
เล่นหูเล่นตา:คนในกองฯ(2)
13 ก.ค. 2558
คนในกองฯ (2) : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม
“โลกคือละคร แบ่งเป็นตอนๆ ตัวละครคือคนทุกคน บทในละครอาจจะซับซ้อนยุ่งยาก ฉากแห่งความงดงาม ฉากแห่งความเสียใจ ต่างมีไว้ให้เราฝึกฝน ... ไม่เว้นทั้งเลวและดี ทั้งมั่งมีหรือยากจน สิ่งเดียวที่เราทุกคนแน่ใจ คือฉากสุดท้ายต้องตายทุกตัวละคร เป็นฉากที่สอนให้คนค้นพบตัวเอง ” ละครฉากสุดท้าย (คำร้อง : เรวัติ พุทธินันท์)
ฉันชอบเพลงนี้ มันแฝงไว้ด้วยปรัชญาชีวิต ให้แง่คิดที่ลึกซึ้ง แต่งโดยปรมาจารย์ที่เข้าใจทั้งชีวิตและศิลปะ อย่างพี่เต๋อ เรวัติ พุทธินันท์ ผู้ล่วงลับ ... หลายครั้งที่เพลงได้ชี้ทางออกและไขข้อข้องใจให้คนที่ยังไม่เข้าใจโลกนี้ดีพอ ทำให้เราไม่ต้องไปควานหาคำตอบว่าทำไมชีวิตมันถึงได้โหดร้ายนัก และทำไมความสุขมันจึงสั้นนัก เพราะมันคือสิ่งที่คนทุกคนต้องพบเจอ ต้องฝึกฝน เรียนรู้ เข้าใจ และยอมรับมันในที่สุด ... แม้ว่าในชีวิตเราจะไม่มีโอกาสเป็น “ตัวเอก” ไม่ได้เชิดหน้าชูตาเป็นที่จับจ้องหรือเป็นตัวอย่างที่ใครๆ อยากเป็น แต่ชีวิตทุกชีวิตต่างก็ต้องสวมบทบาทที่มีที่เป็นให้ดีที่สุดจนกว่าจะถึงฉากสุดท้าย ... ถ้าชีวิตจะต่างจากละครก็ตรงที่ไม่มีผู้กำกับมาสั่ง “คัท” ในยามที่เราทุกข์ระทมจนแทบทนไม่ไหว เราต้องเล่นต่อไปจนสุดหนทางของมันเอง และต้องผ่านมันไปให้ได้ด้วยตัวเอง ... มันคงจะดีนะถ้าในชีวิตจริงเรามี “ผู้กำกับ” คอยบอกว่าจะเกิดอะไรขึ้น จะเป็นอย่างไรต่อไป และจะจบลงเช่นไร ... บางทีโลกแห่งละครใบนี้อาจจะสวยงามหรือง่ายดายกว่าที่เป็น!
