
เล่นหูเล่นตา:'ข้างหลังคอนฯ (จบ)'
29 มิ.ย. 2558
'ข้างหลังคอนฯ (จบ)' : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม
การขึ้นคอนเสิร์ตรวมศิลปินมันมีข้อดีตรงที่ ... ไม่ต้องแบกภาระรับผิดชอบเอาไว้คนเดียว ภาระและหน้าที่ถูกแยกออกเป็นสัดส่วนให้ต่างคนต่างรับไปทำให้ดีที่สุด บังเอิญที่หน้าที่ของฉันมันช่างเล็กน้อยจนมีเวลาเหลือให้สอดส่ายสายตาสังเกตพฤติกรรมและบรรยากาศของผู้คนรอบข้าง ... และในที่สุดฉันก็พบว่า ... เราต่างก็เป็นแค่คนธรรมดาๆ คนหนึ่งที่ต้องมาทำภารกิจร่วมกัน แหวกว่ายและไขว่คว้าอยู่ท่ามกลางหมอกควันแห่งความนิยมที่ไม่จีรังยั่งยืน ... และมันเป็นเพียงสิ่งสมมุติสิ่งหนึ่งบนโลกนี้เท่านั้น!
ควันธูปและกลิ่นไหม้ของไส้เทียนฟุ้งกระจายไปทั่วลานด้านหลังฮอลล์ซึ่งถูกใช้เป็นที่ตั้งโต๊ะบูชาสิ่งศักสิทธิ์และจิตวิญญาณในที่แห่งนี้เพื่อเรียกขวัญกำลังใจ เอาฤกษ์เอาชัยให้งานที่จัดขึ้นในครั้งนี้ไร้อุปสรรคและประสบความสำเร็จเป็นพิธีกรรมทางศาสนาหรือการมูเตรูที่ผู้จัดอย่างคุณสาย(ทิพย์) ไม่เคยละเลย เคยมีคนประมาณการว่าในแต่ละปีทางเอ-ไทม์โชว์บิสเสียงบประมาณที่ใช้ในการมูเตรูปีละหลายแสนบาท … มันไม่ได้อยู่ที่มูลค่าแต่มันอยู่ที่ความเชื่อและความสบายใจของคน …
และถ้าจะมีการเคลื่อนไหวใดที่พลุกพล่านราวกับมดกำลังขนไข่หนีน้ำ ฉันว่าที่นี่แหละที่คล้ายที่สุด ทุกคนกำลังวิ่งไปมา แต่งหน้า-ทำผม และเปลี่ยนเสื้อผ้า ยิ่งใกล้เวลาทุกอย่างก็ถูกเร่งให้เร็วขึ้นเพื่อให้ทันเวลาเริ่มของคอนเสิร์ต … อีกหนึ่งธรรมเนียมปฏิบัติก็คือ การชักภาพหมู่ร่วมกันของศิลปินทุกคนโดยมีคุณสาย (ทิพย์) แม่งานยืนยิ้มหน้าตึง (เป๊ะ) อยู่ตรงกลาง เวลานี้แหละที่เราจะมีโอกาสทำความใกล้ชิดแนบสนิทกับใครที่หมายตา!! การยืนเบียดถ่ายรูปหมู่แบบพาโนราม่าโดยคนหมู่มากนับสิบคนนั้นแนบแน่นเบียดชิดอย่างหาที่เปรียบมิได้ แต่อุปสรรคของฉันก็คือ “พุง” ที่ค้ำทุกอย่างไว้ มันกันทุกอย่างออกจากตัวฉัน งานนี้ “นม” ไม่มีโอกาสเสนอหน้าเข้ามามีส่วนร่วม แม้ฉันจะแขม่วพุงกลั้นใจจนหน้าเขียวเพราะขาดอากาศ โอกาสของความแนบชิดก็ไม่ได้ใกล้เข้ามาเลยสักนิด! ชิ! ไม่ได้ก็แปลว่าไม่ได้จริงๆใช่มั้ย? ไกลแค่ไหนคือใกล้คะ? งั้นรีบๆ ถ่ายให้เสร็จไวๆ ‘รมณ์เสีย! ...
