บันเทิง

เอกเขนกดูหนัง:'Danny Collins'

เอกเขนกดูหนัง:'Danny Collins'

09 ก.ค. 2558

'Danny Collins' : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม

 
 
          นานทีจะเห็นหนังโลกสวย ฟีลกู๊ด หรือมีทัศนคติต่อชีวิตในแง่ดีโดยไม่ต้องเสแสร้งแกล้งอวด ฝันถึงสังคมและผู้คนอันงดงามในโลกจินตนาการ เดินหนีออกห่างจากดินแดนยูโทเปียดูบ้าง แล้วมองด้วยสายตาแห่งความเป็นจริงเรียนรู้และยอมรับกับความโสมมแห่งปัจจุบันขณะดูบ้าง หนังอย่าง Danny Collins น่าจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจครับ
 
          จริงๆ แล้วพล็อตแบบซุปตาร์อยากกลับตัวกลับใจ ออกเดินทางไปเยียวยาปมในใจเมื่อครั้งอดีต ดูจะเป็นเรื่องเก่ามีคนทำซ้ำไปมาเยอะแยะ หรือการพยายามออกจากวงจรธุรกิจที่ล้วนแต่ฉ้อฉล เอารัดเอาเปรียบกันท่ามกลางวงจรทุนนิยม พล็อตแบบนี้ก็มีไม่น้อยไปกว่ากันสักเท่าไหร่ เกือบทุกเรื่องหาทางออกด้วยดีเสมอ มีบางเรื่องแค่ฉายภาพให้เห็นในฐานะประสบการณ์ชีวิตที่ตัวละครพบเจอหาได้สรุปบทเรียนให้คติสอนใจใดใดไม่ ก็พอมีอยู่บ้างอย่างหนังของคาเมรอน โคร์ว เรื่อง Almost Famous เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว กระทั่งล่าสุดเจ้าของรางวัลออสการ์นักแสดงสมทบชายและตัดต่อยอดเยี่ยม เช่น Whiplash เป็นต้น
 
          ทว่าหนังอย่าง Danny Collins อาจจะไม่ได้หม่นมัวหรือมองโลกในแง่ร้ายขนาดสองเรื่องที่ว่านั้น หากแต่ตัวละครในหนังรู้จักมองโลกอย่างเข้าใจและเรียนรู้ที่จะอยู่รอดพร้อมกับบำบัดเยียวยาแผลใจไปพร้อมกันได้ (แต่ก็ซวนซัดโซเซเป๋ไปมา จนชีวิตเกือบพัง) หนังดัดแปลงมาจากเรื่องจริง เมื่อไม่กี่ปีก่อนจากเหตุการณ์ที่ศิลปินดังรู้ว่านักร้องระดับตำนานอย่าง จอห์น เลนนอน เคยเขียนจดหมายมาหาเขา แต่กว่าจะได้รับจดหมายฉบับนั้นเวลาก็ล่วงเลยมาเกือบสี่สิบปีเข้าไปแล้ว (แถมเจ้าของจดหมายยังตายไปแล้วด้วย) ทว่าจดหมายฉบับนั้นกลับกระตุ้นเร้า ปลุกแรงบันดาลใจบางอย่างให้เดินทางกลับไปตามหาจิตวิญญาณในวัยหนุ่ม พร้อมๆ กับเยียวยาแผลใจในครอบครัวที่เขาเคยทิ้งร้างห่างๆ ไปนานหลายปี
 
          พล็อตแบบนี้ เอื้อเหลือเกินสำหรับการจงใจใส่ฉากดราม่าน้ำตาเล็ดท่วมจอ หรือบีบคั้นอารมณ์คนดูพร้อมตบท้ายด้วยบทเรียนสอนใจให้ข้อคิดชีวิตมีความสุขงดงามตามฝัน แต่ทว่า Danny Collins ไม่ได้ Clich? ขนาดนั้น ขณะเดียวกันก็ไม่ได้มืดมนหดหู่หรือตั้งคำถามปลายเปิดปล่อยให้คนดูครุ่นคิดหาบทสรุปกันเอาเอง เพราะหนังเดินทางสายกลางระหว่างการเอาใจคนดูมีบทสรุปสวยหรู แต่ก็ไม่วายหักมุมพาตัวละครจ่อมจมกับความชั่วร้ายเมามัวให้คนดูจงเกลียดจงชังหลังเป่าปากเอาใจช่วยมาตั้งแต่แรก (ฉากที่แดนนี่กลับมาเปิดการแสดงอีกครั้งในบาร์เล็กๆ แห่งหนึ่ง โดยตัดสินใจที่จะร้องเพลงฮิตเดิมๆ แทนที่จะเล่นเพลงที่แต่งขึ้นมาใหม่ถือเป็นฉากแกล้งคนดูอย่างรุนแรงและทำให้หัวใจร้าวรานยิ่งขึ้นอีกในฉากต่อๆ มา)
 
          อัล ปาชิโน ฝากการแสดงขั้นเทพอีกครั้งในหนัง แม้จะดูเหมือนว่าอารมณ์ของตัวละครที่เขารับบทจะดูผ่อนคลายมากกว่าในหลายเรื่องที่ผ่านมา รวมทั้งการได้ยินเขาฝากเสียงร้องในฐานะนักร้องซูเปอร์สตาร์ที่เมามายอยู่กับชื่อเสียงเงินทอง ผู้หญิงและเหล้ายา จนความเสเพลย้อนกลับมาทำร้ายจิตใจ รวมถึงจดหมายจากจอห์น เลนนอน ที่ทำให้ได้คิดและผลักเขาให้ออกเดินทางไกลในที่สุด
 
          Danny Collins เป็นหนังดูง่าย สบายๆ แม้ว่าทางของพล็อตจะเปิดช่องให้ขยี้อารมณ์ดราม่าได้แบบสุดขั้ว การเป็นหนังที่เล่าถึงชีวิตศิลปินที่ได้แรงบันดาลใจจากศิลปินรุ่นพี่ เพลงประกอบจึงถูกใส่เข้ามาทั้งเพื่อเสริมอารมณ์ เป็นส่วนหนึ่งในการเล่าเรื่อง และเป็นพาหะในการสื่อสารใจความสำคัญของตัวละครได้อย่างไม่เคอะเขิน ไม่ว่าจะเป็นเพลงที่แต่งขึ้นมาใหม่โดยไรอัน อดัมส์ศิลปินหนุ่มฝีมือดี (อันที่จริงร็อกเกอร์หนุ่มใหญ่วัย 40 ปีคนนี้แต่งเพลงในหนังเด่นๆ มากมายหลายเรื่อง อาทิ 29 Palms, Sweet Home Alabama, Elizabethtown จนถึงหนังฮิตอย่าง Bridesmaids และ The Secret Life of Walter Mitty รวมถึงทีวีซีรีย์ดังๆ อีกเยอะแยะ ทั้ง Smallville, ER, The West Wing, Six Feet Under ฯ อีกทั้งหลายๆ เพลงของจอห์น เลนนอน ก็ถูกนำมาใส่มาใส่ในหนังได้อย่างเหมาะเจาะพอดิบดี ไม่ว่าจะเป็นเพลง Love, Beautiful Boy, Working Glass Hero, #9 Dream, Nobody Told Me ไปจนถึงเพลงฮิตระดับตำนานอย่าง Imagine
 
          ตัวหนังนั้นได้แรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์ที่ศิลปินโฟล์คชาวอังกฤษ สตีฟ ทิลส์ตัน ได้รับจดหมายจากจอห์น เลนนอน ที่เขียนและลงชื่อด้วยลายมือตัวเองพร้อมกับโยโกะ โอโนะ ภรรยา ที่กว่าจะมาถึงมือก็ล่วงไป 34 ปี โดยนักสะสมชาวอเมริกันคนหนึ่งที่เขียนจดหมายถึงเขาให้ช่วยยืนยันว่าเขาเป็นศิลปินที่เลนนอน เขียนถึงจริงๆ
 
          น่าเสียดายที่ตัวละครสมทบซึ่งมีบทบาทสำคัญในเรื่องอย่างผู้จัดการโรงแรมเดิมทีมีการวางตัว จูลี่แอนน์มัวร์ เอาไว้ รวมถึงบทลูกชายโดย เจเรมี เรนเนอร์ แต่ด้วยจากปัญหาทางการเงินจึงต้องเปลี่ยนตัวเป็นแอนเน็ต แบนนิ่ง และบ็อบบี้ คันนาวาล แทน ไม่เช่นนั้นล่ะก็ Danny Collins จะมีสีสันและเข้มข้นกว่านี้อีกเยอะทีเดียว
 
.......................................
(หมายเหตุ  'Danny Collins' : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม )