๆ กูรู้แล้ว! เมิงจะเล่าซ้ำเล่าซากให้เรื่องมันไม่จบทำไมหะ อีนุช!” บางเรื่องก็สับปะดี้สีปะดนจนขนหูตั้งชัน หาสาระอะไรมิได้นอกจากหัวเราะก๊ากๆ ไปกับโลกของคนสัปดนก็เท่านั้น! อย่ามาถามว่า “คิดยังไงกับเรื่องนั้นเรื่องนี้” “เอ่อ... เรื่องในบ้านกรู ตอนแม่กรูโกรธเนี่ย กรูยังหาสาเหตุไม่เจอเลย จะให้ไปวิเคราะห์เรื่องชาวบ้าน กรูว่างนักเหรอ? แล้วไอ้การเป็นคนมีชื่อเสียงนี่นะ พูดผิดคำเดียวหรือคนเอาไปตีความผิดๆ ใคร_ิบหายคะคุณ กรูไงคะ?” คนสมัยนี้นี่ก็แปลก “จับผิด” มันได้ทุกคำสิน่า!...น่าจะส่งไปอยู่สำนักพิมพ์ในแผนก “หน่วยพิสูจน์อักษร”... ฉันจึงไม่นิยมให้สัมภาษณ์ในเรื่องชาวบ้าน เรื่องในกระแสที่มาแรง เพราะมีคติประจำตัวว่า...ผม “หงอก” มีไว้ย้อม ไม่ได้มีไว้ให้ใครมาทึ้งมาถอนค่าคุณตำรวจ!
 
          “พี่คะ...คือทางเราอยากขอสัมภาษณ์เรื่อง...ในฐานะที่พี่มีทั้งคุณวุฒิและวัยวุฒิ น่าจะให้ความคิดเห็นที่จะเป็นแนวทางดีๆ ให้กับคนทั่วไปได้ ...” น้ำเสียงสุภาพนอบน้อมดังมาในสาย ฉันปฏิิเสธไปอย่างสุภาพเช่นกัน ด้วยเข้าใจว่าคนสมัยนี้บทมันจะด่าเนี่ย จะทรงคุณวุฒิ สูงส่ง หรือเคยสร้างคุณงามความดีมาแค่ไหน มันก็ด่าลืม!! มันไม่ใช้คุณธรรม จริยธรรม หรือจรรยาบรรณข้อไหนมาช่วย อยากจะด่า มันก็ด่าอะค่าคุณตำรวจ แหม! อยากจะให้ย้อนไปเกิดในสมัยโบราณเสียจริงเลย จะได้เอามะพร้าวห้าวไปยัดปากวันละลูกก่อนอาหาร ส่วนนิ้วที่ใช้จิ้มแป้นพิมพ์ก็ให้ใช้ตะปูตอกเล็บเสียให้เข็ด มันจะได้รู้มั่งว่าความเจ็บปวดทรมานที่คนอื่นสร้างให้มันเจ็บปวดแค่ไหน คราวหน้าคราวหลังจะได้ “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” เสียบ้าง!
 
          กลับมาสู่ชีวิตของฉัน...“งานคือชีวิต” ได้ทำงานจะเหนื่อยหนักแค่ไหนฉันก็มีความสุข ฉันไม่ชอบชีวิตที่สบายแบบอยู่ไปวันๆ ถ้าชีวิตนี้ไม่มีอะไรให้ทำ ฉันคงลงไปนอนในโลง จะขึ้นสวรรค์หรือลงนรกก็แล้วแต่เวรกรรม แต่ตอนนี้มันยังหายใจอยู่ก็ขอไถนาอย่างเต็มที่ (ช่วงนี้ไม่ได้ไถนาเพราะนามันแล้ง น้ำมันแห้ง!)
 
          “ห้องพี่คิ้มทางนี้ค่ะ” ทีมงานเดินนำฉันไปยังห้องแต่งตัวที่ฉันไม่คุ้นเคย แต่สวยหรูราวกับห้องซุปตาร์ “อ้าว...แล้วคนอื่นล่ะ” ฉันถามทีมงาน “ทยอยถ่ายเสร็จไปบ้างแล้วตามคิวค่ะ ต่อไปเป็นคิวของพี่ก้องกับพี่คิ้มค่ะ” ฉันเดินเลยไปห้องแต่งตัวที่อยู่ติดกันอีกห้อง “คุณสหรัถ” กำลังเสริมหล่อ ให้ช่างผมประจำตัวตัดผมให้ “นางกำลังถามหาพี่คิ้มอยู่พอดี” พี่นัทช่างผมนางบอกฉัน ฉันเดินเข้าไปหานางด้วยความคิดถึง “ไม่ได้เจอนาน คิดถึงฉันมั้ยก้อง?” นางยิ้มก่อนตอบเอาใจฉันว่า “คิดถึงสิ” แล้วยื่นมือมาบีบแขนฉันแรงๆ “นี่เพื่อนนะ ไม่ใช่หมอนข้างหยิกอยู่ได้ ฉันไปแต่งตัวดีกว่า” ก่อนออกไปจากห้องฉันถามนางว่า “ทำไมถึงมีงานเยอะๆ แบบเธอ ไปหาหมอ หาพระที่ไหนบอกมานะ หรือไปลงของอะไรไว้ ไหนเปิดให้ฉันดูซิ!” นางหัวเราะอารมณ์ดี เพราะรู้ว่าฉันหมายถึงอะไร แล้วตอบว่า “ทำดีกับพ่อแม่เยอะๆ แล้วทุกอย่างมันจะดีเอง” ฉันสวนทันทีว่า “ฉันทำเยอะแล้วกับพ่อแม่ แต่หน้าฉันเป็นแบบนี้จะให้ทำไงถึงจะได้อย่างเธอ?” นางก็ยังยิ้มละไมแล้วบอกฉันว่า “เธอก็ได้ดีแล้วนะ ดูสิ เธอมายืนอยู่ตรงนี้ ทำงานนี้ เป็นผู้หญิงคนเดียวในทั้งหมด จะมีสักกี่คนที่จะมาได้อย่างเธอ” (เหมือนจะดี) ก้องเป็นคนจิตดี นางชอบพูดให้กำลังใจ แต่... ไม่ได้ผลกับฉัน! เพราะขณะที่ฉันคุยอยู่ สิ่งที่ฉันเห็นก็คือ...ผู้ชายหน้าตาหล่อกับผู้หญิงหน้าตาขี้เหร่ ฉันสงสัยว่าถ้าตัวเองเกิดมาเป็นผู้ชายหน้าตาดีแบบนี้ แต่นิสัยแบบฉันชีวิตมันจะเป็นยังไงนะ? เวลานั้นฉันอยากเป็น “เจ้าละอองคำ” จะจับนางให้ผีเจ้ากิน หรือไม่ฉันก็จะเข้าสิงนางซะเลย ถ้าเข้าสิงก้องได้จริงๆ คงสนุก ฉันคงใช้ร่างก้องจิกตีชะนีสวยอย่างเมามัน ...ไม่ดีหรอก! ฉันเป็นใครไม่ได้นอกจากเป็นฉันเอง และก่อนที่ความอิจฉาในความหล่อของก้องจะก่อตัว ฉันว่าฉันไปแต่งตัวดีกว่า
 
โปรดติดตามตอนต่อไป

......................................
(หมายเหตุ 'ก่อตัว (1)' : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)