เมื่อเพลงสรรเสริญก็ดังขึ้นเป็นสัญญาณว่า การเริ่มต้นและการเอาฤกษ์เอาชัยได้เกิดขึ้นจริงแล้ว ช่วงเวลาที่เราทุกคนจะได้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน ท่านผู้เป็นเหมือนอากาศ แสงแดด สายลม และสายฝน … ขอพระองค์ทรงพระเจริญ น้ำตารื้นจากขอบตาฉันทุกครั้งเมื่อเพลงนี้ดังขึ้น … 3 คิวแรกที่จะต้องออกไปแสดงต้องเตรียมพร้อมก่อนใครๆ หลังเวที … แสงไฟสลัวๆ ทอดเป็นลำน้อยออกจากไฟฉายอันเล็กๆ ที่พนักงานถือไว้ส่องนำทางฉันไป ถึงมันจะเป็นเพียงแสงเล็กๆ ไม่ได้ยิ่งใหญ่เท่าสปอตไลท์บนเวที แต่มันก็พาฉันไปถูกทาง มันสะท้อนภาพอดีตในช่วงที่ “ความหวังเล็กๆ” ได้เริ่มต้นขึ้นบนเส้นทางการร้องเพลงของฉัน ฉันไม่รู้ว่าฉันจะมาได้ไกลถึงตรงนี้ และถึงแม้ฉันจะไม่มีวันนี้ เป็นแค่คนที่ไม่มีใครจดจำได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันเป็นก็คือ … ฉันไม่เคยสงสัยตัวเอง หรือ ปล่อยให้ความสงสัยของคนแปลกหน้าทำให้ฉันไขว้เขว ฉันเรียกสิ่งนี้ว่า... “ความมุงมั่น” และเพราะว่ามันมีเหตุผลอย่างต่อเนื่องมันจึงไม่ใช่ความดื้อรั้น หรือ แค่คิดเขาข้างตัวเอง …
ฉันหอบชายกระโปรงยาวหนักเกือบ 10 กิโล ตะกายไปตามทางเหมือนมังกรโคโมโดตัวเมียตะกายหนีภูเขาไฟระเบิด เมื่อเพลงสวัสดีความรักของพี่แอม เสาวลักษณ์ กำลังจะจบลง ความวุ่นวายอีกระลอกก็กำลังก่อตัวขึ้น “เฮ้ย … เข็นเร็วๆ ไปๆๆ” เสียงแบ็กสเตจ 5 - 6 คนตะโกนกันโหวกเหวกคล้ายกับกำลังต้อนวัวต้อนควายเข้าคอก ฉันวิ่งเข้าไปในคอกเล็กๆ ที่เป็นช่องตรงกับประตูของฉากจีนที่ใหญ่โตนั้น (คนโลกสวยอาจมองฉากนี้เหมือนคฤหาสน์จีน แต่ฉันมองมันอีกอย่างเหมือนสำนักอะไรสักอย่างที่มีฉันเป็นคนคุมกิจการ!) ทั้งหอบชายกระโปรงที่หนักและตะกุยขาหลังไปในอัตราเร่งเดียวกันกับคนที่เข็นมันอยู่ 5 - 6 คนนั้น ถ้าสะดุดหน้าฟาดจะฮามาก! เสียงคึ่กๆๆ จากล้อเลื่อนบอกฉันว่าฉากนั้นมีน้ำหนักมาก ฉันซอยเท้าตามยังกับว่ามีตำรวจวิ่งไล่บุกจับทลายบ่อน หรือซ่อง ฉากมาหยุดกึกตั้งตระหง่านกลางเวทีแสงไฟสาดลอดมาทางช่องประตู ฉันผลักประตูเบาๆ ก้าวเท้าออกไปสวยๆ หน้านิ่ง ยิ่งใหญ่อลังการ ราวกับฉันเป็นตงฟางปุ๊กไป้ (เดชคัมภีร์เทวดา) “หลองปั๊น...หลองเลา” แต่ใครจะรู้ว่า … กรูวิ่งจนขาจะขวิดแล้วค่า!
วันต่อมาทีมงานกลัวว่าหน้าจะคว่ำคะมำหงายเลยให้ปีนไปนั่งบนหินที่ถ่วงฉากไว้ หนักเข้าไปอีกค่า! เพราะกลัวตกลงมาระหว่างเข็น เลยต้องยื่นมือไปเกาะโครงเหล็กไว้ตลอดเวลา เกร็งจนตีนหงิกค่าคุณ รู้เลยว่าเวลาเขาเคลื่อนย้ายคิงคองมันเป็นยังไง หัวจะทิ่มสิคะ! … เอิ่มจบจากนั้นกรูไปสมัครเป็นผู้ช่วยนักมายากลเลยดีกว่า เพราะเก่งเรื่องซ่อนตัว! ... คนอื่นเขาโหนสลิงนิ่งๆ ขี่เจ็ตสกีลอยออกมา หรือนั่งมาบนมงกุฎเก้งทองคำ แล้วดูกรูสิคะ แข่งวิ่งควายชัดๆ คุณสายไม่น่าทำกับลูกน้องขนาดนี้เลย! ... ทุกครั้งที่เริ่มร้องเพลงแรกในคอนฯ ฉันจะตื่นเต้นมือสั่น คอแห้ง ปวดฉี่สารพัด แล้วชุดที่ออกแบบโดยคุณผักกาด (Hooks) ชุดนี้มันถกกระโปรงฉี่ได้ง่ายๆ ซะที่ไหน มันต้องถอดออกทั้งชุดเวลาจะเข้าห้องน้ำ ทำไงได้ล่ะคะ....อั้นไปสิคะ ทดสอบหูรูดไปในตัว ถ้ารีบมากๆ เวลาวิ่งไปฉี่ ฉันเคยดึงกุงเกงลิงขาดแคว่กมาแล้ว ต้องรีบสอยกางเกงเองจนมือสั่น โธ่ … ชีวิตฉันนรกยกล้อจริงๆ เมื่อศิลปินมีเยอะก็ร้องน้อย เวลาก็เหลือแยะนั่งรออีก 2 ชั่วโมงกว่าจะถึงคิวสุดท้าย เป็นเวลาที่ส่ายตาหาของกิน บนโต๊ะซึ่งอุดมไปด้วยอาหารคาวหวานหลายสัญชาติทั้งไทย-ญี่ปุ่น-เกาหลี ทั้งหมดนั้นเป็นของ 4 โพดำ แฟนคลับของ กันต์ ตั้ม แก้ม และโดม เดอะสตาร์ จะเอามาส่งอย่างล้นเหลือทั้ง 3 วัน น้องๆ เดอะสตาร์จึงมีอาหารกินอย่างอู้ฟู้ทุกวัน เด็กๆ ชวนฉันร่วมวง โดยเฉพาะ “ตั้ม” น้องช่างใจบุญเผื่อแผ่มาถึงป้า โถ … พ่อคุณ ขอให้เจริญๆ นะลูก แฟนคลับน้องตั้มเหนียวแน่นจัดเป็นสายแข็งพอๆ กับของ “ณัฐ ศักดาทร” ที่ฉันเคยเจอ ผิดกับ “ก้อง สหรัถ” หล่อแต่กินไม่ได้ เวลามีของมาส่งนางจะรีบเอาไปเก็บที่รถ (จริงๆ แล้วมันไม่มีที่จะวาง) น่าไล่ไปอยู่กับ “ก้อง ปิยะ” รายนั้นเวลาใครให้อะไรมาก็เก็บเอาไปกินที่บ้าน ขนาดไปถึงบ้านนาง เห็นจะๆ ตอนนางเปิดตู้เย็น (เต็มตู้เลย) นางก็ไม่ชวนกิน ไม่เอาออกมา นางว่า … คนให้เขาตั้งใจให้พี่ก้องคนเดียวเขาจะเสียใจถ้าพี่ก้องเอาไปให้คนอื่น เหตุผลฟังขึ้นมาก จะอ้างว่าเป็นอาหารตุ๊ด ชะนีห้ามกินยังจะฟังขึ้นกว่ามะ? ผิดกับ “คุณท็อป ดารณีนุช” ที่แบ่งทุกอย่างให้เพื่อนและคนรอบตัว โถ … เทพธิดาผู้อารีย์ในร่างเจ้าหญิงฟิโอน่า (เชร็ค) กลับชาติมาเกิด นางแบ่งให้โดยไม่หวง เสียดายเลิกกับสามีแล้ว ถ้ายังอยู่นางคงแบ่งให้เพื่อน แต่มันคือสิ่งเดียวที่เพื่อนไม่เอา คราวหน้าหาผัวหน้าตาดีแล้วค่อยแบ่งเพื่อนจะได้บุญกว่า! ฉันหันไปเบะปากใส่ ก้อง สหรัถ ที่ไม่มีอะไรให้กิน “เชอะ นี่หรือเมืองพุทธ!” บาปบุญค่าคุณ นางเดินไปไหนไม่รู้ แต่มีกล่องเค้กวางอยู่ (มีคนเอามาให้นาง) ฉันแกะออกมาแจกทุกคนกินกันจนอิ่ม ทิ้งกล่องเปล่าๆ ไว้ให้นางดูต่างหน้า! คนกินก็กินไป ส่วนบางคนก็เล่นวิดีโอเกมกับลูกๆ … ครอบครัวสุขสันต์น่าเอ็นดู บ้างก็นอน บ้างก็แต่งหน้าเติมหน้าไม่หยุด ทุกคนกลับมาเป็นตัวของตัวเองชั่วขณะก่อนจะออกไปแสดงตามหน้าที่รับผิดชอบของแต่ละคน ส่วนฉันกับลูกน้อง นั่งสังเกตการณ์และนินทาชาวบ้านค่าคุณ! บางทีก็นั่งดูคอนฯ ผ่านมอนิเตอร์ด้านใน ส่วนตัวแล้วหนึ่งในการแสดงที่ฉันชอบคือการแสดงของ “มอส ปฏิภาณ” ฉันว่าสีหน้าและดวงตาของมอสเป็นธรรมชาติมาก ดูไม่ตั้งใจหรือพยายามจนเกินไปนัก มันเหมือนคนที่อยู่ในวงการนี้มานานจนตกตะกอนแล้ว แสดงเต็มที่อย่างไม่คาดหวังอะไร (การแสดงที่ไม่คาดหวังอะไร คือ การบรรลุถึงหัวใจของการแสดง!) มอสบอกว่า “ถ้าคนชอบก็โชคดีไป ผมทำเต็มที่แล้วละพี่”
“พี่ตู่ นันทิดา” หม่ามี้ของฉัน ใจกว้าง ยิ่งใหญ่ สง่างาม และถ่อมตน นางคือศิลปินต้นแบบของฉัน (ถ้าให้เขียนครบทุกคนที่ขึ้นคอนฯ ฉันคงต้องเขียนไปอีกเดือนกว่าถึงจะจบ เนื้อที่ไม่พอแล้ว เอาแค่นี้ละกัน) ในวันสุดท้ายหลังจากคอนฯ จบลง พวกเราถ่ายรูปร่วมกับทีมงานเอ-ไทม์ โชว์บีส ทั้งทีม คนเหล่านี้ก็คือผู้ปิดทองหลังพระ ทำให้ภาพฝันในจินตนาการของผู้คนได้รับการถ่ายทอดผ่านร่างทรง (นักร้อง) ออกมา ใกล้เคียงกับที่คิดไว้ ได้ให้ความสุขกับคนดูโดยไม่มีโอกาสออกหน้าออกตา นี่คือกลุ่มคนที่สมควรจะได้รับคำชมและเสียงปรบมือมากกว่าศิลปินที่ยืนอยู่บนเวที ทั้งทีม ผู้ผลิต ผู้ออกแบบท่าเต้น ผู้ควบคุมดนตรี ทีมโปรดักชั่น ฉาก แสดง สี เสียง ทีมออกแบบเสื้อผ้า ไปจนถึงพนักงานยกน้ำ (ขออภัยที่เขียนไม่ครบ) ถ่ายรูปเสร็จทุกคนก็แยกย้ายกันทะยอยเก็บของกลับบ้าน เก้าอี้ถูกเก็บซ้อนกัน ฉากถูกรื้อ ขณะที่การรื้อถอนดำเนินไป ความสงบก็กลับเข้ามาในจิตใจฉันอีกครั้ง ฉันมองเห็นการเริ่มต้น และการสิ้นสุดครั้งแล้วครั้งเล่ามาค่อนชีวิต ห้องที่เคยสมมุติว่าเป็นห้องจัดคอนฯ กำลังจะว่างเปล่า คนที่แสดงบทบาทเป็นศิลปินกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้ากลับไปเป็นคนธรรมดา ผู้ชมที่แสดงเป็นผู้ให้ความนิยม กลับบ้านกันไปหมด เรื่องสมมุติเรื่องหนึ่งบนโลกแห่งละครในนี้จบลงไป เหลือทิ้งไว้เพียง “ความทรงจำ” ไม่มีอะไรที่เราไขว่คว้าเอาติดมือกลับบ้านไปได้ แม้แต่ “ความนิยม” ฉันกลับบ้าน อาบน้ำแล้วทิ้งตัวลงนอน ในหัวนั้นว่างเปล่า เมื่อหน้าที่สมมุติได้จบลง ฉันก็ได้กลับมาเป็นคนธรรมดา ที่ไม่ได้ยึดไม่ได้แบกอะไรไว้ นอกจากชีวิตที่ต้องดำเนินไปในแต่ละวัน เหมือนคนทั่วไปที่ต้องตื่นขึ้นมาสู้กับวันพรุ่งนี้จนกว่าจะหมดลมหายใจ …
ป.ล. รอชม DVD คอนฯ 10 ปีเอ-ไทม์ โชว์บิส ได้ราวๆ เดือนสิงหาคมนี้นะคะ คุณผู้ชม
.......................................
(หมายเหตุ 'ข้างหลังคอนฯ (จบ)' : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)