“แอนด์ ... แอ็กชั่น” เสียงผู้กำกับสั่งผ่านวิทยุสื่อสารที่ติดอยู่กับตัว ฉันเดินถือถาดอาหารออกมาวางบนโต๊ะ หันไปคุยกับนักแสดงที่เล่นเป็นน้องในเรื่องตามบทที่ซ้อมไว้ 2 - 3 รอบก่อนแสดงจริง เล่นไปจนจบบทสนทนาที่มีความยาวเท่าเนื้อเพลงสั้นๆ หนึ่งเพลง จนได้ยินเสียงผู้กำกับสั่ง “คัท”
... เอิ่ม คุณผู้อ่านคะ การแสดงนี่มันยากกว่าร้องเพลงเยอะเลยนะคะ ตอนร้องเพลงถ้าเป็นเพลงเดี่ยว เราก็ร้องของเราคนเดียว ระหว่างร้องอยากเดินไปร้องไป หรืออยากจะหยุดเดินตรงไหนก็เรื่องของเมิง! ไม่มีใครมาบอกว่าต้องเดินไปตรงนั้น หยุดแล้วหันหน้ามาทางนี้ ร้องต่อกับตัวเอง หรือจะมองคนดูที่ท่อนไหน เวลาร้องก็มีเครื่องดนตรี 4 ชิ้นคอยช่วยประคับประคองพาอารมณ์ไปไหนต่อไหน จะเศร้าหรือสนุกก็มีตัวช่วย เหมือนตัวละครผู้ร้ายที่เดินไปไหนแล้วมีลูกสมุน 4 คนเดินตาม คอยเสี้ยมคอยยุคอยยกหางแบบนั้น
แต่นี่ทั้งน้ำเสียง จังหวะในการเดิน การหยุด การเงยหน้า ก้มหน้า ที่สำคัญสายตาและสีหน้า ไหนจะบทอีก ต้องเป๊ะอย่างเป็นธรรมชาติ ... เอ่อ ... กลับบ้านทันมั้ยคะตอนนี้? แอบนึกในใจว่า “กรูไม่น่าปากเบารับปากพี่นก ฉัตรชัย เล้ย” ที่กังวลก็คือกลัวว่าทุกคนในกองจะต้องมาเสียเวลากับฉัน คนที่ไม่มีประสบการณ์การแสดงอย่างจริงจัง เคยเป็นแค่แขกรับเชิญตอนสองตอนของ “พี่หน่อง อรุโณชา” ในละคร “เทวดาสาธุ” ซึ่งนั่นก็นานมาแล้ว ที่รับปากพี่นกไปก็เพราะอยากจะมาเอาวิชาจากทุกคนในกอง ตั้งแต่ผู้กำกับยันคนจัดไฟ ไอ้จะเอาเงินไปให้กองละครขอไปเรียนรู้ก็กลัวจะเกะกะคนอื่นเขา นี่ถือว่าบุญหล่นใส่หัวอย่างจังที่มีโอกาสได้เล่นละครย้อนยุคที่ฉันชอบ แม้ว่าจะมีเพื่อนสนิทเป็นนักแสดงอย่าง “ท็อป ดารณีนุช” และ “พี่ก้อง ปิยะ” แต่คนเหล่านี้เวลาอยู่ด้วยกันกับเพื่อนก็บ้าบอ ดราม่าเกินจริง มันไม่เคยคายตะขาบถ่ายทอดวิชาไหมฟ้าให้สักกระบวนท่า มันอิจฉาที่ฉันสวยกว่างี้!
... พอได้ยินคำว่า “คัท” ครั้งแรก ฉันนึกในใจว่า “ซวยแล้วกรู ซีนนี้ขอเทกมีเห็น!” อาหมี (โชติรัตน์ รักเริ่มวงษ์) เดินมาอธิบายความรู้สึกของตัวละครที่ฉันสวมบทบาท แกแสดงให้ฉันดูทั้งน้ำเสียงและสีหน้า เป็นการทบทวนทั้งท่าทางและบท โดยมี “กบ” ผู้ช่วยผู้กำกับคอยบอกบทที่ฉันพูดผิด ... “แอนด์ แอ็กชั่น” ฉันว่าคืนนี้ฉันคงหลับและละเมอเป็นคำนี้ทั้งคืนแน่ๆ ได้ยินเป็นสิบๆ หนทั้งวันตั้งแต่เช้ายันดึก! ในที่สุดก็ผ่าน อย่าให้บอกเลยว่ากี่เทกกว่าจะผ่าน อ๊าย ... อายอะ! เสร็จปุ๊บเขาไล่ไปเปลี่ยนชุดปั๊บ ห้องแต่งตัวเป็นตึกแถวโบราณเล็กๆ ของคนจีนสมัยก่อน ประตูบานเฟี้ยมพังโหว่ไปหลายบาน ทีมงานใช้ผ้าดิบขึงกันแดดกันลม แล้วเปิดแอร์เคลื่อนที่ให้ ตอนเช้าไม่เท่าไหร่ แต่พอ
... เอิ่ม คุณผู้อ่านคะ การแสดงนี่มันยากกว่าร้องเพลงเยอะเลยนะคะ ตอนร้องเพลงถ้าเป็นเพลงเดี่ยว เราก็ร้องของเราคนเดียว ระหว่างร้องอยากเดินไปร้องไป หรืออยากจะหยุดเดินตรงไหนก็เรื่องของเมิง! ไม่มีใครมาบอกว่าต้องเดินไปตรงนั้น หยุดแล้วหันหน้ามาทางนี้ ร้องต่อกับตัวเอง หรือจะมองคนดูที่ท่อนไหน เวลาร้องก็มีเครื่องดนตรี 4 ชิ้นคอยช่วยประคับประคองพาอารมณ์ไปไหนต่อไหน จะเศร้าหรือสนุกก็มีตัวช่วย เหมือนตัวละครผู้ร้ายที่เดินไปไหนแล้วมีลูกสมุน 4 คนเดินตาม คอยเสี้ยมคอยยุคอยยกหางแบบนั้น
แต่นี่ทั้งน้ำเสียง จังหวะในการเดิน การหยุด การเงยหน้า ก้มหน้า ที่สำคัญสายตาและสีหน้า ไหนจะบทอีก ต้องเป๊ะอย่างเป็นธรรมชาติ ... เอ่อ ... กลับบ้านทันมั้ยคะตอนนี้? แอบนึกในใจว่า “กรูไม่น่าปากเบารับปากพี่นก ฉัตรชัย เล้ย” ที่กังวลก็คือกลัวว่าทุกคนในกองจะต้องมาเสียเวลากับฉัน คนที่ไม่มีประสบการณ์การแสดงอย่างจริงจัง เคยเป็นแค่แขกรับเชิญตอนสองตอนของ “พี่หน่อง อรุโณชา” ในละคร “เทวดาสาธุ” ซึ่งนั่นก็นานมาแล้ว ที่รับปากพี่นกไปก็เพราะอยากจะมาเอาวิชาจากทุกคนในกอง ตั้งแต่ผู้กำกับยันคนจัดไฟ ไอ้จะเอาเงินไปให้กองละครขอไปเรียนรู้ก็กลัวจะเกะกะคนอื่นเขา นี่ถือว่าบุญหล่นใส่หัวอย่างจังที่มีโอกาสได้เล่นละครย้อนยุคที่ฉันชอบ แม้ว่าจะมีเพื่อนสนิทเป็นนักแสดงอย่าง “ท็อป ดารณีนุช” และ “พี่ก้อง ปิยะ” แต่คนเหล่านี้เวลาอยู่ด้วยกันกับเพื่อนก็บ้าบอ ดราม่าเกินจริง มันไม่เคยคายตะขาบถ่ายทอดวิชาไหมฟ้าให้สักกระบวนท่า มันอิจฉาที่ฉันสวยกว่างี้!
... พอได้ยินคำว่า “คัท” ครั้งแรก ฉันนึกในใจว่า “ซวยแล้วกรู ซีนนี้ขอเทกมีเห็น!” อาหมี (โชติรัตน์ รักเริ่มวงษ์) เดินมาอธิบายความรู้สึกของตัวละครที่ฉันสวมบทบาท แกแสดงให้ฉันดูทั้งน้ำเสียงและสีหน้า เป็นการทบทวนทั้งท่าทางและบท โดยมี “กบ” ผู้ช่วยผู้กำกับคอยบอกบทที่ฉันพูดผิด ... “แอนด์ แอ็กชั่น” ฉันว่าคืนนี้ฉันคงหลับและละเมอเป็นคำนี้ทั้งคืนแน่ๆ ได้ยินเป็นสิบๆ หนทั้งวันตั้งแต่เช้ายันดึก! ในที่สุดก็ผ่าน อย่าให้บอกเลยว่ากี่เทกกว่าจะผ่าน อ๊าย ... อายอะ! เสร็จปุ๊บเขาไล่ไปเปลี่ยนชุดปั๊บ ห้องแต่งตัวเป็นตึกแถวโบราณเล็กๆ ของคนจีนสมัยก่อน ประตูบานเฟี้ยมพังโหว่ไปหลายบาน ทีมงานใช้ผ้าดิบขึงกันแดดกันลม แล้วเปิดแอร์เคลื่อนที่ให้ ตอนเช้าไม่เท่าไหร่ แต่พอ
กลางวันแดดเผาทะลุหลังคาสังกะสีลงมาเต็มๆ ทำให้ห้องนั้นกลายเป็น “เตาอบ” ขึ้นมาทันที ... สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในนี้นี่เอง! อ้อ! ลืมเล่าไปว่า ตอนที่ฉันถ่ายฉากแรกฉันต้องเข้าไปยืนหลบอยู่หลังบ้านที่สมมุติว่าเป็น “ องครัว” ความจริงมันก็คือห้องนอน มีเตียงนอนเก่าๆ วางอยู่ มีขวดแป้งฮอลลีวู้ดตั้งอยู่ เห็นแล้วน้ำตาจะไหล ยังมีขายอยู่ด้วย! แต่ที่ทำฉันฉี่จะไหลก็คือ มีรูปคนตายเรียงอยู่หลายรูปเป็นขาว-ดำ ห้องติดกันมีอาแปะอายุราว 70 - 80 นอนอยู่ ฉันตกใจสะดุ้งเฮือกคิดในใจว่า “ผีอีแปะเจ้าของบ้านมาเล่นกรูตั้งแต่เช้าเลย” ... พอดีข้างๆ ฉันมีทีมงานยืนบอกคิวพูดว่า “แกเป็นเจ้าของบ้านที่ให้เราเช่านี่แหละพี่” ค่อยยังชั่ว! นึกว่าเห็นอยู่คนเดียวก็ตัวใครตัวมันนะคะคุณตำรวจ! ฉันเดินเข้าเดินออกเติมหน้า เปลี่ยนเสื้อผ้าร่วม 8 ชุด แต่ละชุดก็เป็นผ้าหนาๆ ร้อนก็ร้อน เหงื่อรักแร้ไหลลงยังกับน้ำตก มองแอร์ที่เปิดเต็มสตีมแล้วขว้างค้อนใส่มันหลายที นี่แอร์หรือฮีทเตอร์ (เครื่องทำความร้อน) คะคุณ! พอฉากแรกผ่านไปได้ ฉากที่เหลือก็จะง่ายขึ้นใช่มั้ย? ผิด! ฉากต่อมามันจะยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะตัวละครมันเพิ่มมาในฉากอีก 4 คน รวมเป็น 6 คน ตอนซ้อมต่อบท อาหมีสอนทุกครั้งที่ซ้อม เราต้องซ้อมเหมือนถ่ายจริง (แนวเดียวกับโก้ มิสเตอร์แซกแมน นางสอนฉันว่าตอนซ้อมร้องเพลงหรือเล่นดนตรีต้องซ้อมให้เหมือนแสดงจริงทุกครั้ง) แต่ ... ดูคนที่เข้าฉากกับฉันก่อนสิคะคุณ “ฝันดี” “ฝันเด่น” “พี่ถั่วแระ” “พี่โหน่ง (วสันต์ อุตตมะโยธิน)” ตัวฮากันทั้งนั้น ตอนซ้อมต่อหน้าอาหมีก็ดูจริงจังดีหรอก แต่พออาหมีลุกไปเท่านั้น ต่างคนต่างแต่งบทพูดของตัวเอง แต่งให้ฉันด้วยเละเทะบ้าบอ ทะลึงตึงตัง แล้วพอเล่นจริงก็เละสิคะ! ... เช่นในบทพูดว่า “ลื้อมีบุญคุณกับอั๊ว 2 พี่น้อง จะให้อั๊วตอบแทนยังไง อั๊วยอมทำทุกอย่าง” แต่คุณเล็ก ฝันเด่น แต่งใหม่ว่า “อั๊วจะตอบแทนลื้อด้วยการพลีร่างกายของอั๊วให้ลื้อ” ฉันหัวเราะก๊าก แล้วด่ามันกลับไปว่า “เมิงกำลังพูดถึงอวัยวะที่กรูหวงแหนอยู่นะอีเล็ก!” ตอนถ่ายจริง อาโป (ณัฐวิญญ์ วัฒนกิติพัฒน์) ที่เล่นเป็นน้องชายฉัน ในบทมันต้องนอนนิ่งๆ ไม่รู้สึกตัว แต่พอมันได้ยินพวกเราคุยกันก็นอนหัวเราะจนตัวสั่น โชคดีที่กล้องจับอยู่เฉพาะหน้าของพวกเรา ไม่จับอาโป ไม่งั้นมีหวังโดนอีกหลายเทก ... ที่กองเขาทำงานกันไม่หยุด จะหยุดก็แค่ตอนกินข้าว เช้า-เที่ยง-เย็น (6 โมง) รีบกินรีบกลับมาทำงาน ตอนกินข้าวกลางวันพี่นกมานั่งร่วมโต๊ะอย่างเป็นกันเอง อีเล็กกับอีใหญ่ก็ไม่หยุดปล่อยมุก ฉันกับอาโปหัวเราะกันจนจะสำลักข้าว อีแฝดนรกคู่นี้มันบ้าพลังค่าคุณ มันคุยเฮฮาบ้าบอทำให้คนทั้งกองหัวเราะได้ทั้งวัน พวกเรามีชีวิตชีวาก็เพราะพวกมัน “กบ” ผู้ช่วยผู้กำกับบอกฉันว่า “เดี๋ยวพี่ดูตอน 3 ทุ่มไปแล้ว มันสองคนจะหงอยมาก แบตหมด!” ฉันรอจนถ่ายฉากสุดท้ายของวันตอน 3 ทุ่มครึ่ง มันก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะแบตอ่อน! เพราะบางฉากที่มันไม่ต้องเข้า ฉันเห็นมันปูเสื่อนอนที่พื้นข้างเต็นท์เปลี่ยนเสื้อผ้า นอนอยู่ข้าง “ตี่จู้เอี้ย” สีแดง (ศาลเจ้าที่ในบ้านของคนจีน) พวกมันสวมชุดจับกังจีน ดูเหมือนผีบ้านผีเรือนที่สุด! ทำให้ฉันนึกถึงหนังจีนเรื่อง “ผีกัดอย่ากัดตอบ” เดี๋ยวคราวหน้าจะเอา “ฮู้” (ยันต์จีน) ไปแปะหน้าผากพวกมันตอนหลับ แล้วถ่ายรูปเก็บไว้ ... ฉากสุดท้ายของวัน สถานที่คือห้องนอน แสงไฟสลัวๆ สวยมากเหมือนโรงฝิ่นโบราณที่ฉันเคยเห็นตอนเด็กๆ “แอนด์ แอ็กชั่น” ฉันเริ่มพูดขณะที่เสียงหมาที่ไหนไม่รู้เริ่มเห่า มันทำให้ฉันเสียสมาธิและเสียจังหวะก็เลยพูดตะกุกตะกัก แต่ก็กลั้นใจพูดต่อไปอีก 2 - 3 ประโยค หมามันก็ยังเห่าอยู่ แต่ผู้กำกับไม่สั่ง “คัท” ฉันเลยพูดว่า “หมาเห่าอะค่ะ” อีเล็กหรืออีใหญ่ไม่รู้ พูดสวนขึ้นมาทันควันว่า “จำบทไม่ได้ก็รับมาตรงๆ ยังจะไปโทษหมาอีก” ทุกคนหัวเราะ “กรูไม่ได้ลืมบท แต่หมามันเห่าจริงๆ นะเมิง” ฉันเถียง ... สุดท้ายผู้กำกับก็สั่ง “คัท” พร้อมเลิกกอง
เมื่อผู้กำกับสั่ง “คัท” เรื่องมันก็จบลงอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง ไม่ต้องแถลงข่าว! ถ้าชีวิตจริงมีผู้กำกับเป็นตัวช่วย เรื่องหลายเรื่องคงจบสวยๆ แต่เมื่อมันไม่มีเราเองนั่นแหละที่ต้องสั่งตัวเอง ... “แคปเช่อร์” เอ๊ย “คัท” ค่ะ
โปรดติดตามตอนต่อไป
.........................................
(หมายเหตุ คนในกองฯ (2) : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)



