บันเทิง

เล่นหูเล่นตา:'คนในกองฯ (4)'

เล่นหูเล่นตา:'คนในกองฯ (4)'

27 ก.ค. 2558

'คนในกองฯ (4)' : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม

 
 
          การได้มาเป็นส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่งในกองถ่ายละคร “ชาติพยัคฆ์” นอกจากจะได้เรียนรู้ศิลปะการแสดงที่ฉันไม่เคยสัมผัสจริงจังมาก่อนแล้ว (ถ้าพูดต่อหน้านังนุชนาฎ ผู้ช่วยฉัน มันคงพูดกระทบกระเทียบฉันว่า...ใครว่า?...ที่ทำอยู่ทุกวันนี้ยังไม่เรียกว่า “แสดง” อีกเหรอคุณพี่?...ชิ! อีนี่มันหอกข้างแคร่จริงๆ! คนภายนอกเขาไม่รู้ไม่ทันสังเกตจะรู้ก็เพราะอีนี่แหละ!)
 
          ฉันยังได้ปรับลดนิสัยเอาแต่ใจและติดความสบายตามสายงานนักร้องที่ฉันคุ้นชินอยู่ลงมาก โดยปกติงานส่วนใหญ่ของฉันมักอยู่ในห้องแอร์ (ถ้าไม่ใช่งานกลางแจ้ง) อาหารการกินก็มีคนจัดหามาให้อย่างดิบดี ช่างเสื้อผ้า หน้า-ผม ก็สามารถเลือกเอาเจ้าที่พอใจและถูกใจได้ ดูมันช่างได้ดั่งใจเสียจริง... มันคือมาตรฐานความพึงพอใจที่นักร้องมีชื่อเสียงจะได้รับการปฏิบัติเช่นนี้ทุกคน แต่ความสะดวกสบายบนเส้นทางนักร้องขอให้ลืมมันซะ ถ้าคิดจะก้าวเข้าสู่วงการนักแสดง และยิ่งเพิ่งเริ่มก้าวอย่างฉัน เปรียบได้กับดาราหน้าใหม่ (แม้ไม่ได้ทำหน้ามาใหม่ทุกไตรมาส!!) ที่เพิ่งเข้าวงการมาชิมลางละครเรื่องแรก ต้องปฏิบัติตนใหม่ กลับไปเป็นคนไร้ประสบการณ์ที่ไม่มีอะไรอยู่ในหัว ไม่ว่าจะเป็นอัตตา (ความหลงตัวเอง) ความรู้ทางด้านการแสดง (ซึ่งไม่มีอยู่แล้ว) หรือความคาดหวัง เอาแค่ตัวกับหัวใจมาพร้อมกับความตั้งใจที่จะเรียนรู้จากทุกคนในกองฯ ซึ่งล้วนเป็นอาจารย์ของฉันในเวลานี้ ฉันเป็นเหมือนแก้วเปล่าๆ หนึ่งใบที่รอการเติมเต็มจากทุกๆ คน...
 
          “ให้เขาแต่งให้นะพี่ ไม่ต้องเอาหนูไป” ข้าวตูบอกเอาไว้สั้นๆ ตั้งแต่เริ่ม เสียงข้าวตูมั่นใจเหมือนจะบอกอะไรบางอย่างที่ลึกซึ้งกว่านั้น แต่รอให้ฉันได้ไปเจอแล้วจะเข้าใจเอง
 
          “ช่างหน้า-ช่างผม พวกนี้เก่งกว่าหนูอีกคุณพี่ พวกนางอยู่ด้วยกันนานหลายเดือนกว่าละครจะถ่ายจบ นางผูกพันกันเหมือนญาติพี่น้อง เรื่องฝีมือพี่ไม่ต้องห่วงทำกันได้ทุกทรง หนูก็เคยทำผมตามกองมาก่อนสมัยที่หนูเข้ามาใหม่ๆ มันเหนื่อยและลำบากมากถ้าถ่ายทำนอกสถานที่ เมื่อก่อนได้ราคาไม่ค่อยดี แต่ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว วุ้ย...อยู่ในกองบางทีครึ่งปี อาทิตย์ละ 3-4 วันแล้วแต่กอง เงินก็ไม่มีเวลาใช้เพราะเลิกก็ดึก ต้องรีบนอนเอาแรงตื่นเช้าไปทำงานอีก กินก็ฟรีในกองครบ 3 มื้อ พวกป้าๆ (ที่เป็นกะเทย) บางคนก็ยังได้กินเด็กยกไฟอะไรอีก ไม่เสียตังค์สักบาท...” 
 
