
'ก่อนจะดูจูลาสสิค เวิลด์'
05 มิ.ย. 2558
'ก่อนจะดูจูลาสสิค เวิลด์' : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร
หนังจูลาสสิค พาร์คที่กำกับโดยสปีลเบิร์ก ที่เข้าฉายโรงภาพยนตร์ในปี 1993 ทำให้คอภาพยนตร์ได้สัมผัสกับภาพยนตร์ที่เข้าถึงผู้ชมทุกเพศทุกวัยทั่วโลก และกลายเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำทางวัฒนธรรมร่วมของพวกเรานับตั้งแต่นั้นมา
ภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่สร้างจากการผสมผสานเรื่องไซไฟและจินตนาการไร้ขอบเขตของไครช์ตันเข้าด้วยกัน ทำให้ผู้ชมตื่นตะลึงจนลืมหายใจและตั้งคำถามว่า “มันเกิดขึ้นได้จริงๆ รึเปล่า” สปีลเบิร์กอธิบายว่า เขาและเพื่อนร่วมงานไม่เคยตั้งใจจะปฏิวัติวิธีการถ่ายทำภาพยนตร์ใหม่เลย พวกเขาเพียงแค่อยากจะสร้างในสิ่งที่คู่ควรกับเรื่องราวที่ยอดเยี่ยมของไครช์ตันขึ้นมาเท่านั้นเอง
เขากล่าวว่า “มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับผมที่จะตัดสินใจว่าความสำเร็จอยู่ตรงไหน ผมก็แค่พยายามจะบอกเล่าเรื่องราวเท่านั้นเอง มันขึ้นอยู่กับคนอื่นที่จะบอกได้ว่าเรื่องราวของคุณถูกบอกเล่าออกมาสำเร็จรึเปล่า แต่ผมรู้ว่าเมื่อมองจากด้านเทคโนโลยีแล้ว หนังเรื่องนั้นเป็นความสำเร็จสำหรับทั้งวงการ มันมีตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นในคอมพิวเตอร์ที่ดูสมจริงมากๆ ภายใต้ทุกสภาวะแสงหรือทุกสภาพแวดล้อม เรามีทีเร็กซ์ดิจิทัลท่ามกลางสายฝนด้วยซ้ำไปนะ”
หลังจากภาคอื่นๆ ในแฟรนไชส์ (The Lost World: Jurassic Park ปี 1997 และ Jurassic Park III ปี 2001) สปีลเบิร์กก็ยอมรับว่าเขายุ่งกับโปรเจกท์อื่นๆ มากเกินไป โชคดีสำหรับแฟนๆ ของแฟรนไชส์ที่เป็นที่รักเรื่องนี้ ไอเดียสำหรับโลกใบนี้เพียงแค่นอนสงบนิ่ง ไม่ได้ถูกลืมเลือน สปีลเบิร์กเล่าว่า “หลายคนที่ผมเจอและไม่เคยพบมาก่อนเตือนความจำผมด้วยการถามว่า "จูลาสสิค พาร์คภาคใหม่จะเข้าฉายเมื่อไหร่" หลังจากนั้นซักพัก ผมก็เริ่มนึกถึงมันมากขึ้น”
แรงสนับสนุนจากแฟนๆ เริ่มจุดประกายไอเดียให้สปีลเบิร์ก และเขาก็เริ่มคุยกับนักเล่าเรื่องที่เขานับถือเพื่อหาคำตอบว่าสวนสนุกที่ถูกคิดขึ้นเมื่อกว่าสองทศวรรษที่ผ่านมาจะโลดแล่นมีชีวิตในที่สุดได้อย่างไร เขาเล่าถึงความหมายของโปรเจกท์นี้ว่า “จูราสสิค เวิลด์เกือบจะเหมือนกับการเห็นจูราสสิค พาร์คเป็นจริงขึ้นมา เราอยากจะทำให้ความฝันนี้เป็นจริงในจูราสสิค เวิลด์ การมีสวนสนุกจริงๆ ที่อุทิศให้กับปาฏิหาริย์ของการสร้างไดโนสาร์จากดีเอ็นเอ มันเป็นการทำให้ความฝันของไมเคิล ไครช์ตัน ซึ่งต่อมากลายเป็นความฝันของจอห์น แฮมมอนด์เป็นจริงขึ้นมา หวังว่าหนังเรื่องนี้จะเป็นเหมือนความฝันที่ผู้ชมอยากจะเห็นมาโดยตลอดนะ”
ผู้ที่เข้ามาอำนวยการสร้างภาพยนตร์ภาคใหม่นี้คือเพื่อนที่ร่วมงานกับสปีลเบิร์กมาบ่อยครั้ง แฟรงค์ มาร์แชล ผู้ที่ผลงานกว่า 70 เรื่องรวมถึงภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จและเป็นที่จดจำสูงสุดตลอดกาลหลายเรื่อง ตั้งแต่ Indiana Jones and the Temple of Doom ไปจนถึงไตรภาค Back to the Future และ The Color Purple ไปจนถึง The Curious Case of Benjamin Button มาร์แชลรู้สึกตื่นเต้นกับแนวคิดในการเปิดประตูรั้วของอิสลา นูบลาร์อีกครั้ง
เขาเล่าว่า “จูลาสสิค พาร์คเป็นภาพยนตร์ดัง และผู้ชมก็ยังคงชื่นชอบไดโนเสาร์ มันก็เลยเป็นไอเดียที่น่าตื่นเต้นที่เราจะสร้างอีกภาคขึ้นมา เราต้องใช้เวลานานขนาดนี้เพื่อตกผลึกไอเดียที่ใช่ และไอเดียของสตีเวนในการสร้างสวนสนุกเต็มรูปแบบนี้ขึ้นมาก็เป็นหัวใจและกุญแจสำคัญของเรื่องราวนี้ ทุกอย่างคุ้มค่ากับการรอคอยครับ”
ผู้ที่ถูกนำตัวมาช่วยดูแลงานสร้างภาพยนตร์อีพิคเรื่องนี้คือผู้อำนวยการสร้างผู้คร่ำหวอดในวงการ แพทริค โครว์ลีย์ ผู้ร่วมมือกับมาร์แชลนับตั้งแต่ภาคแรกของแฟรนไชส์ Bourne ตัวผู้อำนวการสร้างผู้นี้ก็สัมผัสได้ถึงความพร้อมในการกลับไปเยือน จูลาสสิค พาร์ค อีกครั้งของผู้ที่รำลึกถึงสไตล์การถ่ายทำแบบแอมบลินที่คลาสสิก
“ผมคิดว่าผู้ชมคงจะไม่มีโอกาสได้ซาบซึ้งถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในภาคแรกและภาคถัดๆ มาถ้าภาคใหม่เข้าฉายสักปี 2005 น่ะครับ” โครว์ลีย์กล่าว
“ระหว่างนั้น คอหนังรุ่นใหม่ได้เกิดความหลงใหล คลั่งไคล้หนังจากยุคที่ภาคแรกถูกฉายแล้ว ในช่วงรอยต่อนั้น คนเบื้องหลังรุ่นใหม่ๆ ได้ปรากฏตัวขึ้น คนที่สนใจและหลงใหลในหนังแบบนี้อย่างแท้จริงน่ะครับ”
แม้ว่าผู้กำกับจำนวนมากจะสนใจในการปลุกชีพให้หนึ่งในแฟรนไชส์ภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จและได้รับความนิยมสูงสุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ สปีลเบิร์ก, มาร์แชลและโครว์ลีย์ก็ต้องใช้เวลาสักพักในการตามหาผู้มีพรสวรรค์
ที่จะสามารถยกย่องจิตวิญญาณและตำนานของแฟรนไชส์เรื่องนี้ และผลักดันมันไปข้างหน้าอย่างสร้างสรรค์ได้...
สัปดาห์หน้านี้แล้ว ที่ไดโนเสาร์ตัวใหม่ จะออกมากระทืบโรง
.......................................
(หมายเหตุ 'ก่อนจะดูจูลาสสิค เวิลด์' : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร)



