บันเทิง

เล่นหูเล่นตา:'คนในกองฯ'(3)

เล่นหูเล่นตา:'คนในกองฯ'(3)

20 ก.ค. 2558

'คนในกองฯ'(3) : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม

 
          ฉันเชื่อว่างานที่ประสบความสำเร็จจะต้องมาจากคนที่ “มีไฟ!” มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับวัย จะเด็ก จะแก่ ถ้ายังมีไฟจะทำสิ่งใดมันก็สำเร็จได้ เริ่มจากตั้งใจแล้วลงมือทำ ที่สำคัญอย่าหยุดจนกว่าจะสำเร็จ ฟังดูเหมือนจะง่าย แต่มันไม่ง่ายขนาดนั้น ไม่เช่นนั้นคนทุกคนบนโลกนี้คงจะไม่มีใครล้มเหลว ... ที่ล้มเหลวไม่ใช่เพราะไม่ตั้งใจ แต่ขาด “ความแข็งใจ” ซึ่งเป็นคุณสมบัติหนึ่งของ “ความเพียร” มันเหมือนคนทำกับข้าวกับกองไฟ กว่าจะก่อไฟติดก็ยาก ตอนแรกไฟมันก็โหมดีอยู่หรอก พอเวลาผ่านไปสักพักไฟมันก็จะมอดลงไป ต้องหมั่นเติมหมั่นสุมไฟ รู้จังหวะว่าเมื่อไหร่ควรสุม เมื่อไหร่ควรรา (หรี่) ถ้าไฟแรงไปก็ใช้ขี้เถ้ากลบ ถ้าไฟมันอ่อนไปก็เติมเชื้อเพลิงเข้าไป ถ้าจะให้เห็นชัดๆ ระยะเวลาของความสำเร็จในแต่ละคนเปรียบได้กับระยะเวลาในการทำอาหาร อาหารบางอย่างสุกเร็ว อาหารบางอย่างก็ต้องใช้เวลานานกว่าจะสุกจนเปื่อย และมีขั้นตอนที่ซับซ้อน นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมคนบางคนถึงประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย บางคนถึงประสบความสำเร็จเอาตอนแก่ และคนบางคนถึงไม่ประสบอะไรเลยทั้งๆ ที่ใช้วิธีการเดียวกัน ก็อีกนั่นแหละเหมือนการเปิดตำราอาหารทำตามสูตรทุกอย่าง แต่ละคนมีน้ำหนักมือไม่เท่ากัน บ้างก็มือหนัก บ้างก็มือเบา ฉันว่าหัวใจของการทำทุกสิ่งให้ประสบความสำเร็จมันอยู่ที่ “การตีความ” อ่านตำราเล่มเดียวกัน ตีความต่างกัน ก็ได้ผลลัพธ์ที่ต่างกัน ... อีกทั้งยังมีตัวช่วยที่เรามองไม่เห็น แต่เป็นไปตามบุญกรรมที่ได้ทำมานั่นก็คือ “โชควาสนา” ไม่มีใครรู้ว่าจะมีสิ่งนี้อยู่ในตัวหรือไม่ ฉันเชื่ออย่างนั้นเพราะฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่า “คุณโชคกับคุณวาสนา” เนี่ยถ้ามันเป็นผัวเมียกัน มันจะมีหน้าตายังไง แล้วจะทำยังไงกับพวกเขาๆ ถึงจะเข้าข้างเรา ไอ้จะให้สวดมนต์อ้อนวอน มูเตรูทุกสิ่งอัน มันก็เป็นได้แค่ “กำลังใจ” หากไม่ลงมือทำแล้วไซร้อย่าหวังว่าชาตินี้จะได้อะไร! ถ้าให้ฉันวาดภาพโชควาสนาในอุดมคติ สิ่งหนึ่งที่ฉันมั่นใจว่าจะเป็นก็คือ “มันไม่มีตา!” คนบางคนไม่เห็นต้องพากเพียรพยายามอะไรมากมาย ชีวิตก็ช่างดี๊ดี แต่คนอีกหลายล้านคนพยายามให้ตายก็ไม่ได้ดีไปกว่านี้ ... พูดถึงทีไรขึ้นทุกทีสิน่า! เอาเป็นว่าพยายามต่อไปและหมั่นสร้างความดีด้วยการขยันทำดี ทำบุญ ทำทานมันต่อไป ชาตินี้ไม่ได้ ชาติหน้าคงถึงตากรูบ้างล่ะ!
 
