บันเทิง

เล่นหูเล่นตา:'คนในกองฯ (1)'

เล่นหูเล่นตา:'คนในกองฯ (1)'

06 ก.ค. 2558

'คนในกองฯ (1)' : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม

 
          ความสะดวกสบาย การได้รับเกียรติ เงินทอง และได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดีนั้นเป็นมาตรฐานที่เกิดขึ้นโดยปกติกับนักร้อง แต่มันจะเกิดขึ้นภายหลังเมื่อนักร้องคนนั้นมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับแล้ว ... “ความนิยม” นำมาซึ่งเงินทองและอำนาจในการต่อรอง มันส่งผลและทรงอิทธิพลต่อผู้ครอบครองความนิยมนั้น แต่ ... จะมีใครที่ครอบครองมันได้จริงๆ หรือ? เพราะหนึ่งในคุณสมบัติของความนิยมก็คือ ... มันไม่เคยอยู่กับใครนาน

          มันจึงเป็นสิ่งต้องห้ามที่ไม่ควรผูกขาดการครอบครองไว้แต่เพียงผู้เดียวและไม่ควรหลงไหลไปกับมัน ถ้าฉันเปรียบผู้ที่ได้รับความนิยมเป็นเหมือนขวดเหล้า เช่นนั้นแล้วความนิยมก็คงเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก “เหล้า” ขวดเหล้าจึงไม่ควรจะเมาเหล้าเสียเอง นอกเสียจากเทเหล้านั้นให้ผู้คนมัวเมากันต่อไปจนกว่าเหล้าจะหมดขวด จะหมดเร็วหมดช้าก็ขึ้นอยู่กับรินช้าหรือรินเร็ว รินให้ใครและรินเมื่อไหร่ ถ้าใช้มันอย่างชาญฉลาดมันก็จะอยู่นานออกไป แต่ในบางครั้งที่เราเองก็เผลอปิดจุกไว้เหล้าจึงระเหยของมันไปเอง รู้ตัวอีกทีก็เหลือเพียงแค่ขวดเปล่าๆ ที่หาคุณค่าอะไรไม่ได้ เพราะตอนที่เป็นที่นิยมกลับไม่ทำอะไรต่อยอดออกไป ปล่อยเวลาผ่านไปวันๆ ...

          ในความคิดของฉัน ฉันอยากเป็นขวดเหล้าที่บรรจุเหล้าซึ่งแช่สมุนไพรหลายชนิดที่มีสรรพคุณในด้านการรักษามากกว่าแค่ให้ความมึนเมา พูดง่ายๆ ก็คือฉันอยากเป็นนักร้องที่มากกว่าแค่ “นักร้อง” มีความคิดที่พาฉันไปไกลและอยู่ได้อีกนานตราบเท่าที่ฉันยังไม่หยุดหรือขี้เกียจคิด เมื่อความสามารถในการใช้เสียง (ไม่ว่าจะเก่งแค่ไหน) คือทักษะที่เสื่อมถอยไปตามวัย แต่สมองยิ่งใช้มันก็ยิ่งคม (ถ้าฉันไม่เป็นโรคสมองเสื่อมหรืออัลไซเมอร์ไปเสียก่อนนะ) ฉันจึงเปลี่ยนมาใช้สมองแทนใช้แรง การใช้ชีวิตผ่านประสบการณ์การใช้เสียงมาในยุคที่คลับหรือร้านรวงเฟื่องฟูสุดขีดเมื่อ 20 – 30 ปีก่อน มันทำให้ฉันไม่สงสัยในความสามารถของตัวเอง ข้อดีก็คือมันทำให้ฉันทำงานอย่างภาคภูมิและมั่นใจ ข้อเสียก็คือมันไม่มีอะไรท้าทายอีกต่อไปแล้ว (ถ้าไม่เอาฉันไปเปรียบเทียบกับใครๆ ซึ่งเกิดขึ้นต่่างยุคต่างสมัยเหมือนเปรียบมวยคนละรุ่น) ไม่ต้องโก่งคอร้องเสียงสูงเพียงเพื่อประกาศศักดา ท้าทาย ข่มหรือแข่งกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เพราะฉันไม่เคยคิดที่จะแข่งกับใคร สิ่งที่ฉันแข่งอยู่ด้วยตลอดเวลาคือ “ตัวฉันเอง” ที่ต้องคอยท้าทายศักยภาพและการพัฒนาตัวเองไปทีละขั้นในแต่ละปี ศักยภาพบางอย่างในตัวเราๆ อาจค้นพบได้ด้วยตัวเอง แต่ก็มีอีกหลายสิ่งที่ต้องอาศัยผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญหรือคนที่มองเห็นมาปลุกมันขึ้นมา เพื่อให้เราได้รู้ว่าในตัวเรามีความสามารถในการทำสิ่งต่างๆ ได้ดีมากกว่าหนึี่งอย่าง ... นี่แหละคือสิ่งที่ฉันต้องค้นหานับจากนี้ไป ...
 