          ฉันพยักหน้าหงึกๆ เมื่ออาจารย์เอก (วีรภพ ดำทองสุก) ช่างผมประจำของฉันให้ข้อมูลก่อนไปเจอของจริง เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แต่ก็ได้เข้าใจวิถีของคนในกอง
 
          ก็อย่างที่บอก ฉันไม่ได้คาดหวังอะไร และไม่เคยเอาตัวเองเป็นใหญ่เวลาทำงาน ฉันว่าคนที่เป็นผู้ใหญ่แล้วเข้าใจโลก เข้าใจชีวิตย่อมทำตัวเองให้พอดีกับช่องเล็กๆ ที่มีอยู่ในแต่ละสังคมมากกว่าที่จะให้คนทั้งหมดมาปรับตัวเข้ากับเราเพียงคนเดียว และการทำตัวแบบผู้ใหญ่ก็ต่างกับทำตัวแบบเด็ก ตรงที่ผู้ใหญ่จะทำเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็ก แต่เด็กจะทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ โตไม่โตเขาวัดกันตรงนั้นแหละค่าคุณตำรวจ!...การปรับตัวกับสิ่งที่ไม่คุ้นชินได้เป็นอย่างดี ฉันถือว่าเป็นพัฒนาการที่ดี ก็แค่อย่าเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง ให้ดูที่ความสบายใจของคนอื่นด้วย
 
          ฉันนั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆ แอร์เครื่องใหญ่ที่ให้ความเย็นแบบประหยัด แต่กินไฟแบบสิ้นเปลือง “ปั้น” ช่างแต่งหน้าผู้มากประสบการณ์ในการแต่งหน้าตามกองละครบรรจงลงรองพื้นบนหน้าฉันอย่างเบามือและเบาบาง พร้อมกับพูดว่า “พี่คิ้ม อยากได้อะไรเพิ่มเติมบอกปั้นได้นะ” ฉันให้ความเคารพกับทุกคนที่มีประสบการณ์มากกว่าฉันหรือมีมาก่อนฉันไม่ว่าคนนั้นจะอ่อนหรือแก่กว่า ดังนั้นฉันจึงสบายใจที่จะปล่อยให้เขาทำงานเต็มที่อย่างไร้ซึ่งอคติ 
 
          พอเสร็จฉันยกกระจกส่อง อือ...แต่งในละครย้อนยุคมันต้องมีแนวของมันที่ไม่เหมือนกับทั่วไปที่ฉันเคยแต่งมา เมื่อนางพอใจฉันก็พอใจ ย้ายเก้าอี้ไปอยู่หน้ากระจกปล่อยให้ช่างผมตะปบผมต่อ ฉันแค่เตรียมสเปรย์ไปเอง เพราะไม่รู้ว่าตัวเองจะแพ้ยี่ห้อไหนให้มึนหัวไปทั้งวัน การเตรียมไปเองจึงช่วยลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ จัดทรงเสร็จ “อิงค์” ช่างผมที่เคยเป็นช่างประจำให้แก่คุณก้อง สหรัถ นางหยิบสเปรย์ย้อมสีดำมาพ่นบนหัวฉัน (ในยุคนั้นไม่มีสีอื่น) กลบสีน้ำตาลประกายเขียวที่ฉันย้อมไว้ (อือ...กลบหงอกให้ด้วยเลยละกัน) จากนั้นก็ไปเปลี่ยนชุดกับ “พี่ต๋อย” นางมีหน้าที่แต่งตัวให้นักแสดงทุกคน โดยมีผู้ช่วยอีก 2-3 คน เดิมทีนางเคยเป็นนางโชว์มาก่อน นางคือนางโชว์คนแรกที่แต่งเป็น “มาริลีน มอนโร” ฉันแอบมองใบหน้างดงามของนาง แม้เวลานี้จะดูอวบอิ่มเพราะสนุกกับการกิน เวลานางพูดนางปรายตานางดูมีเสน่ห์มาก 
 
