บันเทิง

เจาะปัญหาเมื่อถึงเวลาเจอวิกฤตนาทีชีวิตและลมหายใจทีวีดิจิทัล

เจาะปัญหาเมื่อถึงเวลาเจอวิกฤตนาทีชีวิตและลมหายใจทีวีดิจิทัล

01 ก.ค. 2558

เจาะปัญหาเมื่อถึงเวลาเจอวิกฤตนาทีชีวิตและลมหายใจ “ทีวีดิจิทัล” : คอลัมน์ ทีวีดิจิทัล

 
          ช่วงที่ี่ผ่านมาเกิดเรื่องราวใหญ่โต ที่สั่นสะเทือนวงการทีวีดิจิทัล ได้อยู่มากโข สำหรับการถอนทัพของ 2 ช่องทีวีดิจิทัล อย่าง “โลก้า” และ “ไทยทีวี” ที่ถือสัมปทานช่องทีวีดิจิทัล ในนาม บริษัท ไทยทีวี จำกัด ที่นำทัพโดยเจ้าแม่วงการบันเทิง “ติ๋ม” พันธุ์ทิพา ศกุณต์ไชย หรือ “ติ๋ม ทีวีพูล” โดยก่อนหน้านี้ มีข้อความสนทนาของ ผู้บริหารไทยทีวี ในแอพพลิเคชั่นไลน์ ของกลุ่มผู้บริหารบริษัท ได้หลุดออกมาเผยแพร่ในสังคมออนไลน์จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง ถึงสถานะของบริษัทไม่สามารถแบกรับภาระค่าใช้จ่ายจากการบริหารทีวีดิจิทัลทั้ง 2 ช่องได้อีกต่อไป ถึงขั้นต้องเรียกร้องให้พนักงานยอมสมัครใจลาออกเพื่อรักษาบริษัทไว้ โดยข้อความสนทนาในไลน์ของผู้บริหาร ไทยทีวี ระบุว่า
 
          “สำนักข่าวต้องจ่ายถึงเดือนละ 1.9 ล้าน ยังไม่รวมข่าวภูมิภาคอีกประมาณ 1 แสน และค่าน้ำมันรถและค่าเสื่อมมากมาย กว่าจะได้ข่าวมาแต่ละชิ้น เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้โดยตรง เราจึงต้องลดค่าใช้จ่าย และจะลดลงไปเรื่อยๆ ให้เหลือเท่า โต๊ะข่าวบันเทิง คือประมาณ 600,000 บาท ขอย้ำว่าเราจะไม่ไล่ใครออก เพราะจะทำให้พนักงานคนนั้นๆ เสียประวัติไปตลอดชีวิตการทำงาน”
 
          “ใครยังไม่มีทางไปจะอยู่ก็ไม่ว่า เพราะถ้าลาออกเราก็สามารถรับเงินจากประกันสังคมได้ 3 เดือน เพราะบริษัทเราส่งประกันสังคมเดือนละหลายล้านบาท การลาออกไม่มีใครลำบากหรอก แต่จะทำให้บริษัทอยู่ได้ ทีวีพูลจะมาเลี้ยงไทยทีวีตลอดไม่ได้ เพราะทีวีพูลมีแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์ปีหน้า ต้องทำกำไรโชว์ในตลาดด้วย”
“เราต้องลดคนเพราะประชุมฝ่ายขายแล้ว ยอดรายได้ไม่ได้ตามเป้า ขายได้เดือนละ 3 - 4 ล้าน เฉพาะเงินเดือนพนักงานของไทยทีวี 8.5 ล้าน รวมค่าเช่าดาวเทียม HD แล้ว เป็นเงินเดือนละ 13.5 ล้าน บริษัทต้องลดค่าใช้จ่ายทุกประเภท มิฉะนั้นไทยทีวีจะขาดทุนเดือนละ 10 ล้าน จะให้ทีวีพูลมาเลี้ยงทุกเดือนก็ไม่ไหว ใครที่มีทางไปก็ไปก่อน เมื่อมีรายได้เพิ่มเราจะเรียกกลับมาใหม่ หรืออาจมารับเป็น Freelance ก็ได้”
 
