
ชัยชนะและความพ่ายแพ้ของ'อิแซมบาร์ด บรูเนล'
02 ก.ค. 2558
ชัยชนะและความพ่ายแพ้ของ'อิแซมบาร์ด บรูเนล' : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม โดย... วิภว์ บูรพาเดชะ
กอร์ดอน ซัมเมอร์ คือศิลปินหนุ่มใหญ่ที่นักฟังเพลงรู้จักกันในชื่อ สติง (Sting) เขาเป็นนักดนตรี นักร้อง นักแต่งเพลงที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งของโลก เป็นอดีตนักร้องนักร้องของวง The Police เจ้าของเพลงฮิตที่ใครๆ ก็รู้จักอย่าง Every Breath You Take และ Roxanne พอมาเป็นศิลปินเดี่ยว สติงก็ทำอัลบั้มชั้นดีที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงจากเหล่านักวิจารณ์ออกมาแล้วหลายชุด มีแฟนเพลงอยู่ทั่วโลก และได้รับรางวัลทางดนตรีใหญ่ๆ มาแล้วทุกรางวัล ทั้งแกรมมี่อวอร์ดส, บริต อวอร์ดส หรือกระทั่งเครื่องราชอิสริยาภรณ์จากพระราชินีอังกฤษก็ได้รับมาแล้ว
ในวัย 60 ปี เขาไม่น่าจะต้องการอะไรในชีวิตอีกแล้ว แต่หลังจากทิ้งช่วงการออกอัลบั้มไปเกือบทศวรรษ สติงก็มีโปรเจกท์ใหม่ คือการทำละครมิวสิคัลและอัลบั้มที่ชื่อว่า The Last Ship ซึ่งเป็นการสร้างงานเพื่อหวนระลึกถึงวัยเยาว์ โดยเป็นงานที่ได้แรงบันดาลใจจากภาพอดีตแห่งเมืองท่าเล็กๆ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอังกฤษที่เคยรุ่งเรืองด้วยอุตสาหกรรมอู่ต่อเรือ ...เมืองเล็กๆ ที่เขาเกิดและเติบโตขึ้นมา
ละครมิวสิคัล The Last Ship (2013) เต็มไปด้วยเรื่องราวของผู้คนในเมืองแห่งนี้ กรรมกร กะลาสี นักเลง ร้านเหล้า และภูมิประเทศหม่นทึมแบบเมืองอุตสาหกรรมกับเรื่องเล่าขานของชนชั้นกรรมาชีพถูกบรรยายออกมาอย่างงดงาม ความล่มสลายของชุมชนอุตสาหกรรมที่ล้าสมัย ความรักที่ไม่โรแมนติกและความฝันที่ไม่กล้าอาจเอื้อม ถูกพรรณนาผ่านบทเพลงที่คลอเคล้าด้วยสีสันของดนตรีพื้นบ้านและเพลงป๊อปโบราณ จนเมื่อสติงเลือกเอาบทเพลงจากมิวสิคัลเรื่องนี้มาทำเป็นสตูดิโออัลบั้ม เขาก็ปรับแต่งและเพิ่มเติมบทเพลงเข้าไปเพื่อให้เหมาะกับการฟังต่อเนื่องเป็นอัลบั้มและเพลงหนึ่งที่ไม่อยู่ในละครเวทีแต่อยู่ในอัลบั้มชุดนี้ คือเพลงที่ชื่อว่า Ballad of the Great Eastern
เพลงนี้ไม่ได้เกี่ยวกับเมืองเล็กๆ หรือภาพชีวิตวัยเยาว์ของสติง แต่เป็นเพลงที่เล่าขานตำนานของเรือที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกลำหนึ่ง เป็นเรือที่เป็นความฝันครั้งสุดท้ายของวิศวกรผู้ยิ่งใหญ่นาม อิแซมบาร์ด บรูเนล (Isambard Kingdom Brunel) ผู้มีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 19 - ยุคแห่งการตื่นตัวทางอุตสาหกรรม
พ่อของ อิแซมบาร์ด บรูเนล คือยอดวิศวกรชื่อดังผู้สร้างอุโมงค์ลอดใต้แม่น้ำเทมส์ อิแซมบาร์ดเป็นลูกไม้ที่หล่นไม่ไกลต้นแถมยังเติบใหญ่ได้ยิ่งกว่า เขาเติบโตขึ้นเป็นชายหนุ่มผู้เปี่ยมความรู้ด้านวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม บุคลิกขึงขังจริงจัง สูบบุหรี่จัด และเป็นนักสร้างสรรค์ตัวยง อิแซมบาร์ดพัฒนาความรู้ที่ได้จากบิดา นำมาต่อยอดและทำให้มันยิ่งใหญ่กว่าเดิม จนเขากลายเป็นเจ้าของโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่ในระดับที่เปลี่ยนโฉมหน้ายุคอุตสาหกรรมหลายต่อหลายโปรเจกท์
ผลงานชิ้นโบแดงของ อิแซมบาร์ด บรูเนล ก็คือการสร้างสะพานแขวนคลิฟตัน (Clifton Suspension Bridge) ที่ยาวเกือบ 200 เมตร และสะพานชื่อดังอีกหลายแห่ง เขายังเป็นผู้วางรากฐานให้กับวิศวกรรมการสร้างรถไฟ โดยเป็นผู้คิดคำนวณการตีมุมโค้งของรางเหล็ก วางวิธีการสำรวจพื้นที่เพื่อสร้างรางรถไฟ รวมทั้งการออกแบบอุโมงค์รถไฟลอดใต้ภูเขาซึ่งมีความยาวเกือบสองไมล์ซึ่งถือว่าล้ำสมัยมากๆ ในยุคนั้น
ไม่เพียงแต่การเดินทางทางบกเท่านั้น อิแซมบาร์ด บรูเนล ยังเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเดินทางทางน้ำอีกด้วย เขาออกแบบท่าเรือและเรือหลายลำ เรือที่โด่งดังที่สุดของเขามีทั้งหมด 3 ลำ ทั้งหมดมีชื่อขึ้นต้นด้วยคำว่า ‘ยิ่งใหญ่’ คือ เกรต เวสเทิร์น (Great Western), เกรต บริเตน (Great Britain) และ เกรต อีสเทิร์น (Great Eastern) ตามลำดับ
ในยุคนั้นการเดินทางด้วยเรือที่ใช้เครื่องจักรไอน้ำนั้นมีมาพักใหญ่แล้ว แต่ยังไม่สามารถเดินทางระยะไกลๆ ได้ ตอนนั้นคือวันเวลาที่เทคโนโลยีนี้กำลังค่อยๆ ถูกแข่งขันกันพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ โดยเหล่าวิศวกรผู้ปราดเปรื่องแห่งยุค อิแซมบาร์ดเองก็ค้นคิดทฤษฎีที่จะทำให้เครื่องจักรไอน้ำสามารถทำงานต่อเนื่องได้เป็นเวลานานของตัวเองขึ้นมา เขามั่นใจถึงขนาดที่คิดว่าน่าจะสามารถสร้างเรือไอน้ำเพื่อเดินทางข้ามมหาสมุทรเป็นลำแรกได้ เขาเสนอตัวออกแบบสร้างเรือใหญ่ลำแรกให้กับบริษัทเดินเรือยักษ์ใหญ่ชื่อ เกรต เวสเทิร์น สตรีมชิป คอมพานี (Great Western Steamship Company) ที่เขาเป็นหุ้นส่วนอยู่ด้วย ใช้เวลาหนึ่งปีทีมงานของเขาก็สามารถสร้างเรือ เกรต เวสเทิร์น ที่ประกอบขึ้นจากโครงสร้างไม้และเหล็กได้สำเร็จในปี 1838 เรือลำนี้ถือว่าเป็นเรือเดินสมุทรที่ใหญ่ที่สุดในขณะนั้น แล้วมันก็สามารถพิสูจน์ทฤษฎีของอิแซมบาร์ดว่าทำได้จริง แม้จะไม่ใช่เรือพลังไอน้ำลำแรกที่ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกได้สำเร็จ เพราะมีเรือใหญ่ชื่อ ซีริอุส ของทีมวิศวกรชั้นนำอีกทีมชิงตัดหน้าออกเรือและถึงจุดหมายไปก่อน แต่เรือ เกรต เวสเทิร์น ก็ออกเดินทางจากบริสตอลไปถึงนิวยอร์กด้วยเวลาที่สั้นกว่า แถมยังมีเชื้อเพลิงเหลืออยู่ถึงหนึ่งในสาม ในขณะที่เรือซีริอุสใช้เวลาเดินทางนานกว่า แถมเชื้อเพลิงยังไม่เพียงพอจนถึงขั้นที่ต้องเอาเฟอร์นิเจอร์ในเรือมาเผาเป็นเชื้อเพลิงเลยทีเดียว
ชัยชนะในการออกแบบเรือที่ดีที่สุดแห่งยุคของ อิแซมบาร์ด บรูเนล ได้รับการสานต่ออย่างยิ่งใหญ่ เรือลำต่อมาคือ เกรต บริเตน ซึ่งสร้างเสร็จในปี 1843 เป็นเรือแบบโมเดิร์นลำแรกของโลกเพราะสร้างด้วยโครงสร้างเหล็กล้วนๆ เดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกโดยการขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์และใบพัด
พอถึงปี 1852 อิแซมบาร์ด บรูเนล ในวัย 46 ปีก็เริ่มต้นสร้างเรือใหญ่ลำที่ 3 โดยเป็นโครงการที่ทะเยอทะยานที่สุดของเขา คือเรือที่ชื่อว่า เกรต อีสเทิร์น ซึ่งตั้งใจจะให้เป็นเรือที่ใช้โดยสารไปถึงออสเตรเลียและอินเดีย เขาออกแบบให้เรือสามารถบรรจุผู้โดยสารได้มากถึง 4,000 คน ด้วยความยาว 211 เมตร มีขนาดใหญ่กว่าเรือแบบเดียวกันในยุคนั้นถึง 6 เท่า ภายในเรือตกแต่งอย่างหรูหราและเต็มไปด้วยเทคโนโลทีที่ดีที่สุดของยุคนั้น โครงสร้างเป็นเหล็กล้วนๆ ซึ่งต้องใช้เหล็กหนักถึง 19,000 ตันในการก่อสร้าง ที่สำคัญที่สุดคืออิแซมบาร์ดออกแบบตัวเรือให้เป็นผนังสองชั้นเพื่อความมั่นใจว่าเรือลำนี้จะไม่มีวันล่ม!
