บันเทิง

เอกเขนกดูหนัง:'จูราสสิค เวิลด์'

เอกเขนกดูหนัง:'จูราสสิค เวิลด์'

18 มิ.ย. 2558

'จูราสสิค เวิลด์' : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม

 
 
          หลังการเกิดขึ้นของจูราสสิค พาร์ค ภาคแรกเมื่อ 20 กว่าปีก่อน ความตื่นเต้นเมื่อได้เห็นสัตว์ยุคดึกดำบรรพ์คืนชีพบนจอก็เริ่มลดน้อยลง หากไม่นับภาคต่อๆ มา ก็แทบไม่มีหนังไดโนเสาร์เรื่องไหนสร้างปรากฏการณ์ได้เทียบเท่า หลังผ่านพ้นภาคที่สามเมื่อ 14 ปีที่แล้วเป็นต้นมา หนังไดโนเสาร์ก็แทบสูญพันธุ์ไปจากจอแล้วจริงๆ (ในแง่ความโดดเด่น น่าจดจำ) จนไม่แน่ใจว่า ความรู้สึกที่ได้เห็นไดโนเสาร์บนจออีกครั้ง จะตื่นตา ตื่นใจอีกหรือเปล่า จนกระทั่งการมาถึงของ จูราสสิค เวิลด์ ซึ่งจะว่าไปแล้ว ถ้า สตีเวน สปีลเบิร์ก จะรีเมกจูราสสิค พาร์ค ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่สุดท้ายเขาก็เลือกทำภาคต่อและเปลี่ยนมือไปให้ โคลิน เทรเวอร์โรว์
 
          อันที่จริงระยะเวลาที่ห่างกัน 23 ปี จากภาคแรก และ 14 ปี จากภาคสุดท้าย เวลาที่เนิ่นนานขนาดนี้ไม่น่าจะต่อกันติด ทั้งเนื้อหาเรื่องราว ตัวละครเดิมๆ หรือกระทั่งแฟนหนังเดนตายก็น่าจะหลงเหลืออยู่ไม่มากนัก อีกทั้งการจะเรียกความสนใจจากแฟนหนังกลุ่มใหม่ ก็ไม่น่าจะง่ายเช่นกัน
 
          จูราสสิค เวิลด์ ยังคงพูดถึงเรื่องราวบนเกาะเพาะเลี้ยงสัตว์ดึกดำบรรพ์กลางทะเลเขตร้อนชื้น ในฐานะสถานท่องเที่ยวชื่อดังที่ผู้คนหลั่งไหลมาจากทั่วโลก อารมณ์ของหนังยังคงเต็มไปด้วยอิทธิพลจากงานเก่าๆ ของสปีลเบิร์กหลายต่อหลายเรื่อง ซึ่งไม่ใช่แค่จูราสสิค พาร์คเท่านั้น แต่ยังหวนนึกไปถึงอารมณ์การผจญภัยในหนังอย่าง อินเดียน่าโจนส์ทั้งสามภาค หรือกระทั่งการแทรกแซงจินตนาการความคิดอ่านของเด็กๆ โดยผู้ใหญ่ ผ่านการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ เช่นในหนังอย่างอีที สิ่งเหล่านี้ล้วนมีให้พบเห็นใน จูราสสิค เวิลด์ ทั้งสิ้น
 
          ขณะเดียวกัน หนังมหากาพย์สัตว์โลกล้านปีภาคนี้ ยังคงรักษาอารมณ์ของจูราสสิคภาคแรกเอาไว้ได้ครบครัน ทั้งการผจญภัยไดโนเสาร์จากมุมของเด็ก ความเถื่อนห่ามแบบแมนๆ ที่เด็กวัยรุ่นมักเป็นกัน หรือกระทั่งสาวสวยไฮโซที่เดินหลุดออกไปจากโลกของเธอเข้าสู่การผจญภัยที่เธอเองไม่ได้ต้องการมีส่วนร่วมอย่างเต็มใจนัก แต่ก็กลายเป็นฮีโร่กอบกู้สถานการณ์คับขันได้ในบางขณะ
 
