
ขบคิดขีดเขียน:'มันเป็นเรื่องราวดีดี'
07 ก.ค. 2558
'มันเป็นเรื่องราวดีดี' : คอลัมน์ ขบคิดขีดเขียน โดย... หญิงยศ
เคยมีความรู้สึกไหมคะว่า ทำไมเรื่องดีๆ ถึงชอบเกิดขึ้นกับคนอื่น… แต่ไม่ค่อยจะเกิดขึ้นกับเราบ้างเลย
เช้าวันนี้หญิงยศออกไปทานอาหารเช้ากับคุณสามีที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งค่ะ ในขณะที่กำลังนั่งทานอาหารเช้ากันอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงเคาะแก้วแก๊งๆๆๆ ตามด้วยเสียงผู้ชายคนหนึ่งพูดอยู่ไกลๆ ตอนแรกก็ไม่ทันได้สนใจ แต่คุณผู้ชายแกก็พูดเรื่อยๆ เราก็เลยหันไปดู เห็นเป็นผู้ชายญี่ปุ่นคนหนึ่งลุกขึ้นยืนกลางร้าน ข้างๆ เป็นผู้หญิงสาวที่ตอนนี้ยืนปิดปาก น้ำตาปริ่มอยู่ ผู้ชายคนนี้พูดภาษาอังกฤษสำเนียงญี่ปุ่น จับใจความได้ว่า “ผมกำลังจะขอแฟนของผมแต่งงานตอนนี้” ทุกคนในร้านปรบมือ หญิงยศตื้นตันกะทันหัน พูดเสร็จผู้ชายคนนี้ก็นั่งลง แล้วพูดกับแฟนสาวของเขาเป็นภาษาญี่ปุ่น เห็นได้เลยว่าน้องผู้หญิงปลาบปลื้มชื่นใจน้ำตาไหลเป็นทาง พูดตอบตะกุกตะกัก ยิ่งตอนที่ผู้ชายหยิบแหวนขึ้นมานั้น น้ำตาของน้องผู้หญิงไหลพราก พอสวมแหวนเสร็จ สองคนก็กอดกัน ท่ามกลางเสียงปรบมือเกรียวกราวจากทุกคนในร้าน หญิงยศกำลังซึ้งๆ ก็หันมาเจอสายตาสามีที่รู้ทันประมาณว่า “จะร้องไห้สินะ ซึ้งมากสินะ ร้องเท่าตอนที่ตัวเองโดนขอแต่งงานเลยนะ!” แต่สุดท้ายเช้าวันนี้ก็กลายเป็นเช้าที่อบอวลไปด้วยความสุขใหญ่ๆ ที่เกิดจากเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ นี้เอง
หญิงยศได้แอบถ่ายรูปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกับโพสต์ลงในอินสตาแกรมและเฟซบุ๊ก ปรากฏมีคนมากดไลค์และคอมเม้นท์กันหนาแน่นกว่าปกติ หลายคนบอกว่าแอบน้ำตาซึม ทำให้หญิงยศรู้ว่า คนเราสมัยนี้โหยหาเรื่องราวดีๆ กันนะคะ เพราะมองไปทางไหน ส่วนใหญ่เราจะพบเจอแต่คอมเม้นท์ดุดัน เหมือนโกรธกันมาแต่ชาติปางก่อน!!
แต่มีหลายคนเข้ามาคอมเม้นท์ด้วยการแท็กไปหาเพื่อนเพื่อให้มาดูรูปนี้ เพื่อจะบอกว่า “นี่ไง ดูสิ มีเรื่องดีดีตั้งเยอะแยะ” หรือบางคอมเม้นท์จะเข้ามาตัดพ้อเล็กๆ ว่า “ทำไมเรื่องดีดีแบบนี้ไม่เกิดขึ้นกับเราบ้าง...”
อ่านแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า การที่มีเรื่องดีดีเกิดขึ้นกับผู้อื่น แล้วเราได้เป็นผู้เห็นเหตุการณ์ เราไม่นับว่านี่เป็นเรื่องดีดีของเราหรอกหรือ? เราจำเพาะเจาะจงว่าเรื่องดีดี “ต้อง” เกิดขึ้นกับตัวเราเองโดยตรงเท่านั้นหรือ ถึงจะนับว่าเป็นเรื่องดีดี?
คิดแล้วก็แอบมองสำรวจไปรอบๆ ตัวเรา คนเราสมัยนี้จะให้พานพบเจอกับเรื่องราวอะไรก็ตามนั้น ช่างดูจะเป็นเรื่องแสนยาก เหตุก็คือมันกลายเป็นสังคมก้มหน้าไปเสียแล้ว เราไม่ค่อยได้เงยหน้าขึ้นมาเพื่อมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวเรากันสักเท่าไหร่นัก ส่วนใหญ่ก็จมอยู่กับจอมือถือ ซึ่งต้องยอมรับนะคะว่า ส่วนใหญ่หรือหญิงยศกล้าการันตีว่ามากกว่าครึ่งของสิ่งที่เราได้เห็นหรืออ่านจากโซเชียลเน็ตเวิร์กนั้น เป็นเรื่องที่ชวนให้จิตตกเบาๆ ไม่ว่าจะเป็นคลิปโหด คนนั้นตบกับคนนี้ คนนี้ซ้อมคนนั้น หรือแม้แต่กระทู้ต่างๆ การคอมเม้นท์ในสื่อทั้งหลาย มันกลายเป็นการทำเป็นความสะใจส่วนตัวของบุคคลที่ไม่มีตัวตน หลายครั้งที่อ่านคอมเม้นท์แล้วได้แต่นึกสงสัยว่า อะไรทำให้จิตใจของคนๆ หนึ่งชอบเสพความเจ็บปวดของคนอื่นได้มากขนาดนี้
และในขณะที่เรากำลังจิตค่อยๆ ตกไปกับความคิดเห็นเชิงลบทั้งหลายนั้น มันอาจกำลังมีเรื่องดีดีเกิดขึ้นข้างๆ เรา “ในโลกของความเป็นจริง” อยู่ก็ได้ แต่เราก็คงจะพลาดการได้เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวดีดีนั้นไปโดยที่ไม่ได้รู้เลยว่า มันเคยเกิดขึ้นอยู่ข้างๆ เรานี่เอง...
หลายครั้งที่หญิงยศเองก็ปล่อยตัวเองไหลไปกับโลกโซเชียล กับเรื่องราวเครียดๆ ความโกรธแค้นที่ไม่มีที่มาที่ไป จนพอรู้สึกตัวอีกทีก็กลับรู้สึกถึงจิตใจที่หน่วงๆ หลายครั้งเช่นกันที่มีปัญหาแล้วแทนที่จะพูดกับคนใกล้ชิด แต่เรากลับเลือกที่จะโพสต์เป็นสเตตัส แล้วก็จิตตกหนักเข้าไปอีกจากความเห็นของคนที่ไม่ได้แคร์เราสักนิด สุดท้ายก็มานั่งเซ็งชีวิตว่าทำไมในชีวิตฉันนี้มีแต่เรื่องปลวกๆ
จริงๆ ต้องบอกว่าเรื่องราวต่างๆ นั้นมันเกิดขึ้นรอบๆ ตัวเสมอค่ะ อยู่ที่เราจะเงยหน้าขึ้นมามองมันไหม และสำคัญที่ว่าเราจะมองมันไปในทางใด หญิงยศอาจจะเลือกที่จะไม่มองหันหลังไปดูก็ได้ หรืออาจจะมองแล้วกลับนึกอิจฉาเขาสองคนก็ได้ หรืออาจจะคิดว่า “เรื่องของมรึง มรึงสุขกรูก็ไม่ได้สุขไปด้วย” ก็ได้ ถ้าหากเราคิดอย่างนั้น เหตุการณ์นี้ก็คงนับเป็นเหตุการณ์ดีดีไปไม่ได้
คนจะมีความสุขหรือไม่มีความสุขมันก็คงวัดกันที่ตรงนี้นั่นแหละค่ะ ว่าเรามองโลกใบนี้ผ่านแว่นตาอันไหน แว่นตาของความสุข แว่นตาของความอิจฉา แว่นตาของความเมตตา หรือแว่นตาของความทุกข์ แต่มีอยู่แว่นหนึ่งที่หญิงยศอยากให้คนใส่กันเยอะๆ นั่นก็คือ แว่นตาแห่งความชื่นชมยินดี แม้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นตรงหน้านั้นมันจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับเราเลยก็ตาม
หญิงยศลดโทรศัพท์มือถือลง เพื่อดื่มด่ำกับช่วงเวลาของความสุขที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า ทั้งๆ ที่มันเป็นเรื่องราวชีวิตของคนแปลกหน้าสองคน ที่ไม่ได้รู้จักกันมาก่อน เลย และหลังจากนี้ก็คงจะไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกันอีก แต่สิบนาทีของชีวิตหญิงยศในวันนี้ เป็นหนี้บุญคุณเขาสองคนนะคะ ที่ทำให้หญิงยศได้ยิ้มและมีความสุขไปกับเรื่องราวชีวิตของเขา ขอบคุณสามีที่พามาทานข้าวเช้าในวันนี้ ขอบคุณผู้ชายญี่ปุ่นคนนั้นที่ตัดสินใจแชร์เวลาดีดีของเขากับว่าที่เจ้าสาวของเขากับทุกคนในร้าน และสุดท้ายขอบคุณตัวเอง ที่ไม่หมกหมุ่นอยู่กับจอสี่เหลี่ยมเล็กๆ ตรงหน้า จนไม่เงยขึ้นมาพบเจอเรื่องราวดีดีที่โลกของชีวิตจริงกำลังมอบให้เรา
.......................................
(หมายเหตุ 'มันเป็นเรื่องราวดีดี' : คอลัมน์ ขบคิดขีดเขียน โดย... หญิงยศ)



