บันเทิง

เอกเขนกดูหนัง:'Our Little Sister'

เอกเขนกดูหนัง:'Our Little Sister'

30 ก.ค. 2558

'Our Little Sister' : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม

 
 
          นักดูหนังทั่วโลกจำนวนหนึ่ง ยกย่องให้ผู้กำกับ โคเรเอดะ ฮิโรคาสุ เป็น “โอซุ” แห่งยุคสมัย...ย้อนกลับไปในช่วงยุค 1950’s ยาสุจิโร โอสุ ผู้กำกับแดนอาทิตย์ได้สร้างผลงานดีๆ ให้โลกประจักษ์ต่อเนื่องกันหลายเรื่อง เอกลักษณ์อันโดดเด่นในหนังของเขาคือวิธีการเล่าเรื่องแบบทำน้อยได้มาก ตั้งแต่การตั้งกล้องแช่ภาพนิ่งๆ โดยปราศจากการเคลื่อนไหว มุมภาพก็ไม่ได้หวือหวา มุมมองก็เพียงแค่ระดับสายตาจนมีการตั้งชื่อมุมกล้องในหนังของ “โอสุ” ว่า ตาตามิ แองเจิล อันมีที่มาจากฉากสนทนาในหนังของเขา ภาพที่ปรากฏก็แค่ระดับสายตาตัวละครที่จับจ้องนั่งคุกเข่าสนทนากันบนเสื่อตาตามิของญี่ปุ่นนอกจากนี้ในฉากๆ หนึ่งยังแทบไม่มีการตัดต่อเลยหรือไม่ก็น้อยคัทเต็มทีบรรยากาศในหนังก็ฉายให้เห็นแต่ผู้คนและวิถีชีวิตทั่วไป รวมถึงสภาพธรรมชาติบ้านเมืองตามฤดูกาลที่ปรากฏ หาได้มีงานสร้างอลังการใหญ่โตน่าตื่นตาตื่นใจใดใด ทว่าวิธีทำหนังแบบ Minimalist ของยาสุจิโร โอสุ กลับได้สร้างบรรทัดฐานสำคัญให้โลกภาพยนตร์ เพราะภายใต้องค์ประกอบศิลป์ งานด้านภาพและเสียงที่ดูเรียบง่าย เรื่องราวในหนังของเขาสะท้อนประเด็นใหญ่ๆ ในสังคม ไม่ว่าจะเป็นการล่มสลายของสถาบันครอบครัว ผู้คนห่างเหิน หมางเมิน แล้งไร้น้ำใจต่อกันเนื่องเพราะต่างคนต่างดิ้นรนเอาตัวรอดท่ามกลางสังคมบริโภคนิยม ผู้เฒ่าผู้แก่ถูกทิ้งขว้างไม่มีใครสนใจไยดีความเหลื่อมล้ำหรือมุมมองต่อโลกที่ต่างกันระหว่างเมือง-ชนบท หนังของโอสุหลายเรื่อง ตั้งชื่อตามฤดูกาล หลายเรื่องกลายเป็นคลาสสิกที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในหนังยอดเยี่ยมของโลก ไม่ว่าจะเป็น Tokyo Story, Late Spring, Early Summer, The Flavour of Green Tea over Rice, Early Spring และอีกมากมาย
 
          กลับมาที่ปัจจุบันผู้กำกับหนุ่มใหญ่วัย 53 โคเรเอดะ ฮิโรคาสุ ชาวเมืองโตเกียว หนังหลายเรื่องของเขาละม้ายคล้ายเคียงงานของโอสุ ทั้งวิธีการเล่าเรื่องที่เรียบง่าย หากแต่สะท้อนประเด็นใหญ่โตทั้งของระดับโครงสร้างทางสังคมไปจนปัจเจก บนความนิ่งน้อยกลับส่งผลสะท้อนสะเทือนใจทุกครั้งต่อผู้ชมไม่ต่างจากหนังยาสุจิโร โอสุ ผลงานหลายเรื่องเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติเช่นเดียวกับรุ่นครู ตั้งแต่ Maboroshi หนังเรื่องแรกที่โคเรเอดะลงมือกำกับ ตามด้วย After Life, Distance, Nobody Knows, Still Walking โดยเฉพาะสองเรื่องล่าสุดที่ไปสร้างความฮือฮาในเทศกาลเมืองคานส์สองปีซ้อนติดต่อกันอย่าง Like Father, Like Son และ Our Little Sister ซึ่งเรื่องหลังสุดนี้มีกำหนดเข้าฉายบ้านเราต้อนรับวันแม่ 12 สิงหาคมนี้
 
