
จากเสียงติติงสู่คำชื่นชมคุณค่ารื่นรมย์ของข้าบดินทร์ :
จากเสียงติติงสู่คำชื่นชม คุณค่ารื่นรมย์ของข้าบดินทร์ : สกู๊ปบันเทิง
ในชีวิตของการ “ทำงาน” สิ่งที่ยากที่สุดคือการ “เริ่มต้น” และไม่ใช่ว่าเริ่มต้นยากแล้วลำดับต่อไปจะง่าย แต่ในความยากมักมีความท้าทายซุกซ่อนอยู่เสมอ อุปสรรคมากมายเปรียบเสมือนสีสัน ความผิดหวังและเสียงดูถูกระหว่างทาง เป็นภูมิต้านทานชั้นดี เพราะ “สิ่งใดที่ได้มาโดยยาก ย่อมมีค่ามากกว่าสิ่งที่ได้มาโดยง่าย”
คำพูดเรียบง่ายทว่าทรงพลังของเจ้าพระยาพระคลัง (วิวัฒน์ ผสมทรัพย์) จากละครเรื่อง “ข้าบดินทร์” ที่กระตุ้นให้ “เหม” (เจมส์ มาร์) ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคในความรักที่มีต่อ “ลำดวน” (“แมท” ภีรนีย์ คงไทย) ชีวิตของชายชื่อ เหม ผกผัน จากดีงามสู่ความตกต่ำและจากความตกต่ำ ทะยานกลับขึ้นมาได้ด้วยความเพียรพยายามแรงกล้า โดยมี ลำดวน เป็น “สติ” คอยเตือนให้แก้ปมในใจ เรื่องการ “ไม่ดูถูกตัวเอง”
ละครพีเรียดอิงประวัติศาตร์เรื่องนี้กว่าจะเสร็จสมบูรณ์ออกสู่หน้าจอโทรทัศน์ให้ผู้ชม “ตัดสิน” ในท้ายสุดนั้น ช่วงเวลาของการทำงานก่อนหน้านั้น เชื่อว่าทีมงานข้าบดินทร์ โดยบริษัท “ทีวีซีน” ออกอากาศทางช่อง 3 มีแรงกดดันมหาศาล จากเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในโลกโซเชียล ที่เกิดจากความไม่เชื่อมั่นค่อนข้างรุนแรง คอยสั่นสะเทือนแรงใจของคนทำงาน
ความเหมาะสมของตัวละครคู่ “พระ-นาง” เป็นสิ่งแรกที่ผู้จัดมากฝีมืออย่าง “ปิ่น” ณัฏฐนันท์ ฉวีวงษ์ ถูกถามถึง ด้วยประเด็นที่ว่า เจมส์ มาร์ เป็นวัยรุ่นหนุ่มตี๋อินเตอร์ จะมาสวมบทของเหม ผู้ชายไทยสมัยโบราณได้อย่างไร รวมถึง “แมท” ภีรนีย์ สาวลูกครึ่งหน้าฝรั่ง จะเหมาะสมกับบทหญิงไทยโบราณอย่างลำดวน ตรงไหน แต่สิ่งหนึ่งที่ได้ยินจากปากผู้จัดคนนี้เสมอคือ “ชอบคนที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำงาน และเจมส์ มาร์ กับ แมท มีข้อนี้”
ในยุคที่ผู้จัดละครเพิ่มขึ้นจนนักแสดง “ขึ้นหม้อ” ไม่เพียงพอต่อความต้องการ เพราะโดนจองตัวมีละครต่อคิวยาวเหยียด เชื่อว่ามีหลายปัญหาที่ผู้จัดต้องเผชิญหน้า เมื่อได้นักแสดงที่อาจมีบางข้อไม่ตรงใจผู้ชม หรือไม่ตรงตามบทประพันธ์ สิ่งเดียวที่จะบรรเทาและเอาชนะทุกอย่างได้คือ “การแสดงที่ดี” บวก "ความตั้งใจ" ซึ่ง เจมส์ มาร์ มีเวลาเตรียมตัวเรียนวิชา “ดาบอาทมาฏ” หรือดาบพระนเรศวร วิชาดาบ 2 มือ เพื่อใช้เข้าฉากในการต่อสู้นานถึง 6 เดือน ก่อนจะเริ่มถ่ายทำจริงนานกว่า 9 เดือน
โดยมี “หนุ่ม” อรรถพร ธีมากร เป็นผู้กำกับการแสดง ซึ่งถือว่าละครพีเรียดสมัยรัชกาลที่ 3 เป็นงานยาก เพราะทั้งฉากและองค์ประกอบศิลป์ต่างๆ เสื้อผ้า หน้า ผม การหาโลเกชั่น ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หลังจากละครออกอากาศไป แสดงให้เห็นอย่างหนึ่งว่า ทีมนี้มีความ “แข็งแรง” ทำการบ้านหนักและศึกษาข้อมูลมาเป็นอย่างดี รวมถึงบทละครโดย “เอกลิขิต” สามารถชูโรงนำพาเรื่องราวให้คนดูคล้อยตาม ไม่ยัดเยียดจนเลี่ยนและเอียน แต่ใช้ถ้อยคำและความละมุนละไม เปรียบเปรยในบทสนทนาถึงความ “รักชาติ” เหมือนวลีที่ว่า “จงทำตัวเป็นเศษธุลีดินที่มีค่าของผืนแผ่นดิน” เพียงประโยคเดียว กลับสะท้อนเนื้อหาของละครได้ทั้งเรื่อง
แม้แต่ “ฉากรบ” หรือการทำซีจี ที่ละครส่วนใหญ่ของไทยมักจะโดนครหาว่าทำได้ไม่แนบเนียน แต่เรื่องนี้เอาตัวรอดไปได้ ถึงจะมีความผิดพลาดให้เห็นอยู่บ้าง อย่างการประดาบคล้ายรอจังหวะเป็นบางครั้ง แต่โดยรวมสามารถใช้ภาพสื่อความหมาย และสัญลักษณ์ออกมาได้ดี มีฉากที่น่าประทับใจอย่างฉาก “รบบนหลังช้าง” การสูญเสียและความเสียสละ เรียกน้ำตาผู้ชมได้อย่างซาบซึ้ง แสดงให้เห็นว่า “ช้าง” เป็นสัตว์ที่มีพระคุณต่อแผ่นดินอย่างสูง แม้ "บท" บางช่วงบางตอนอาจแลดูไม่สมเหตุสมผลไปบ้าง เช่น ฉากเหมโดนมีดแทงไม่เข้าเพราะมีคาถาอาคม แต่งูดันกัดเข้า คงเพียงเพื่อต้องการให้ละครมีสีสัน บวกรวมกับความตั้งใจและสมจริงอย่างอื่น ส่งพาให้มองข้ามจุดเล็กน้อยนี้ไปได้
รวมถึงการทำให้บุคคลในประวัติศาสตร์สำคัญทั้ง คุณชายช่วง (ช่วง บุนนาค) ผู้มีคุณูปการเกี่ยวกับการติดต่อระหว่างประเทศ และสามารถต่อเรือรบ (เรือกำปั่น) ไว้ใช้ในราชการได้สำเร็จ เป็นคณะแก้ไขสนธิสัญญา “เบอร์นี” ที่ทำโดย “หันแตร บารนี” หรือ “เฮนรี เบอร์นี” ทูตชาวอังกฤษ ในสมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งไทยเสียเปรียบทั้งการเมืองและการค้าจนกลายเป็นสนธิสัญญา “เบาริง” เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค) พ่อของคุณชายช่วง เจ้าพระยาราชสุภาวดี (สิงห์ สิงหเสนี) สมุหนายกและแม่ทัพใหญ่ในรัชสมัยรัชกาลที่ 3 ได้กลับมามีชีวิตอีกครั้งในโลกแห่งละคร โดยผู้เขียนบทประพันธ์ “วรรณวรรธน์” ได้ร้อยเรียงเหตุการณ์ต่างๆ รายล้อมชีวิตตัวละครหลักอย่าง เหม ทั้งการเมืองในแง่การติดต่อระหว่างประเทศ ศึกรบนอกประเทศ และศึกรัก ที่ต้องอาศัยการอดทน รอคอย
ข้าบดินทร์ เป็นละครที่ถูกปรามาสเอาไว้ตั้งแต่ขั้นตอนการเริ่มต้น “คัดเลือก” นักแสดงความไม่เชื่อมั่นของผู้ชมเป็นอุปสรรคด่านแรก แต่หลังจากออกอากาศ “ละคร” ได้ทำหน้าที่ของตัวเอง โดยการ “ส่งสาร” บางอย่างไปถึงคนดู นักแสดงทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่แสดงศักยภาพได้เต็มที่
จากความ “ไม่เชื่อ” กลายเป็น “ยอมรับ” ลบคำสบประมาทที่เคยถาโถมจากเสียง “ติติง” กลายเป็นเสียง “ชื่นชม” สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องชี้วัด “คุณค่า” อันแท้จริง และเป็นกำลังใจจากความตั้งใจให้แก่คนทำงาน



