
คมเคียวคมปากกา - ไปดาบหน้าหาเงินสักก้อน
เขียนต้นฉบับวันจันทร์ที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๒ แรม ๖ ค่ำ เดือนแปด (แวดล้อมเดือนเก้า)
ศุกร์ก่อน เล่าเรื่องไปเที่ยวเมืองอุบล เมืองหนึ่งที่ไปเที่ยวได้ไม่รู้เบื่อ ผ่านไปหลายครั้ง ทั้งเรื่องงานและเรื่องอยากเที่ยวเฉยๆ เครื่องบินก็เคย รถไฟก็เคย รถโดยสารก็เคย รถยนต์ส่วนตัวก็เคย เว้นแต่เดินเท้าไปนี่ ขอสารภาพว่าไม่เคยอย่างแน่นอน (555)
ไม่รู้เป็นไรสิ จะว่าไปแอบมีใครสักคนแถวนั้นก็ไม่ใช่ (555) คือมันชอบโดยจริตนิสัย ทั้งน้ำใจไมตรีผู้คน อาหารการกิน วัดวาอาราม ศิลปวัฒนธรรม บทเพลงที่มีต้นกำเนิดจากครูเพลงแถวนั้น บทลำที่มีร่องเสียงจากหมอลำแถวนั้น ผญาที่มีที่มาจากปราชญ์แถวนั้น แม่น้ำสายสำคัญที่เป็นตำนานต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมของผู้คนแถวนั้น เรียกได้ว่าใครชวนไปเมืองนี้เป็นไม่มีขัด
ล่าสุด นอกจากไปดื่มกาแฟสนทนาธรรมกับนักเขียน (พ่อลูกอ่อน) คนหนึ่ง ยังได้ไปกินข้าวเหนียวจ้ำลาบปลากับนักแต่งเพลง (พ่อลูกเป็นสาว) คนหนึ่ง ไปเมืองนี้เจ้าถิ่นเสนอแต่รายการปลา ไม่ว่าปลาเพื่อน หรือปลาทอง ล้วนเป็นปลาที่เอื้อให้ผู้คนประทับใจการต้อนรับของผู้คน
พูดคุยกับนักเขียน ก็ได้ขยายความรู้เรื่องวงการหนังสือ พูดคุยกับนักแต่งเพลง ก็ได้เพิ่มพูนความรู้เรื่องวงการเพลง มิหนำซ้ำ ได้พบเพื่อนซึ่งเป็นหมอด้านจิตเวช ก็เปิดโลกรับรู้บางเรื่องราวอันน่าเห็นใจของผู้ป่วยด้านนี้
สำหรับวงการเพลง เพื่อนนักแต่งเพลงเล่าให้ฟังหลายเรื่อง โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจที่ส่งผลถึงยอดจำหน่าย กระทบถึงโอกาสการแจ้งเกิดของนักร้องใหม่ๆ ด้วยนักร้องเก่าแม้มีชื่อเสียงและเสียงร้องดีอยู่แล้ว ยอดขายยังไม่ดีขึ้น ประเภทถึงล้านตลับนั้นเป็นไปได้ยาก แค่หลักหมื่นหลักแสนยังลำบาก เพื่อนนักแต่งเพลงให้เหตุผลประมาณว่าเพราะคนน่าจะไม่มีเงิน ซึ่งผมเสริมว่าคนอาจมีเงินแต่เลือกใช้จ่ายมากขึ้น โดยเฉพาะเพลงนั้น ยุคนี้มีทางเข้าถึงโดยไม่ต้องซื้อมากมายหลายทาง เขาเองยังบอกด้วยว่านี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ บางที ต่อไปหนทางนำเสนอเพลงและเสพรับเพลง อาจไม่ต้องผ่านบริษัทยักษ์ใหญ่ในเมืองหลวง คนเล็กๆ ตามเมืองเล็กๆ ก็สามารถทำเองได้