          “พี่ๆ มีผู้จัดเขามาติดต่อให้ไปเล่นละคร พี่ว่าหนูควรไปมั้ย?” ฉันเปิดประโยคคำถามกลางหมู่เพื่อนผู้เชี่ยวชาญวงการนี้ ไม่มีใครปิดกั้นการเรียนรู้และลองสิ่งใหม่ของฉัน แค่เตือนว่า ... “มันลำบากนะคิ้ม ถ้าจะเอารายได้เป็นกอบเป็นกำจากมัน เป็นนักร้องสบายกว่าแล้วก็หาเงินได้เยอะกว่า เดี๋ยวคิ้มก็จะรู้เองแหละ” มันเป็นคำตอบและคำแนะนำที่ท้าทายความอยากรู้ของฉัน “ความดื้อรั้น” ที่มีอยู่ในกมลสันดานของฉัน ตื่นขึ้นมากระโดดโลดเต้นอีกครั้ง ... ฉันเคยบอกคุณผู้อ่านหรือยังว่าฉันเป็นคนที่ดื้อมาก ... อาจเป็นเพราะเกิดปีแพะ ฉันจึงพุ่งชนทุกสิ่งเพื่อให้ได้คำตอบที่แท้จริง บางทีฉันก็รู้สึกว่ามันคงเป็นแพะลูกผสม ... ผสมควาย! เพราะหลายครั้งที่มันพาฉันไปลำบากลำบนและทำให้ความพยายามองฉันไร้ค่า (โดยเฉพาะเรื่องผู้ชาย) แต่ ... ไม่ใช่เพราะความดื้อรั้นหรือที่พาฉันมาจนถึงวันนี้ ไม่ว่าฉันจะต้องใช้เขาพุ่งชนอะไรจนเขาบิ่น แต่มันก็ไม่ถึงกับหัก และฉันก็กลับมาตั้งหลักใหม่ได้ทุกครั้ง เตี่ยฉันชอบพูดว่า “ป๊าพูดแล้วไม่ฟัง เดี๋ยวก็รู้เอง” ฉันใช้ความดื้อรั้นฝ่าฝืนคำสอนของเตี่ยหลายครั้ง คำว่า “เดี๋ยวก็รู้เอง” ในความหมายของฉันคือฉันต้องรู้ “ด้วยตัวเอง” ไม่ใช่แค่ใครบอก! ... เตี่ยบอกว่าไม่ต้องเรียนหนังสือสูงๆ เดี๋ยวก็มีผัวเลี้ยง (ตอนพูดไม่ได้เงยหน้าดูหน้าลูกสาวเลยงี้!) ฉันก็เรียนจบปริญญาตรีในเวลา 3 ปีครึ่ง เตี่ยไม่อยากให้เป็นนักร้องเพราะกลัวไม่พอกิน ฉันก็หากินด้วยการร้องเพลงจนเลี้ยงคนทั้งบ้านได้ เตี่ยไม่ชอบให้คิดการใหญ่หรือทำอะไรเกินกว่าที่ผู้หญิงควรจะเป็น แต่ฉันก็จะเป็น เพราะในชีวิตคนเราความคิดและความมุ่งงมั่นมักจะใหญ่เกินกว่าตัวคนคิดอยู่แล้ว ถ้าเรากลัวก็จะไม่มีวันยิ่งใหญ่! ครั้งนี้ก็เช่นกันมันคือความท้าทายในชีวิตและการไขปริศนาในชีวิตว่า ... ฉันมีความสามารถนี้แฝงอยู่ในตัวด้วยหรือ? ...
 
          ทีมงานโทรมานัดวันเวลาไปลองชุดและถ่ายรูปเอาไว้โปรโมทละคร พอถึงวันถ่ายทั้งเสื้อผ้าหน้าผม ทีมงานไม่ต้องใช้ความพยายามกับฉันมากนัก เพราะหน้าให้มาแต่ไกล! แค่โปะแป้งเติมจุดแดงกลางหน้าผากก็น่าจะเสร็จแล้ว แต่มันไม่ใช่อ่ะคุณตำรวจ! ฉันถูกจับแต่งตัวมาตลอดชีวิตของการเป็นนักร้อง แต่คราวนี้มันต่างออกไป ถ้าเป็นนักร้องก็แต่งตัวให้เป็นตัวฉันเอง จะดูรวยดูหรูดูเว่อร์วังก็แล้วแต่ มันก็ยังเป็นฉัน แต่การเล่นละครคือการสวมบทบาทเป็นคนอื่นซึ่งไม่ใช่ฉัน เสื้อผ้า-หน้า-ผมจึงต้องเข้ากับตัวละครและเรื่องราวที่เกิดขึ้นในยุคสมัยนั้นๆ มันคือละครพีเรียดย้อนยุคไปสมัยร.5 ฉันจึงถูกแต่งให้ต่างจากที่เคยเป็น ตั้งแต่เขียนคิ้วเส้นเดียว ทาเปลือกตาอ่อนๆ กรีดอายไลเนอร์ที่ขอบตาเส้นเล็กๆ ติดขนตาน้อยๆ บางๆ ส่องกระจกออกมาเหมือนถาดขนมเข่งยักษ์! แต่พอแต่งชุดครบเครื่องเรื่องก็เปลี่ยนไป ดูมีรายละเอียดและบุคคลิกที่แปลกไป มีทั้งตัวละครจีนและไทย วุ่นวายกันสุดๆ ขอบอกว่าสิ่งเดียวที่ฉันเกลียดตอนอยู่ท่ามกลางนักแสดงก็คือ ... คนพวกนี้เขามาจากดาวคนละดวงกับฉันหรือไงคะ? หน้าตาดี หุ่นดี ตัวเล็กๆ หน้าเล็กเท่าฝ่ามือ ฉันเอามือ 2 ข้างกางออกปิดหน้าตัวเองยังมีที่เหลืออีกเยอะเลย หน้าหรือถาดพิซซ่าคะคุณ! ช่างหน้า ช่างผมวิ่งวุ่นไม่แพ้งานคอนเสิร์ต ก่อนที่จะถูกเรียกไปถ่ายรูป พร้อมกับฉากที่เตรียมไว้ให้เข้ากับตัวละครแต่ละตัว เอ่อ ... แล้วงานนี้ต้องสวมรองเท้าคัทชูไม่มีส้นแบบคนจีน ... เตี้ยเลยกรู! ดูช่างไม่เข้าพวกกับใครเขาเอาเสียเลย “แล้วนี่กรูจะเล่นเข้ากับพวกเขามั้ยเนี่ย?” ฉันแอบกังวลในใจ ... ผู้จัดละครหน้าตาหล่อเดินเข้ามาพูดคุยทักทาย ... น้ำเสียงและสีหน้าดูเป็นกันเอง (แต่แอบเกรงใจ) เอิ่ม ... คุณพี่คะ น้องยิ่งเกร็งหนักกว่าเก่า! ผู้กำกับเดินมาสมทบอีกคน เป็นผู้ชายวัย 60 ต้นๆ หน้าจีนๆ สวมแว่นท่าทางใจดี รูปร่างสูงใหญ่ แกเรียกว่าฉันว่า “พี่คิ้ม” ส่วนคนทั้งกองเรียกแกว่า “อาหมี” (โชติรัตน์ รักเริ่มวงษ์) ผู้กำกับเรื่อง ดอกส้มสีทอง, กี่เพ้า ฯลฯ แกอธิบายที่มาที่ไปของตัวละครให้ฉันเข้าใจ ฉันพยักหน้าหงึกๆ กับสิ่งที่ผู้กำกับอธิบาย ถ่ายอยู่ร่วมครึ่่งชั่วโมง เขาก็ปล่อยตัวฉันกลับ ก่อนกลับฉันเดินไปลาผู้จัดละครรูปหล่อท่าทางขี้อาย ... พี่นก ฉัตรชัย เปล่งพานิช
 
          โปรดติดตามตอนต่อไป
 
.......................................
(หมายเหตุ  'คนในกองฯ (1)' : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)