          คุณสมบัติอีกข้อของคนที่ประสบความสำเร็จคือ “ไม่หยุดนิ่ง” บ้าคิด บ้าทำ (ไม่ใช่คิดบ้าๆ ทำบ้าๆ!) หาความสำเร็จที่แตกต่างออกไปเรื่อยๆ และคนเหล่านี้ไม่ได้ตื่นขึ้นจากที่นอน เพียงเพราะเสียงนาฬิกาปลุก แต่เป็นเพราะใจที่จดจ่อกระตือรือร้นที่จะได้ตื่นขึ้นมาพบกับสิ่งแปลกใหม่ที่ไม่มีวันรู้ว่าจะเกิดขึ้นวันไหน ... เพราะเชื่อว่าทำทุกวันให้มันดี เพราะวันพรุ่งนี้ไม่มีจริง มีแต่ ... “วันนี้” ที่เราตื่นขึ้นมาเจอ
 
          ฉันงัวเงียคว้าโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูในห้องนอนที่เงียบ เย็น และมืด เหมือนห้องเก็บศพ ทุกครั้งที่นอนลืมตาในห้องนอน ฉันอดคิดไม่ได้ว่าความตายมันจะมีบรรยากาศแบบนี้รึเปล่า? ภาพหลังความตายในความคิดฉันมันไม่เคยมีแสงสว่าง ภาพของสวรรค์สว่างๆ ท่ามกลางเทพ เทวดา นางฟ้า หน้าตาดีจึงไม่เคยอยู่ในซีรีบลัม (cerebrum) ของคนอย่างฉัน ... ชิ! ใครจะสนพวกนางฟ้าเทวดาหน้าจืดที่พูดช้าๆ ยิ้มเย็นๆ ไม่เหมาะกับคนแซบๆ อย่างเรา! ... ในมือถือบอกเวลาตี 4.45 เหลืออีก 15 นาทีจะถึงเวลาตื่น แต่ฉันอยากตื่นแล้ว อยากรู้ว่าวันนี้ฉันจะต้องเจออะไรที่ กองละคร “ชาติพยัคฆ์” ของพี่นก ฉัตรชัย แล้ววันนี้อาหมี (โชติรัตน์ รักเริ่มวงษ์) จะสอนการแสดงใหม่ๆ อะไรให้กับฉันอีก ... ฉันท่องบทยาวๆ ที่ทางกองส่งมาให้ก่อนจนจำได้ขึ้นใจ จะได้เอาไปเถียงกับ อีเล็ก-อีใหญ่ (ฝันดี-ฝันเด่น) ที่มันเคยว่าๆ ฉันจำบทไม่ได้เลยโบ้ยความผิดไปให้หมาที่กำลังเห่าอยู่ ต่อให้ฉันจะทำความเข้าใจกับบทดีเพียงใด ฉันก็ยังไม่เข้าใจมันอย่างถ่องแท้ แม้บทที่พูดจะมีอยู่แค่ประโยคเดียวในฉาก แต่การใช้น้ำเสียงและการแสดงสีหน้านั้นต้องมาจาก “การตีความ” ที่ละเอียดลึกซึ้งและถูกต้อง อาหมีจะเก่งเรื่องนี้มาก ฉันรับรู้ได้ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มงาน เราคุยกันที่โต๊ะกินข้าวมื้อเช้าในวันแรกที่ฉันไปถึงกอง แกถามฉันว่า “พี่คิ้ม (เรียกแบบให้เกียรติ ไม่ใช่เพราะกรูแก่!! เข้าใจมั้ย? อาหมีอายุ 60 ต้นๆ แล้ว) เพลงสรรเสริญในโรงหนัง SF พี่คิ้มเป็นคนร้องใช่มั้ย เสียงดนตรีกับเสียงพี่คิ้มประกอบภาพในหลวง ผมฟังแล้วตื้นตันมาก” พอแกพูดคำว่า “ตื้นตัน” ฉันเห็นน้ำตาแกรื้น หน้าแดงและเสียงสั่นเครือ มันแฝงด้วยความรู้สึกจงรักภักดีที่มีอยู่ท่วมท้นหัวใจ พอพูดถึงในหลวงผู้ใดที่เป็นข้าใต้
 
          ฝ่าละอองธุลีพระบาทอย่างแท้จริงก็จะออกอาการเช่นนี้ แต่อาหมีออกได้ชัดจนฉันรู้สึกซาบซึ้งตาม ...
 
          “เสียงจะไม่ดุนะพี่คิ้ม คือเราจะเป็นห่วงเลยต้องมาเตือนเพราะ 2 คนนี้เขาเคยช่วยน้องเราไว้ในตอนนั้น”
 
          “คนนี้มันเป็นนายเราๆ ไม่ต้องแสดงสีหน้ากลัวมัน แต่เราเกรงใจมันเพราะทำงานดูแล้วร้านให้มัน”
 
          “หญิง (สุกัญญา ไรวินท์) ยืนกางขานิดนึง ยืนให้สง่าน่าเกรงขาม ในฐานะที่เราใหญ่กว่ามัน เรากำลังข่มมัน” อาหมีสอนพวกเรา
 
          อาหมีจะใช้น้ำเสียงใจดีช่วยพวกเราตีความตัวละครที่เราเป็นและตัวอื่นๆ ที่เราเกี่ยวข้อง ทั้งบู๊ ทั้งดราม่า ทั้งตลกขบขัน บางครั้งแกก็สอนให้เราตลกขบขันด้วยท่าทางมากกว่าคำพูด ซึ่งมันจะดูเป็นธรรมชาติกว่า “ศิษย์ขอคารวะอาจารย์” ฉันอยากพูดประโยคนี้ทุกครั้งที่ได้รับการชี้แนะจากอาหมี ไม่ว่าฝนจะตก แดดจะออก อากาศจะร้อนอบอ้าว ฉันก็ไม่เคยเห็นอาหมีอารมณ์เสีย ฉันเห็นแต่ความตั้งใจ ความกระตือรือร้น และความรักที่มีต่อสิ่งที่ทำ ต่อให้จะสั่งคัทสักกี่หน เสียงก็จะไม่เข้มขึ้น มีแค่ “เอ้า ... ตั้งใจนะ ... ตั้งใจ” อารมณ์เหมือนรอรับพรจากพระ ถ้าจะเห็นสีหน้าขุ่นๆ เล็กน้อยของอาหมีก็ตอนที่พวกเราเล่นกันมากไปตอนซ้อมนี่แหละ “สอนกี่ทีว่าให้ซ้อมเหมือนเล่นจริง พวกมึงกลับเล่นจริงเหมือนซ้อม” อาหมีคงแอบคิดในใจเวลาที่เล็ก-ใหญ่ อาโป และฉันอยู่รวมกัน ยิ่งรวมกับพี่โหน่ง (วสันต์ อุตตมะโยธิน) กับพี่ถั่วแระ คุณคะเหมือนโรงงิ้วไฟไหม้อ่ะค่ะ
 
          “อากล้า-อาลื่น (รื่น) พวกลื้อเอาลก (รถ) ลากที่เจ๊คิ้มให้ไปลากให้เต็มที่ ตองกังวัง (ตอนกลางวัน) เหลียวพอตองหลึก (ตอนดึก) เจ๊คิ้มจะไปถ่อกล้อ (ถอดล้อ) ให้พวกลื้อล่วย (ด้วย) ตัวเอง” อีเล็กมันพูดแบบคนจีนที่พูดไทยไม่ชัด เน้นคำว่า “ถ่อกล้อ” (ถอดล้อ) เสียงดัง จนคนเขาขำกันทั้งกอง (อาหมีก็เผลอหัวเราะไปด้วย) ฉากที่เข้าพร้อมกัน 8 คน ดูวุ่นวาย เพราะต้องต่อบทกันรอจังหวะใครพูดก่อนหลัง หันหน้าไปมองใคร ยืนตำแหน่งไหน แต่พวกเราก็ยังไม่วายจะเล่น ฉันไม่ได้เล่นนะ ขอบอก! อีเล็กนั่นแหละตัวดี ฉันก็แค่ ...
 
          “อีเล็ก เข้าฉากครั้งแรกพร้อม ท็อป จรณ กับ ก็อต จิรายุ ยังไม่สนิทกัน ทำไมันต้องถกขากางเกงกันนักวะ ดูสิ! มันถกขึ้นอีกแล้ว กูก็ไม่ได้ตั้งใจจะมองหรอกนะ แต่พอมันถกกูก็ต้องมอง สั้นจนจะเห็นลำไส้ใหญ่แล้ว เสียสมาธิชิปเป๋ง!” จะไปโทษพวกเขาก็ไม่ได้เพราะชุดทำงานของคนสมัยโบราณมันก็ต้องทรงนี้ จะได้ทะมัดทะแมง แต่ใครลองมาเป็นอย่างฉันมั่งสิ อยู่ตรงหน้าเลย ประสาทแข็งก็ให้มันรู้ไป! พูดยังไม่ทันจบประโยค อีเล็กก็แหกปากให้ทั้งกองได้ยิน
“เฮ้ย ... พวกเมิง 2 คนอ่ะ ใส่กางเกงสั้นจนจะเห็นไข่แล้ว เจ๊เขาเสียสมาธิมึงรู้รึเปล่า?” คนฮากันอีกครั้งทั้งกอง แต่ฉันอายจนหูแดง อือ ... กรูจะจำไว้ว่า “เล็กรู้ ... โลกรู้!”
 
          มาถึงบทที่ยากที่สุดของฉัน คือ ดราม่าบีบน้ำตา ... ตอนเป็นนักร้อง ฟังเพลงเศร้าแล้วร้องไห้นี่มันไม่ยาก ใครๆ เขาก็เป็นกัน แต่ไม่มีเสียงเพลงอะไรช่วยเลย ต้องตีความตามบทในหัวของตัวเองแล้วร้องไห้นี่ยากสุดๆ พอได้ยินเสียง “แอ็กชั่น” พูดตามบทไป ทำอารมณ์ตามไป ถึงตอนต้องร้องไห้ ฉันแอบคิดในใจว่า “เอิ่ม ... มึงจะร้องออกเมื่อไหร่ไม่รู้ แต่คนทั้งกองเขารอมึงอยู่คนเดียวแหละ!” แล้วในห้องนั้นเต็มไปด้วยไฟที่เขาจัดแสงไว้ คนอีกเป็นสิบที่จ้องรอเราอยู่ คุณคะเปลี่ยนไปเล่นหนัง AV จะทันมั้ยคะ? ไม่แน่ใจอารมณ์ตัวเองระหว่าง “ร้อง” กับ “ร้อน” ซ้อมแล้วซ้อมอีกมันก็ไม่ร้อง พออาหมีสั่ง “แอ็กชั่น!” อาโปเข้าฉากกับฉัน อารมณ์แม่ลูกมากมาย บทมันช่างโดนใจ ฉันนึกถึงตัวเองสมัยร้องเพลงตามค็อกเทลเลาจน์ไปไหนใครๆ เขาก็ไม่ให้เกียรติ แค่นั้นแหละพร่างพรูค่าคุณตำรวจ กล้องก็จับอยู่อย่างนั้น นึกในใจอีกว่า “เมื่อไหร่จะสั่งคัทคะอาหมี น้ำมูกจะไหลรดหัวอาโปแล้ว!” ฉันต้องสูดน้ำมูกไปหลายครั้งกว่าจะได้ยินคำว่า “คัท” ช่างหน้า-ผม ส่งกระดาษทิชชูให้ซับน้ำตา ไม่รู้อะไรออกมากกว่ากันระหว่างน้ำตากับเหงื่อ!
 
          ฉันสนุกกับการทำงานท่ามกลางผู้คนที่เต็มไปด้วยไฟ มันช่วยอุ่น ช่วยเผา ช่วยสุมไฟที่มีอยู่ในตัวฉันให้ปะทุและระอุขึ้นมา ทุกครั้งที่มากองฯ ชาติพยัคฆ์ มีอาหมี (ผู้กำกับ) คอยช่วยตีความในสิ่งที่ฉันเป็นเพื่อให้ฉันแสดงออกมาได้สมบทบาท และเป็นที่พอใจของผู้จัด (พี่นก ฉัตรชัย) ... ฉันกลับมาล้มตัวลงนอนอย่างเหนื่อยล้า แต่ใจยังเต็มไปด้วยความกระตืนรือร้นที่จะค้นหาตัวตนในวันต่อไป ... ชีวิตมันช่างมีความหมายถ้าเราหมั่นตีความในทุกการกระทำ
 
          โปรดติดตามตอนต่อไป
 
.......................................
(หมายเหตุ  'คนในกองฯ'(3) : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)