          แบบนี้ละมั้งที่เรียกว่า “ศิลปิน” 
 
          แม้จะไม่อยู่ในชุดเต็ม ไม่แต่งหน้าก็ยังเปล่งรัศมีบางอย่างออกมาให้เห็น... “ห้องเปลี่ยนชุดค่ะพี่คิ้ม” นางผายมือไปยังเต็นท์เปลี่ยนชุดที่คล้ายกับเต็นท์นอนกลางป่าแต่สูงเท่าคนยืน ฉันขี้เกียจมุดเข้าไปก็เลยเปลี่ยนมันข้างๆ เต็นท์ ไม่ห่วงเรื่องภาพและเสียง แค่กังวลเรื่องกลิ่นอับชื้นค่ะคุณ...ระหว่างวัน แม่บ้านประจำกองจะทำของว่างให้พวกเรากินทั้งวันไม่หยุดมือ นอกจากขนมขบเคี้ยวเป็นถุงเป็นซองที่มีให้ตลอดแล้ว นางจะยกฝรั่งเฉาะเป็นชิ้นๆ มะม่วงกับพริกป่น กระท้อนยำใส่น้ำปลาน้ำตาลทรายและพริกป่นคนมาในกะละมังใบเขื่อง เห็นแล้วน้ำลายสอ มีช้อนอยู่ในนั้นเกือบสิบอันไว้ให้จ้วงจกเวลาเหงาปาก บ้างก็แตงโม สับปะรด กินกันตั้งแต่นักแสดงไปยันเด็กยกไฟ “ความอยากและความหิว” ทำให้มนุษย์เท่าเทียมกัน! รอบดึกของวันหนึ่งเราถ่ายจากเช้าถึงเที่ยงคืน ตอนดึกๆ นางก็ยกอะไรสักอย่างเป็นไม้ๆ ใส่ถาดมา ฉันชะโงกหน้าไปดู มันคือแฮมชิ้นหนาเท่ากำปั้นเด็กเสียบไม้ค่าคุณ ฝรั่งเห็นคงร้องไห้ อะไรๆ เราก็เอามาเสียบไม้กินแบบไทยๆ ได้..อาหารเช้า-กลางวัน-เย็น เขาจะทำขึ้นมาใหม่ๆ ปกติฉันจะไม่กินข้าวที่หุงจนนิ่มเกือบแฉะ แต่เวลานี้อะไรกินได้ก็กิน กินไม่ได้ก็เฉยๆ ไปสั่งให้คุณสีเกด ผู้จัดการ ที่เป็นดั่งแม่ครัวประจำตัวลุกไปเจียวไข่ให้กิน แค่นี้ก็จบ
 
          “พี่คิ้ม กินเยอะๆ นะ มื้อกลางวันของกินเพียบ มื้อเย็นไม่ค่อยมีอะไรกิน” อาโป บอกฉันกลางวงข้าวกลางวันที่มีพี่เกมส์ (ศานติ) พี่ตู่ (นพพล) ฝันดี-ฝันเด่น ฉันและสีเกดนั่งรวมกันอยู่ มื้อนั้นพี่หน่อย (นักแสดงปอบหยิบ) ตำน้ำพริกกะปิมาฝาก และฉันก็ซื้อของกินมาสมทบ รวมกับบะหมี่ลูกชิ้นปลาที่เพื่อนรุ่นพี่ของฉันฝากมาให้กอง อาหารจึงอู้ฟู่กว่าปกติ ขณะที่พูดพี่นก ฉัตรชัยเดินมาร่วมวงพอดี พี่เกมส์ได้ทีฟ้องพี่นก พี่นกอมยิ้มแล้วพูดว่า “มึงว่ากับข้าวกองกูเหรออาโป” อาโปไม่ตอบได้แต่หัวเราะชอบใจ อีเล็กกับอีใหญ่ได้ทีซ้ำเติมเด็ก อีแฝดนรกคู่นี้ถึงมันเป็นหน่วยกู้ชีพ แต่ในกองถ่ายมันรังแกทั้งเด็ก สตรี และคนชรา ขาดแค่คนท้องเท่านั้น “มึงกล้าว่าผู้จัดเหรออาโป เป็นกูเห็นเขาเดินมากูเดินหนีไปแล้ว นี่มึงยังหน้าด้านนั่งอยู่อีก มึงเห็นพี่เขายืนค้ำหัวมึงอยู่มั้ย? ทำไมไม่ลุกให้ผู้ใหญ่นั่ง...พี่นกนี่ก็แปลก ยืนค้ำหัวเด็กมันอยู่ได้” พวกเราหัวเราะขำกันทั้งโต๊ะที่ได้แกล้งอาโป ระหว่างกินข้าวกลางวันฉันแอบมองพี่ๆ ทั้งพี่เกมส์ พี่ตู่ และพี่นก นี่คือนักแสดงฝีมือระดับเทพ ฉันรู้สึกดีใจและตื่นเต้นที่ได้มีโอกาสร่วมกินข้าวโต๊ะเดียวกันกับเหล่าปรมาจารย์แห่งการแสดงเหล่านี้
 
          เรื่องกิน เรื่องอยู่ ฉันปรับตัวได้ในทันที ไอ้ที่จะปรับไม่ได้ก็ตรงสถานที่ขับถ่ายนี่แหละ ด้วยความที่เป็นส้วมในบ้านเก่า มันจึงยกพื้นต้องปีนขึ้นนั่งบนโถ พื้นปูนหยาบไม่ขัด ไม่ปูกระเบื้อง เปียกแฉะ ทำให้ฉันแขยงไปตั้งแต่เท้ายันหัว เมื่อจะเบาจึงต้องอาศัยท่ากายกรรมเปียงยางเข้าช่วย ฉันรู้สึกเหมือนกับสิงโตตัวเมียในคณะละครสัตว์ที่ถูกบังคับให้นั่ง 2 ขา แล้วยกขาหน้าขึ้น เกร็งจนปวดเข่า บางสถานที่ถ่ายทำห้องน้ำที่ไปขอเขาใช้ไม่ต่างอะไรกับห้องน้ำในปั๊มแก๊ส จนทีมงานต้องซื้อน้ำยาล้างห้องน้ำมาทำความสะอาด ฉันเองทั้งล้างทั้งเช็ดโถส้วมกว่าจะใช้ได้ตามประสาคนสะอาดเจ้าระเบียบแต่ไร้วินัย!
 
          กลับมาถึงคอนโดตัวเอง ฉันแทบจะถลาเข้าไปกอดโถส้วมของฉันอย่างรู้สำนึกในคุณค่าของมัน ฉันรักที่นอนโง่ๆ ที่ฉันนอนแบบเซ็งๆ ถึงนอนไม่หลับในบางคืน แต่เพื่อแลกกับวิชาการแสดง ลำบากแค่ไหนก็ทนได้ มันทำให้ฉันตระหนักถึงคุณค่าของความรู้ที่ได้มา...ซึ่งต้องแลกกับการละทิ้งอัตตาและความสะดวกสบายในวิถีของนักร้องเพื่อก้าวเข้าสู่วิถีของนักแสดง...ความคิดได้ฝ่าขีดความอดทนที่เคยมีอยู่อย่างจำกัดจำเขี่ย...จิตใจได้ขยายขอบเขตไปสู่ความเข้าใจในผู้คนรอบข้างและกลับสู่สามัญแห่งตน... “ติดดิน!” ...กลับสู่ความจริงที่ว่า... ดาวทุกดวงที่สุกสกาวพร่างพราวบนท้องฟ้านั้น ให้ผู้คนแหงนมอง ...ล้วนมาจากดิน...
 
........................................
(หมายเหตุ 'คนในกองฯ (4)' : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)