ในการก่อสร้างอภิมหาโปรเจกต์ครั้งนี้นี่เอง ที่สุดยอดนักออกแบบอย่าง อิแซมบาร์ด บรูเนล เริ่มเจอกับปัญหานานาประการที่ถาโถมเข้ามา ทั้งเรื่องต้นทุนอันมหาศาลที่บานปลายจนก่อให้เกิดปัญหาการเงินขั้นหนักหน่วง แถมเทคโนโลยีหลายอย่างที่เขานำมาใช้ก็ยังไม่สามารถตอบรับกับงานออกแบบเรือลำนี้ได้ สื่อมวลชนเรียกโปรเจกท์นี้ว่า ‘ช้างเผือก’ เพราะมันแทบจะกินเงินของผู้ร่วมทุนไปโดยที่ยังไม่เห็นประโยชน์ใช้สอย มีนักวิเคราะห์บางคนบอกว่านี่คือโปรเจกท์ที่ ‘มาก่อนกาล’ จึงมีความยากเย็นเหลือเกินในการทำให้แล้วเสร็จเสียที
ในระหว่างก่อสร้าง ยังมีคนงานสูญหายไปตอนที่กำลังสร้างตัวเรือที่เป็นผนังสองชั้น ทำให้เกิดข่าวลือเรื่องอาถรรพณ์และคำสาปจนเป็นตำนานติดตัวประจำเรือไปอีกด้วย
แต่ในที่สุด เกรต อีสเทิร์น ก็สร้างสำเร็จในปี 1857 แต่นั่นดูเหมือนจะเป็นจุดเริ่มต้นของตำนานความอับโชคของเรือลำนี้มากกว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องดีๆ เพราะตั้งแต่วันแรกที่จะปล่อยลงน้ำก็เกิดอุบัติเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปล่อยเรือลงน้ำได้ จนต้องรอไปอีก 3 เดือนให้ถึงฤดูน้ำหลากจึงจะปล่อยเรือลงน้ำได้สักที แต่ก็เป็นผลให้ต้องมีค่าใช้จ่ายเพื่อการนี้เพิ่มขึ้นอีกเกือบ 10 เท่า จนครึ่งเดือนต่อมา บริษัทเจ้าของเรือก็ล้มละลาย และขายต่อเรือลำนี้ให้กับเจ้าของใหม่
ปล่อยเรือเสร็จแล้วก็ต้องลองแล่นเรือดู ในเดือนกันยายน 1857 เรือ เกรต อีสเทิร์น ก็ได้ถูกนำมาลองแล่นล่องในทะเล พิธีการเป็นไปอย่างเอิกเกริก แต่งานก็กร่อยอีกครั้งเมื่อ อิแซมบาร์ด บรูเนล ดันล้มลงด้วยอาการหัวใจวายในพิธีนั้นเอง จากนั้นการลองเดินเรือเที่ยวแรกซึ่งมีความยาวแค่ 4 ชั่วโมงก็ยังมีปัญหาอีกหลายประการ มีการระเบิดที่ปล่องควันจนทำให้มีผู้เสียชีวิตอีกหลายคน และกัปตันเรือยังบ่นว่าได้ยินเสียงเคาะมาจากด้านล่างของเรือเสียอีก
หลังการลองเดินเรือเที่ยวแรก ก็เป็นอันว่าในวันที่ได้เห็นผลงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของตัวเองออกโลดแล่นฝ่าคลื่นลมทะเลก็เป็นวันสุดท้ายที่ อิแซมบาร์ด บรูเนล จะได้มีโอกาสได้ใช้ชีวิตฝ่าคลื่นลมแห่งยุคสมัยเช่นกัน
ไม่รู้ว่าเขาลาจากโลกนี้ไปด้วยความรู้สึกแบบไหนในโมงยามสุดท้ายของชีวิต แต่หากดวงวิญญาณของยอดนักออกแบบผู้นี้ยังคงวนเวียนอยู่ เขาก็คงจะรู้สึกเศร้าใจกับอุบัติเหตุอีกหลายๆ ครั้งของเรือที่อื้อฉาวที่สุดในโลกลำนี้ (ชื่อเสียงของ เกรต อีสเทิร์น ดูจะเป็นรองก็แค่เรือไททานิกเท่านั้น)
