
'ไตรภาค Coming-of-Age การซ่อมแซมจิตใจ โดยตัวเรา'
28 ก.ค. 2558
'ไตรภาค Coming-of-Age การซ่อมแซมจิตใจ โดยตัวเรา' : คอลัมน์ Eat play life โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร
“ขา” ที่โคเรเอดะ ฮิโรคาสุ ชอบถ่ายในหนังของเขา ย่อมไม่เหมือนกับ “ขา” ที่โซเฟีย คอปโปลา มักจับภาพบ่อยๆ ในงานของเธอ และย่อมแตกต่างกันมากกับความหมายของ “ขา” ในงานของเควนติน ตารันติโน
ขาของตัวละครในแบบโคเรเอดะ มักพาเราไปพบเรื่องราวที่ถูกเก็บซ่อนไว้ในจิตใจ “อย่างเงียบๆ” (“เงียบงัน” มากกว่า “เงียบเชียบ”) แม้ผมจะเป็นแฟนพันธุ์แท้ของโคเรเอดะ มาตั้งแต่ After Life แต่ถ้าโฟกัสงานช่วงหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา (2004-2015) เราจะพบแง่มุมหลายอย่างในงานของเขา เช่น การ revisionism ของตัวละคร, เรื่องราวที่ไม่ชี้นำ แต่กลับนำพาให้เราค่อยๆ ซ่อมแซมจิตใจผ่านหนัง
แต่ที่ชัดที่สุดก็คือ Coming-of-age ไตรภาคทั้ง Nobody Knows, Like Father, Like Son และล่าสุดที่เพิ่งดูจบไปที่ House รอบนักวิจารณ์ กับ Our Little Sister ผมจะเขียนวิจารณ์จริงๆ ตอนใกล้ๆ วันฉาย 12 สิงหาคม เพื่อสอดคล้องกับการลงโรงของหนัง แต่ถึงวันนี้ไม่ได้จะมาวิจารณ์อะไรจริงจังมากมาย ก็มี “แง่มุม” ที่อยากแชร์กับทุกท่าน ความน่าสนใจประการแรกคือ ทั้งไตรภาคสามเรื่องที่กล่าวนั้น มีเรื่องราวเกี่ยวกับ “บ้าน” ทั้งสิ้น (ผ่านรอย "งดงามแม้ความหม่น” ของครอบครัวทั้งสิ้น) ประการต่อมาก็คือ “อายุ” ของตัวละคร อยู่ที่ 11-12 ปี ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่นักจิตวิทยาบอกว่า เป็นช่วงก้าวข้าม จากเด็กไปสู่อีกวัยหนึ่ง
“ซึสึ” อายุ 11 ขวบเศษใน Our Little Sister, อากิระ อายุ 12 ปีใน Nobody Knows และแม้ เกอิตะ ใน Like Father, Like Son จะอายุแค่ 6 ขวบ แต่ชีวิตที่หนูน้อยต้องเจอ เป็นยิ่งกว่า Coming-of-age (ซึ่งจะว่าไป อาการสูญเสียความไร้เดียงสาของชีวิต จะเกิดวัยไหนก็ได้ทั้งนั้น) โคเรเอดะ เป็นคนทำหนังยุคใหม่ที่น่าทึ่งและน่าสนทนาธรรม เขา “คุ้ย” เรื่องราวในบ้านเล็กๆ ที่เราสัมผัสได้อยู่ทุกวัน มามองด้วยสายตาที่น่าสนใจ หลายเรื่องราวนั้น.. ไม่ใช่ประเด็นที่ “ใหญ่โต” ต้องรีบแก้ไข แต่เป็นเรื่องเล็กๆ ที่ “ส่งเสียงดัง” อยู่ในจิตใจคนในบ้าน
พูดให้ตรง คือยัง “ติดค้าง” ต่อกัน บางเรื่องติดเรื่องกัน 10 ปี 20 ปี และตายไปแล้ว ไม่ได้ “บอกกล่าวกัน” ผมจะไม่ดราม่าฟรุ้งฟริ้งว่า นี่จะเป็นหนังเลอเลิศอะไรมากมาย แต่ขอกระซิบกระซาบว่า “ควรดู” เป็นหนังน่าเดท เป็นหนังน่าชวนครอบครัวไปดู และผมนัดแม่ เปิดภาพให้ดู จนแม่ใจอ่อนแล้ว (เรานัดกันวันที่ 3 สิงหาคม พารากอน) มีมุมมองบางอย่างเกี่ยวกับ Our Little Sister มาขยายต่อ คือมุมมอง “เมืองกับเวลา” เขาตั้งคำถามว่า ทำไมในมังงะจึงไม่มีใครสักคนในหมู่พี่น้องที่กลั่นแกล้งน้องสาวคนเล็กต่างแม่?