          อันที่จริง หนังไม่ได้พูดถึงเรื่องราวของแม่หรือจำเพาะเจาะจงไปที่แม่สักเท่าใดนัก หากแต่สะท้อนภาวะบทบาทความเป็นเพศแม่ และสถานะความเป็นแม่ ทั้งในมุมเข้มแข็ง เปราะบาง แต่ที่สำคัญไปกว่านั้น คือการที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ ทั้งในระดับสายเลือด ตั้งแต่พี่น้อง เครือญาติ ไปจนถึงผู้คนที่อยู่ร่วมกันในสังคมในเมืองเล็กๆ ริมทะเล เท่านั้นไม่พอบรรยากาศของหนังยังสะท้อนไปถึงวิถีชีวิตมากมาย ตั้งการวัฒนธรรมการกิน ดื่ม ประเพณี อีกทั้งยังเชื่อมโยงถึงชะตาชีวิตผู้คนเข้ากับวิถีธรรมชาติผ่านฤดูกาล การผลิบาน ร่วงหล่นของดอกไม้ ใบไม้ Our Little Sister ถือเป็นงานสำคัญอีกเรื่องของโคเรเอดะ ทั้งในแง่ความสำเร็จด้านรายได้ เสียงยกย่องชื่นชมจากคนดู และหากมองอีกนัยหนึ่ง นี่คือหนังที่สะท้อนวิถีแห่งเซน แม้จะไม่เล่าถึงปรัชญาในการดำรงชีวิตแบบตรงไปตรงมาตามที่เรารู้จัก แต่หลายๆ ฉาก การออกแบบตัวละคร และวัตรปฏิบัติของพวกเขาที่อยู่รายรอบ ล้วนสะท้อนวิถีแห่งเซนทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ
 
          การดำรงชีวิตอย่างเรียบง่ายของสามสาวพี่น้อง และคนรู้จักตลอดจนบ้านใกล้เรือนเคียง ตัวละครแทบทุกคนหาได้มีความฟุ้งเฟ้อทะเยอทะยานไปตามโลกทุนนิยม อาจจะมีเพียงน้องสาวคนกลางที่มีแนวคิดแบบเสรีนิยม โดยเฉพาะทัศนคติของการคบหาชายหนุ่ม แม้เธอจะไม่ได้คบชายไม่เลือกหน้าหรือเปลี่ยนแฟนเป็นว่าเล่น แต่มีทัศนคติแบบผู้ใหญ่สมัยใหม่ ตรงข้ามกับพี่สาวที่อาภัพความรัก และน้องสาวคนเล็กแฟนหนุ่มของเธอมีบุคลิกแตกต่างตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง แนวคิดหัวก้าวหน้าของ Our Little Sister ที่ไม่ได้อิงแอบแนวคิดแบบเซนซะทีเดียว ทำให้หนังมีความร่วมสมัยและสะท้อนภาวะหนุ่มสาวในสังคมสมัยใหม่ได้อย่างซื่อตรงอีกอย่างหนึ่งก็คือ การเลือกที่จะวิพากษ์ตัวละครอย่างไม่อินังขังขอบ พี่สาวคนโตที่แสนดี เธอเองก็มีความสัมพันธ์ที่หมิ่นเหม่ต่อศีลธรรมกับหมอหนุ่มเพื่อนร่วมงาน และจะว่าไปสถานะครอบครัวของพวกเธอก็ล่มสลายไปนานแล้วด้วยซ้ำ หลังพ่อไปมีครอบครัวใหม่ และแม่ก็ทิ้งให้ลูกสาวทั้งสามอาศัยอยู่กันตามลำพังในบ้านหลังใหญ่ จนกระทั่งการมาถึงของน้องสาวคนเล็กต่างมารดา ที่พวกเธอได้พบเจอระหว่างไปร่วมงานศพพ่อ ท่ามกลางเรื่องราวที่ดำเนินไปอย่างเรียบง่าย หนังสะท้อนให้เห็นศิลปะการใช้ชีวิตของคนญี่ปุ่น (ซึ่งอาจจะเป็นตัวแทนของคนในชุมชนหนึ่ง) ผ่านการปรุงอาหารทั้งทำรับประทานเองที่บ้านหรือที่ร้าน การหมักเหล้าบ๊วยกินกันเองของสาวๆ ความเอื้ออาทรต่อกันของคนในสังคมประจำเมืองเงียบๆ เล็กๆ ที่ไม่ได้มีความพลุกพล่านแต่อย่างใด แม้ในตอนเช้าเริ่มต้นชั่วโมง ตัวละครวิ่งกุลีกุจอตามตรอกซอกซอนไปรอขึ้นขบวนรถไฟ โดยปราศจากรถรายวดยวนพาหนะขวักไขว่ให้วุ่นวายหนวกหู ตลอดหนึ่งปีที่รับเอาน้องสาวต่างมารดามาอยู่ด้วยกัน แม้มีเรื่องราววุ่นๆ ผ่านเข้ามามากมายในชีวิตของสี่พี่น้อง แต่มันก็ถูกนำเสนออย่างเรียบง่าย ไม่ฟูมฟาย ตัวละครเลือกที่ดำเนินชีวิตต่อไปโดยไม่แข็งขัน เอาชนะความท้าทาย และก้มหน้ายอมรับชะตาชีวิตที่ตนตัดสินใจเลือกเดิน (ฉากที่โดดเด่นและกล้าหาญมากคือการตัดสินใจต่อความรักของพี่สาวคนโต)
 
          เราไม่ค่อยได้เห็นหนังที่เรียบง่ายและงดงามแบบนี้บ่อยครั้งนัก ความอิ่มเอมใจที่ได้รับจากการชมบางครั้งก็ไม่สามารถพรรณนาให้รับรู้ได้นอกจากต้องลองไปสัมผัสกับตัวเอง
 
.........................................
(หมายเหตุ 'Our Little Sister' : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม)