
Eat pLay life :'อ้วน'ขึ้นศาล
07 ก.ค. 2558
อ้วน ขึ้นศาล : คอลัมน์ Eat pLay life โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร
ในอดีต ราวๆ สัก 7-8 ปีที่ผ่านมานั้น เคยมีข่าวฟ้องร้องที่มีนัยทางวัฒนธรรมและทางสังคม นั่นคือ ครอบครัวของ เจซีย์ เจมส์ เคยฟ้องร้องต่อศาลโดยมี “แมคโดนัลด์” เป็นจำเลยด้วยข้อหาว่าด้วย การเป็นต้นเหตุที่ให้ลูกของเธออ้วนผิดปกติ ครอบครัวของอเมริกันชนรายนี้บอกว่า สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าลูกของเธอชอบกินฟาสต์ฟู้ดและในแต่ละสัปดาห์จะเข้าไป “แดกด่วน” ในแมคโดนัลด์อยู่บ่อยๆ คดีนี้ถือเป็นกรณีศึกษา (case study) ที่น่าสนใจในลัทธิบริโภคของสังคมยุคใหม่ แม้ว่าที่สุดแล้วศาลจะไม่รับฟ้องด้วยฝ่ายเสียหายไม่มีเหตุผลเพียงพอ ผมคิดว่าการที่ฟาสต์ฟู้ดแห่งหนึ่งจะถูกฟ้องว่าทำให้ลูกค้าของเขาอ้วนนั้น มีมิติด้านวัฒนธรรมมากกว่ากรณีที่ผู้เกี่ยวข้องของ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ได้ฟ้องนักเขียนของ ทันย่า กรอตเตอร์ ว่าได้ลอกเลียนแบบพ่อมดของเธอ (ด้วยการให้มีรอยบากบนหน้าผาก, มีเวทมนตร์และต้องต่อสู้กับฝ่ายอธรรม) เสียอีก
การฟ้องร้องฟาสต์ฟู้ดในข้างต้นนั้น เป็นผลพวงจากการให้ความสำคัญต่อ “ปัจเจกบุคคลเป็นใหญ่” ในสังคมอเมริกัน สังคมที่ป่าวประกาศว่าสิทธิของมนุษย์นั้นอยู่เหนือทุกอย่าง นั่นทำให้คดีในแต่ละปีที่เกี่ยวกับการฟ้องร้องนั้นมีมากมายมหาศาล เป็นความมากที่ไร้สาระและมีสาระ ผู้เสียหายอ้างว่าอาหารที่ลูกเธอกินนั้นไม่มีประโยชน์ และมีส่วนผสมทำให้อ้วนง่าย ผมไม่เคยชอบฟาสต์ฟู้ด แต่เรื่องนี้ผมคิดว่าผู้จำหน่ายสินค้าไม่มีความผิด ถ้าเราจะเข้าป่า ไม่ว่าจะไปตัดต้นไม้หรือท่องเที่ยว เราก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้างในป่า ในทำนองเดียวกัน, ถ้าสมมุติว่าฟาสต์ฟู้ดมีความผิด (ซึ่งมีสิทธิ์จะเกิดได้ในอนาคต เพราะสังคมยุคใหม่ นักธุรกิจก็ฉลาดพอที่จะแก้กฎหมายเป็นกันชนเอาไว้) ธุรกิจประเภทหนึ่งที่อาจจะต้องเดือดร้อนแน่นอนก็คือ “เกมโชว์ทางทีวี” ในตะวันตกนั้น รายการเกมโชว์ถือเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมบันเทิงที่เรียกว่า light entertainment อันดับต้นๆ ที่ครองใจคนดูมายาวนานไม่ต่ำกว่า 50 ปีเข้าไปแล้ว สาเหตุหนึ่งก็เพราะมันเป็นความบันเทิงที่ “ไปด้วยกันได้ดี” กับรูปแบบหรือลักษณะของ “การใช้ชีวิต” ของคนดูทางบ้าน ไม่ว่าเกมโชว์นั้นๆ หรือของประเทศใดจะมีชื่ออะไร หัวใจอย่างหนึ่งของรายการประเภทนี้ก็คือการขายความตื่นเต้นทางอารมณ์ต่อคนดู โดยมีนายหน้าเป็นเสียงของพิธีกรบ้าง อาการปรบมือของกองเชียร์ หน้าม้า (ในนามของผู้ชมในห้องส่ง) บ้าง และเอฟเฟกท์อื่นๆ ที่ทางรายการเซตไว้