          ...เวโลซิแรปเตอร์, ไทเซอราทอป, แบรคคิโอซอรัส, ไทแรนโนซอรัส เร็กซ์ และสัตว์ดึกดำบรรพ์อีกหลายสายพันธุ์ ยังคงพบเห็นได้ในภาคนี้ แต่ที่สร้างความตื่นตาอีกหนึ่งพันธุ์ที่เพิ่มเข้ามาคือเจ้าสัตว์ใต้น้ำขนาดยักษ์ โมซาซอรัส ไม่นับรวมพันธุ์ผสม ที่เกิดจากการตัดต่อพันธุกรรมอย่างตัวร้ายของเรื่อง อินโดไมนัส เร็กซ์ เท่านั้นยังไม่พอลักษณะตัวละครจากภาคแรก ก็ดูเหมือนถอดแบบมาจากเบ้าเดียวกันไม่ผิดเพี้ยนสู่ภาคนี้ ทั้งเด็กๆ ที่พลัดหลงจนต้องหาทางรอดจากไดโนเสาร์พันธุ์ดุอย่างเดียวดาย นักวิทยาศาสตร์ใฝ่ดีที่มองเห็นหายนะจากสัตว์บรรพกาลที่ถูกชุบชีวิตใหม่โดยมนุษย์ (แต่ภาคนี้เปลี่ยนเป็นครูฝึกแทน) นักธุรกิจที่พยายามฉกฉวยโอกาสทางธุรกิจอย่างหน้ามืดตามัว (แต่กลับตัวกลับใจหลังได้รับบทเรียน) แน่นอนว่าตัวละครเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อรับใช้เนื้อหาที่สร้างสรรค์ขึ้นมา สำหรับการออกผจญภัยอย่างสุดขั้วโดยเฉพาะ ฉากต่างๆ ที่วางจังหวะจะโคนรับ-ส่ง กันอย่างลงตัว การวางพล็อตเพื่อนำไปสู่ไคลแม็กซ์ก็ซ้ำเดิมอันว่าด้วยสัตว์ดุร้ายหลุดจากการควบคุมออกอาละวาดไปทั่วเกาะและเทคโนโลยีก็ไม่สามารถจัดการสิ่งที่เกิดขึ้น ปล่อยให้ธรรมชาติควบคุมดูแลกันเองเหมือนในภาคแรกๆ 
 
          แม้ภาคนี้จะผลักเรื่องไปสุดกู่จนเกือบเป็นหนังสัตว์ประหลาดเกรดบียุค 70-80 ซ้ำร้ายบางตัวละครที่ใส่เข้ามายังน่ารำคาญ หรือไม่ก็ซื่อบื้อชวนแช่งให้ตายชักมากกว่าเอาใจช่วย แต่แน่นอนว่าทุกๆ องค์ประกอบทั้งหมดที่เอ่ยถึงมานั้น กลับทำให้หนังสนุกเพลิดเพลิน พาให้แฟนหนังชุดนี้หวนกลับไปรำลึกนึกถึงอารมณ์ผจญภัยในบรรยากาศก่อนเก่าได้อย่างชื่นมื่นหัวใจ ส่วนคนหนังรุ่นใหม่ที่เกิดไม่ทัน จำความไม่ได้ ก็ไม่มีปัญหากับการต่อติดจากของเดิม แต่กลับได้สัมผัสรสชาติใหม่ๆ ของหนังแนวนี้อีกต่างหาก (ซึ่งก็ไม่ได้แปลกใหม่ หากแต่ห่างหายไปนานจนแทบลืมไปหมดแล้วต่างหาก) จึงไม่น่าแปลกใจที่หนังจะทำรายได้ถล่มทลายทันทีที่เปิดตัวฉายสัปดาห์แรก (12-14 มิ.ย.58) จนสามารถสร้างสถิติ เป็นหนังทำเงินในสัปดาห์เปิดตัวสูงสุดตลอดกาล โดยกวาดเงินไปถึง 511.8 ล้านดอลลาร์จากทั่วโลก เฉือนเอาชนะแชมป์เก่าไอรอนแมน ภาค 3 
 
          แม้หนังจะรักษาอารมณ์ต้นฉบับเอาไว้อย่างเหนียวแน่น จนแทบไม่สามารถสร้างความแปลกใหม่ใดใดให้ตัวเองได้ แต่สิ่งที่งดงามที่สุดในจูราสสิค เวิลด์ อาจจะในฐานะของการแสดงความคารวะนั่นก็คือดนตรีประกอบโดยเฉพาะเพลงธีมจากต้นฉบับภาคแรก ที่ไพเราะให้ความรู้สึกทั้งยิ่งใหญ่และงดงามจากฝีมือการประพันธ์ของจอห์น วิลเลียมส์ คอมโพสเซอร์คู่ใจของสตีเวน สปีลเบิร์ก ที่แต่งเพลงให้หนังของพ่อมดแห่งฮอลลีวู้ดคนนี้แทบทุกเรื่อง ส่วนจูราสสิค เวิลด์ เพลงประกอบแต่งโดย ไมเคิล จิอัคคิโน
 
          ไม่น่าเชื่อว่า 14 ปีที่ห่างหายไป แฟนหนังจะยังคิดถึงไดโนเสาร์เพื่อนรักกันมากมายขนาดนี้
 
..........................................
(หมายเหตุ 'จูราสสิค เวิลด์' : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม)