
หนังโรงเล็ก:'ทำหนังในสิ่งที่คุณไม่รู้'
09 ก.ค. 2558
'ทำหนังในสิ่งที่คุณไม่รู้' : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร
มีหลายตำราในรอบหลายปีที่ผ่านมา สอนเกี่ยวกับการทำหนัง สารพัดแนวทาง แต่หนึ่งในเคล็ดลับที่ เรย์ คาร์นีย์ ศาสตราจารย์หนังของบอสตัน บอกไว้ก็คือ ควรทำหนังในสิ่งที่เราไม่รู้ เขาบอกว่า.. คงจะไม่มีความหมายหากคุณเขียน แคสต์ กำกับ และตัดต่อในสิ่งที่คุณรู้ผลลัพธ์ที่จะออกมาอยู่แล้ว หรือรู้สึกอย่างไรต่อตัวละครและเหตุการณ์ต่างๆ และทั้งหมดหมายความอย่างไร
ถ้าคุณสามารถทำสตอรี่บอร์ดของตนเอง ประหยัดเวลาของคุณ (และของนักแสดงและทีมงาน) ด้วยการข้ามขั้นตอนการถ่ายทำไปเลย แล้วก็ตีพิมพ์สตอรี่บอร์ดออกมา เพราะไม่มีความจำเป็นต้องทำหนัง หากคุณไม่เรียนรู้อะไรเลยก็ไม่มีใครได้เรียนรู้เช่นกัน หากคุณไม่เปลี่ยนแปลงความคิดที่มีต่อตัวละคร และเหตุการณ์ในขณะที่กำลังเคลื่อนไปข้างหน้า ผู้ชมก็จะไม่มีวันรู้เช่นกัน หากจิตใจของคุณไม่ได้ทวิสต์อย่างขนมเพรทเซล จิตใจของผู้ชมก็เช่นกัน หากหัวใจของคุณไม่ได้รับรู้ถึงสถานการณ์ที่ตัวละครกำลังเผชิญ คุณก็จะไม่สามารถสร้างความซับซ้อนให้สถานการณ์ได้เพียงพอ หนังของคุณควรจะช่วยให้ผู้ชมได้เห็นสิ่งต่างๆ ในชีวิตที่พวกเขาไม่เคยตระหนักมาก่อนจนกระทั่งได้มาพบ แน่นอนว่าการเรียนรู้อะไรบางอย่าง การถูกผลักดันให้ออกจากร่องรอยทั้งทางสมองและอารมณ์ ความรู้สึกไม่เคยเกิดขึ้นในหนังฮอลลีวู้ด หนังอย่าง Pulp Fiction, L.A.Confidential และ Wild Things เป็นตัวอย่างของงานศิลปะที่ดึงผู้ชมออกมาโดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ชมตกลงไปในช่องของอารมณ์ที่ได้มีการตั้งโปรแกรมไปก่อนหน้านี้ ศิลปะกลายเป็นเกมของอารมณ์ความรู้สึก
สิ่งที่จะตัดสินได้ไม่เพียงแค่ใครได้อะไรที่มีคุณค่าจากประสบการณ์ทั้งหมดหรือไม่เท่านั้นแต่ยังหมายรวมถึงจุดที่จะทำให้สิ่งไร้สาระคืบหน้าไป ทั้งผู้กำกับฯ และผู้สร้างได้ตัดสินใจไว้ก่อนที่จะทำหนังแล้วว่าพวกเขาจะทำหนังในประเด็นใดก่อนที่จะเริ่มการถ่ายทำ พวกเขาเลือกตัวแสดง ถ่ายทำ และตัดต่อเพื่อที่จะมั่นใจว่าได้ทำอย่างที่ได้วางไว้ ผู้ชมก็ชมและได้รับเอาประเด็นนั้นไป จากนั้นก็ถึงคราวของนักวิจารณ์ที่จะให้คะแนนว่าพวกเขาทำได้ดีเพียงใด คำวิจารณ์พวกนี้ทำให้ผมนึกถึงบทสนทนาของตลกที่ว่า : ตัวตลกเรียกหมายเลข 43 ทุกคนก็หัวเราะ อีกคนลุกขึ้น เรียกหมายเลข 12 ทุกคนหัวเราะดังกล่าวเดิม คนที่สามเรียกหมายเลข 37 ทีนี้ไม่มีใครหัวเราะ คำอธิบายก็คือ บางคนไม่รู้วิธีการเล่าเรื่องตลก ประสบการณ์ต่างๆ ในหนังพวกนี้เป็นประสบการณ์สำเร็จรูปบรรจุกระป๋องที่ไม่มีใครที่เกี่ยวข้องกับหนัง นับตั้งแต่คนเขียนบท ผู้กำกับ ยันนักแสดงและคนตัดต่อ ที่มักจะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ไม่มีใครเปลี่ยนแปลงความคิด ไม่มีใครถูกบังคับให้ออกจากรูปแบบของความเข้าใจเก่าๆ ของเขาและเธอ ที่พวกเขาทำ ก็คือ ปฏิบัติการรีไซเคิลอารมณ์ที่หลากหลาย ใส่คลิเช่เข้าไป ดึงคลิเช่ออกมา สิ่งเดียวที่ผู้กำกับหรือผู้ชมมาพบกันโดยบังเอิญ ก็คือ สิ่งที่เขาซ่อนไว้ได้อย่างชาญฉลาดภายใต้ความคิดของเขา
นี่ไม่ใช่ศิลปะ และไม่ใช่แม้กระทั่งบทสนทนาที่ดี การแสดงที่มีค่าของการแสดงออกก็คือการแสดงถึงการค้นพบ (แม้กระทั่งสิ่งเล็กๆ อย่างการเขียนบทความชิ้นนี้ ผมจะเสียเวลาเขียนไปทำไมหากผมรู้ล่วงหน้าก่อนแล้วว่าข้อวิพากษ์ของผมจะนำผมไปที่ไหน) ทำหนังที่เกี่ยวกับบางส่วนในชีวิตที่คุณยังไม่เข้าใจเพื่อที่จะพยายามเข้าใจมัน ทำหนังในแง่มุมที่คุณกำลังรับมือกับคนอื่นที่คุณยังไม่รู้ว่าอะไรผิด (หรือมีอะไรผิดพลาดหรือเปล่า)
ใช้หนังเป็นตัวนำทางเขาไปสู่ป่ารกชัฏของอารมณ์ที่เราอยู่ ความคิดความมีสติไม่สามารถมาก่อนการไม่มีสติได้ หนังทุกเรื่องของทาร์คอฟสกีและคาสซาเว็ตต์คือความพยายามที่จะเข้าใจส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่พวกเขาไม่เคยเข้าใจมาก่อนจนกระทั่งลงมือทำหนัง พร้อมๆ กับภาษาที่เป็นคำพูด ศิลปะคือสิ่งสร้างสรรค์หนึ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของจักรวาล เพื่อที่จะค้นหาความหมายของชีวิต ยุคสมัยและวัฒนธรรม ผลที่ติดตามมา ความกล้าที่จะล้มเหลว หากคุณทำหน้าที่เป็นนักสำรวจที่แท้จริง คุณจะไม่มีทางรู้ล่วงหน้าเลยว่าคุณจะได้อะไร หรือสิ่งที่จะได้มีคุณค่าหรือไม่ แน่นอนว่าเป็นการปลอดภัยกว่าที่จะปรุงอาหารไปตามตำราและเป็นเรื่องอันตรายที่จะไม่ใส่ใจตำราเลย แต่นั่นก็เป็นหนทางเดียวที่คุณจะได้ทำในสิ่งใหม่ๆ
.......................................
(หมายเหตุ 'ทำหนังในสิ่งที่คุณไม่รู้' : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร)