เป้าหมายทางการตลาดของเกมโชว์นั้นโดยส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่คนที่มีการศึกษามากๆ คนกลุ่มนี้มักจะถูกโอ้โลมง่ายด้วยกลวิธีของเกมโชว์ บางคนอาจจะเคยดูเกมโชว์ของอเมริกาหลายๆ รายการ สิ่งหนึ่งที่จะเห็นเสมอก็คือการมีอารมณ์ร่วมของคนดูทางบ้านในห้องส่ง เรื่องแบบนี้บางทีก็ถูกจัดวางเอาไว้แล้วโดยสคริปต์ (เช่น รายการของเจอร์รีย์ สปริงเกอร์, ไมเคิล มอร์แกน) แต่บางรายการก็อารมณ์ร่วมของผู้ชมก็เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นสูงสุดของ "อารมณ์-ความรู้สึก" แบบนี้ ไม่ได้ตกอยู่กับเกมโชว์ แต่ตกอยู่กับธุรกิจดื่มกินและขบเคี้ยว เนื่องเพราะเมื่อเวลาใดก็ตามที่ร่างกายคนเราเกิดอาการตื่นเต้นทางอารมณ์ (ไม่ใช่อารมณ์ทางเพศ) ร่างกายจะผลิตสารตัวหนึ่งที่มีหน้าที่ย่อยอาหารหรือของเหลวออกมา จะรู้หรือไม่ก็ตาม แต่ขณะนั้น ร่างกายต้องการสิ่งตอบสนองอย่างไม่รู้ตัว นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำไม อเมริกันชนจำนวนมากถึงต้องกินมันฝรั่งและดื่มเบียร์หน้าจอทีวี จนกลายเป็น "แบบแผนทางวัฒนธรรม" ที่ต้องกระทำ อันไม่ต่างจากขนบธรรมเนียมของการไปคาราโอเกะที่ต้องสั่งอาหารและสั่งเพลง เกมโชว์และความบันเทิงที่มาในนามของความมันอื่นๆ (อาทิ อเมริกันฟุตบอล, มวยปล้ำ) จึงเป็นวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับมันฝรั่งและเบียร์ขวดมาหลายปี เนื่องเพราะการกินมันฝรั่งช่วยสนับสนุนอารมณ์ต่อการดูทีวี อันว่าด้วย “หยิบเข้าปาก” เท่าๆ กับที่การดื่มเบียร์ชักชวนให้เราใช้บริการยกขวดเข้าปากครั้งแล้วครั้งเล่า การกินมันฝรั่งกับดื่มเบียร์มีบุคลิกที่อยู่กันอย่างสอดคล้องกับการนั่งดูทีวีด้วยประการฉะนี้ การกินพิซซ่าไม่สามารถเข้าไปเป็นวัฒนธรรมบริโภคตรงนี้ได้เพราะซับซ้อนเกินไป มีเงื่อนไขมากไป หรือการกินไวน์ก็ไม่สามารถโยกย้ายตัวเองไปเป็น lifestyle หน้าจอแก้วของคนดูได้ เพราะไวน์คือการละเมียด