“ผมตั้งคำถามนี้ตอนที่เริ่มเขียนบทหนัง Our Little Sister ดูเหมือนในมังงะจะขาดบางอย่างอันเป็นเรื่องปกติและหาได้ทั่วไปในดราม่าเกี่ยวกับครอบครัวต่างสายเลือด เช่น ซึสุ วิ่งหนีออกจากบ้านตอนที่มีปัญหากับพี่สาวคนโต ตัวเรื่องเดิมก็ไม่ได้เขียนไปในทิศทางแบบเรื่องดราม่าทั่วไปที่คนอ่านจะคาดเดาได้ อย่างเช่นเมื่อ นิโนมิยะ เจ้าของร้านอาหารในเรื่อง ได้พบว่าเธอจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน เธอก็ดูจะไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดอะไรกับโรคร้ายเลย หรือซาจิ พี่สาวคนโตก็ไม่ได้ขอร้องแฟนหนุ่มของเธอว่าอย่าไปต่างประเทศเลย เพราะปรัชญาชีวิตของตัวละครภายในเรื่องหรือเปล่านะ ที่ทำให้ตัวละครยอมละทิ้งตัวตนไปสู่ชะตาที่ชีวิตกำหนดขึ้น? ไม่ มันไม่ใช่เลย แล้วมันคืออะไรล่ะ? บางทีชื่อเรื่องของมังงะที่ว่า Umimachi Diary ซึ่งถูกดัดแปลงมาเป็นภาพยนตร์เรื่องนี้ Our Little Sister อาจจะบอกอะไรได้
แน่นอนว่าตัวละครหลักในหนังเรื่องนี้คือสี่สาวพี่น้อง และคุณยังจะบอกได้ด้วยว่าหนังเรื่องนี้เกี่ยวกับน้องสาวคนเล็กสุด ซึสึ, พี่สาวคนโตผู้ยอมรับสิ่งที่ตนเองเป็น, ซาจิ ผู้ยอมรับการกระทำของพ่อแม่เธอ แต่สิ่งที่มากกว่านั้น ผมเชื่อว่ามันยังเป็นเรื่องราวที่โฟกัสไปยังเมืองเล็กๆ แห่งนี้ด้วย และห้วงเวลาที่ผันผ่านไปในแต่ละวัน เหมือนท่วงทำนองการเคลื่อนไหวของคลื่นกระทบฝั่ง, การดำรงอยู่ของเมืองนี้, สิ่งสำคัญที่ไม่อาจจะเปลี่ยนแปลงได้, แง่มุมธรรมดาของชะตาชีวิตที่มาเยือนและเคลื่อนจากไป ภายในเมืองแห่งนี้ เฉกเช่นการมาถึงของ ซุสึ หรือการจากไปของนิโนมิยะ หรือแฟนหนุ่มของซาจิ”
บางทีในอนาคตเมื่อตัวละครทั้งหมดภายในเรื่องราวนี้ได้ตายจากไปก็อาจจะมีคนอื่นๆ อีกที่เข้ามาสู่เมืองแห่งนี้และใช้จ่ายช่วงเวลาของพวกเขา ณ ที่แห่งนี้อีก มันเป็นเสมือนการแสดงให้เห็นชีวิตของมนุษย์ในฐานะที่เป็นเพียงสิ่งเล็กน้อยเท่านั้น เป็นเพียงเม็ดทรายเล็กๆ บนหาดทราย และผมสงสัยว่าบางทีตัวละครที่เป็นศูนย์กลางของเรื่องทั้งหมด อาจจะเป็น “เวลา” ที่ซึมซับทั้งอดีตและอนาคต”(โคเรเอดะ, ผู้กำกับ)
........................................
(หมายเหตุ 'ไตรภาค Coming-of-Age การซ่อมแซมจิตใจ โดยตัวเรา' : คอลัมน์ Eat play life โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร)