ความอับโชคและชื่อเสียงด้านลบของเรือลำนี้ทำให้การเดินเรือข้ามมหาสมุทรในเที่ยวแรกนั้นแทบไม่มีผู้โดยสารเลย แม้มันจะเดินทางจากอังกฤษไปถึงนิวยอร์กได้ด้วยเวลาเพียง 11 วันแต่ก็บรรทุกผู้โดยสารไม่ถึง 40 คนจากความจุที่มีมากถึง 4,000 คน พอการเดินทางเที่ยวที่สองก็ยังมีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นไม่มากนั้น ทำเอาบริษัทเจ้าของเรือแทบจะถอดใจ การเดินทางเที่ยวที่สามดูจะดีขึ้นมากเมื่อรัฐบาลอังกฤษว่าจ้างให้เรือ เกรต อีสเทิร์น ขนส่งทหารกว่าสองพันคนไปแคนาดา และมันก็เป็นเที่ยวที่ราบรื่นไร้ปัญหา แต่พอถึงเที่ยวที่สี่อาถรรพณ์ประจำเรือก็ออกฤทธิ์อีกครั้ง เรือไปเจอพายุกลางทะเล เป็นผลให้น้ำทะเลซัดเข้ามาในเรือ แถมยังมีเสียงเคาะหนักๆ ดังมาจากส่วนล่างของเรืออีกแล้ว คราวนี้เรือ เกรต อีสเทิร์น ถึงกับต้องหันหลังกลับไปยังท่าเรือที่จากมา และการเดินทางก็ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
จากนั้น เกรต อีสเทิร์น ก็ถูกใช้งานอีกไม่กี่เที่ยว อาถรรพ์ยังคงตามมาหลอกหลอนอีกหลายตั้ง ตั้งแต่การสูญหายของกัปตันที่หายไปพร้อมกับเรือเล็กระหว่างที่เดินทางขึ้นฝั่ง หรืออุบัติเหตุที่ใบจักรด้านข้างไปฟันชายคนหนึ่งจนเสียชีวิต แต่ทั้งหมดก็มาถึงจุดสิ้นสุดจริงๆ เมื่อบริษัทเจ้าของเรือไม่สามารถทนรับการขาดทุนได้ต่อไป จึงขายเรือลำนี้ทิ้ง
ในปี 1866-1867 เรือ เกรต อีสเทิร์น ถูกนำไปใช้ในงานวางสายเคเบิ้ลในมหาสมุทร ก่อนที่ในที่สุดจะถูกนำไปจอดทิ้งไว้เฉยๆ โดยไม่มีใครยอมซื้อไปใช้อีกกว่า 20 ปี บทสุดท้ายของเรือซึ่งเป็นความฝันอันยิ่งใหญ่ของ อิแซมบาร์ด บรูเนล มาถึงเมื่อมีบริษัทรับซื้อของเก่าและเศษวัสดุมาซื้อต่อไปในราคาแสนถูก และจัดการทุบทำลาย แยกชิ้นส่วนความฝันครั้งนี้ออกไปขายเป็นเศษเหล็กในที่สุด
ในตอนนี้เองที่เกิดข่าวลือว่ามีการค้นพบหัวกะโหลกมนุษย์อยู่ระหว่างผนังสองชั้นของตัวเรือ ข่าวที่ไม่ได้รับการยืนยันนี้ถูกส่งต่อมาเรื่อยๆ จนกระทั่งรายการสารคดีใน BBC ที่เกี่ยวกับเรือลำนี้ยังต้องบรรจุประเด็นข่าวลือนี้เอาไว้ด้วย
และในที่สุด สุดยอดนักร้องนักแต่งเพลงแห่งศตวรรษที่ 20 อย่าง สติง ก็เอาเรือที่เป็นตำนานความฝันครั้งสุดท้ายของ อิแซมบาร์ด บรูเนล มาแต่งเป็นเพลงชื่อ Ballad of the Great Eastern
.......................................
(หมายเหตุ ชัยชนะและความพ่ายแพ้ของ'อิแซมบาร์ด บรูเนล' : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม โดย... วิภว์ บูรพาเดชะ )