ขณะที่เบียร์คือวาทกรรมแห่งความมูมมาม ไม่ต้องการมารยาทและอารมณ์สุนทรีย์นี่กระมัง ที่ทำให้ ฟริโต-เลย์ และ บัดไวเซอร์ เจริญรุ่งเรืองไปพร้อมกับธุรกิจเกมโชว์และกลายเป็นการพบปะทางวัฒนธรรม อันไม่ต่างจากการที่ดูหนังต้องกินป๊อปคอร์นเมื่อเข้าโรงหนังและข้าวโพคคั่วกลายเป็นลัทธิการกินอย่างหนึ่งในทศวรรษที่ 90 บางทีคนดูทีวีและผู้ชมในโรงหนังอาจจะไม่ต้องการกินมันฝรั่งหรือข้าวโพดคั่วก็ได้ แต่พวกเขากำลัง “บริโภคความรู้สึก” ของ “การต้องทำอะไรสักอย่าง” หน้าจอทีวี? เหมือนคนชอบไปประมูลสินค้า ที่อาจไม่ต้องการของ หากแต่ต้องการเป็นผู้ชนะ เพราะหลงใหลความรู้สึกของการเป็นผู้ชนะ ไม่ได้หลงใหลของที่ได้มา การที่ชนชั้นล่างและชนชั้นกลางในตะวันตกหรืออาจจะลามเลียมาถึงเอเชียตะวันออก มีพฤติกรรมที่ชอบดูทีวีและกินมันฝรั่ง (ไปเรื่อยๆ หยุดไม่ได้) หรือพวกแรงงานเพศชายชอบดื่มเบียร์ระหว่างดูกีฬาหน้าจอตู้นั้น สิ่งนี้ได้กลายสภาพมาเป็น “ภาพลักษณ์” ในรูปแบบไลฟ์สไตล์ที่ถูกตอกย้ำครั้งแล้วครั้งเล่าจากโฆษณาบางชิ้น ที่มีตัวละครนั่งดื่มเบียร์และกินมันฝรั่ง แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้ผลิตรายการหรือสินค้าดื่มกินไม่ได้บอกกับลูกค้าของเขาก็คือ การนั่งอยู่เฉยๆ และผลาญเวลาตรงนั้นด้วยการดื่มๆ กินๆ นั้น ทำให้ร่างกายของมนุษย์เข้าสู่สิ่งที่เรียกว่าพฤติกรรมของ coachpotato นั่นก็คือผลของ “การดูทีวีแล้วอ้วน” อันมาจากการดื่มกินที่ว่าไว้
ความตื่นเต้นอันเกิดจากการทำสกอร์ของกีฬาอเมริกัน (บาสเกตบอล, เทนนิส, เบสบอล) มากๆ ต่อเกมก็ดี หรือการได้คะแนนจากเกมโชว์ก็ดี (ยังไม่นับรวมไปถึงเอฟเฟกท์หรือเสียงสูงของพิธีกรก็ดี) เหล่านี้คือเสียงเชิญชวนที่มีอิทธิพลต่อคนดู มากกว่า “เสียงของบริกร” ที่ตะโกนอยู่หน้าร้านอาหารเสียอีก เกมโชว์อาจจะอยู่ได้ส่วนหนึ่งจากความนิยมของคนดู แต่อีกหลายๆ ส่วนหรืออาจจะเป็นส่วนที่ใหญ่กว่าก็คือ การสิงสถิตอยู่หน้าจอแก้วของวัฒนธรรม coachpotato ในรูปของมันฝรั่งและเบียร์ขวด การเอาแต่กินแล้วไม่ออกกำลังกาย จึงไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้อ้วนเสมอไป การดูทีวีก็อาจจะทำให้อ้วนยิ่งกว่าก็เป็นได้ เมื่อเป็นแบบนี้ เด็กคนหนึ่งที่แม่ตัวเองเคยฟ้องร้องต่อศาลว่าอาหารฟาสต์ฟู้ดนั้น ทำให้ลูกของเธออ้วนผิดปกติ ไปๆ มาๆ อาจจะไม่แมคโดนัลด์ก็ได้ แต่อาจจะเป็นทีวีแทน และมาถึงยุคนี้ สิ่งที่ทำให้อ้วนอาจไม่ใช่ทีวี แต่เป็น “โทรศัพท์มือถือ” ที่กินไปเล่นไป อะไรแบบนั้น
........................................
(หมายเหตุ “อ้วน” ขึ้นศาล : คอลัมน์ Eat pLay life โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร)