          โดยผู้บริหารไทยทีวี จึงตัดสินใจชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสื่อมวลชน โดย“ติ๋ม” พันธุ์ทิพา เปิดเผยว่า ข้อความสนทนาดังกล่าว ไม่ใช่คำสั่งปลดพนักงาน แต่ขอความร่วมมือให้พนักงานสมัครใจยื่นใบลาออก เนื่องจากบริษัทมีความจำเป็นต้องลดรายจ่าย ซึ่งเป็นไปตามแผนการบริหารจัดการเมื่อบริษัทขาดทุน ล่าสุดมีพนักงานสมัครใจยื่นลาออกแล้ว 20 คน จากพนักงานทั้งหมด 400 คน
 
          “การลาออกจะทำให้พนักงานมีอนาคตที่ดีกว่าการทำงานที่เดิม หรือหากพนักงานไทยทีวีต้องการย้ายมาทำงานที่ทีวีพูล ซึ่งเป็นบริษัทในเครือก็สามารถทำได้ เพราะทีวีพูลอยู่ระหว่างการขยายตัว ในฐานะผู้ผลิตรายการให้ทีวีช่องต่างๆ นอกจากนี้ ไทยทีวียังมีแผนลดต้นทุนด้วยการซื้อข่าวจากสำนักข่าวอื่น เพราะปัจจุบันมีรายจ่ายเฉพาะการผลิตข่าวอยู่ที่เดือนละประมาณ 2 - 3 ล้านบาท แต่หากซื้อข่าวจากสำนักข่าวอื่น จะมีรายจ่ายเหลือเพียง 2 แสนบาทต่อเดือน ทำให้แต่ละเดือนลดรายจ่ายได้ประมาณ 1.8 ล้านบาท ถึง 2.8 ล้านบาท วันที่ 26 กรกฎาคมนี้ ทีวีดิจิทัลทั้ง 2 ช่อง จะยุติการออกอากาศ แต่ยืนยันว่า แม้จะยุติการออกอากาศ แต่ทางบริษัทจะจับคู่พันธมิตรจากช่องดาวเทียมต่างๆ หาพันธมิตรใหม่ เพื่อให้สามารถออกอากาศได้ต่อไป ดังนั้น พนักงานไทยทีวียังมั่นใจได้ว่า ทุกคนยังมีงานทำตามปกติ” “ติ๋ม” พันธุ์ทิพา กล่าว หลังจากนี้ต้องมาจับตาดูกันต่อไปว่า ศึกนี้ของมทีวีพูลจะเป็นอย่างไรต่อไป
 
          ขยับมากันที่ปัญหาของ “ช่อง 8” ที่ผ่านมาก็มีออกมาหลากหลายรูปแบบ ก่อนหน้านี้มีประเด็นเกี่ยวกับกฎเหล็กของดาราภายใต้สังกักด อาร์เอส ถูกสั่งห้ามให้ไปร่วมงานกับช่องอื่นๆ ซึ่งมีกรณีออกมาให้เห็นหลายรายเช่น “ฟิล์ม” รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ พิชญ์ กาไชย หรือ ประเด็นที่มีปัญหากับทางช่อง 3 อย่างประเด็นทำซีจีทับหัวไมค์ช่อง 8 รวมไปถึงกรณีกับนางเอกสาวแถวหน้าของ ช่อง 7 อย่าง “แพนเค้ก” เขมนิจ จามิกรณ์ ที่มีปัญหาเรื่องสปอร์ตโฆษณาของ ช่อง 8 กับประโยคที่ี่ว่า “ใครๆ ก็ดูช่อง 8” ที่ตอนนี้ เรื่องราวทุกอย่างกำลังอยู่ในขั้นตอนของการฟ้องร้องกันอยู่ด้วย และอีกหนึ่งปัญหา ที่ช่อง 8 กำลังหาทางออกอยู่นั่นก็คือ บุคลากร อย่างนักแสดงภายใต้สังกัดที่ดูเหมือนว่า จะมีไม่เพียงพอต่อการใช้งานของช่อง จนมีหลายเสียงได้ส่งไปถึงช่อง 8 ว่า พระเอกนางเอกมีการใช้งานที่ซ่้ำไปซ้ำมากันบ่อยครั้ง 
 
         เชื่อว่าทุกๆปัญหามีทางออกเสมอ