สำหรับวันนี้ นักร้องหลายคนเสียงดี แต่ค้างเติ่งรอจังหวะอยู่หลายนาน มันคงมิง่ายเหมือนฝันที่จะปั้นดาวคืนละดวง หรือเดือนละดวง ดาวบางดวงอาจต้องรอฟ้าเปิดอยู่แรมปี
ดาวบางดวงกำลังรุ่ง เตรียมพุ่งสู่ท้องฟ้าราตรีด้วยผลงานใหม่ กลับมีอุบัติเหตุชีวิต ณ ตรงนี้ขออนุญาตเอ่ยนามร่วมแสดงความเสียใจกับ ไหมไทย ใจตะวัน ผู้เพิ่งสูญเสียคนรักด้วยโรคภัยไข้เจ็บ ขณะจังหวะโอกาสในวงการเพลงกำลังพุ่งขึ้นสูง ก่อนนี้เคยชื่นชมเขาในเพลง “เสียงแคนจากแมนชั่น”และอีกหลายเพลง บังเอิญเหลือเกิน (บังเอิญอีกแล้ว) วันที่รู้ข่าวนี้ กลางคืนแวะค้างแรมที่เมืองร้อยเอ็ด นั่งกินข้าวในห้องอาหารโรงแรมกับเพื่อนซึ่งเป็นครู (ก็อีกแหละ พบครูย่อมรับรู้ทุกข์สุขวงการครู) ระหว่างนั้นมีการเวียนโต๊ะร้องเพลงหลายแนวหลายลีลา รวมทั้งโต๊ะเราด้วย แอบเห็นไอ้หนุ่มโต๊ะหนึ่งนั่งดื่มเบียร์อยู่คนเดียว พอได้ที่ก็ขึ้นไปวาดลวดลายด้วยเพลง "เสียงแคนจากแมนชั่น" ของ ไหมไทย ใจตะวัน และ "อ้ายฮักเจ้าเด้อ" ของ มนต์แคน แก่นคูน ไอ้หนุ่มเดียวดายน้ำเสียงดี ลีลาขับร้องดี ชนิดต้องคิดถึงนักร้องอาชีพ และคิดถึงไหมไทย ถ้าเป็นแมวมองแมวฟัง มีหวังคิดถึงการปั้นดินให้เป็นดาวแน่ๆ ยังกระซิบบอกเพื่อนครูว่าเพิ่งได้ยินข่าวเศร้าของไหมไทย ครับ...อย่างไรก็ขอให้มีกำลังใจยืนหยัดร้องเพลงต่อไป มิตรรักนักเพลงยังรอคอย
ระหว่างเดินทาง ฟังเพลงบนรถทั้งจากแผ่นและวิทยุ อยู่ๆ ก็คิดถึงคีตกวีทั้งอาวุโสและร่วมสมัยแถวเมืองอุบล ถึงบ้านจึงเปิดคอมพิวเตอร์ฟัง สนธิ สมมาตร เสียหลายรอบ นี่เป็นอีกเสียงที่ฟังได้ไม่รู้เบื่อ เหมือนไม่เบื่อเสียง สาลิกา กิ่งทอง ทางใต้ หรือเสียง จรัล มโนเพ็ชร ทางเหนือ
นอกจากเพลงที่บันทึกไว้ในคอมพิวเตอร์ เมื่อเข้าไปเดินทางท่องเที่ยวบนถนนเว็บไซต์ ยังมีให้ฟังพร้อมทั้งข้อมูลความรู้ เสียงสนธิที่สะกิด-สะกดใจที่สุดยามนี้กลับเป็น...
"...ทุกข์หรือโศกแล้วแต่โชคชะตา ไปดาบหน้าหาเงินสักก้อน..."
ฟังมาไม่รู้กี่เที่ยว หลายวัน หลายวัย หลายอารมณ์ มาถึงวันที่เหงาๆ ฟังซ้ำอีกครั้งแล้วเศร้าเรียกน้ำตาอย่างไรชอบกล คิดถึงครั้งหนึ่งในชีวิตของตัวเองและใครต่อใคร (อาจรวมทั้งดาวหลายดวงทั้งที่รุ่งและยังไม่รุ่งตอนนี้) ที่ชีวิตจำเป็นต้องมีภาคบังคับทางโชคชะตาและเศรษฐกิจ
ด้วย "พี่ยากไร้จำใจจร...ไปดาบหน้าหาเงินสักก้อน" โธ่เอ๋ย...ดาบหน้าดาบไหนใครจะรู้?
"ไพวรินทร์ ขาวงาม"



