บันเทิง

เล่นหูเล่นตา:'สุขไปวันๆ'

เล่นหูเล่นตา:'สุขไปวันๆ'

25 พ.ค. 2558

'สุขไปวันๆ' : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม

 
          “จากนี้ไป ... ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ฉันจะมีความสุขทุกวัน” ... ฉันบอกกับตัวเองแบบนั้น ถึงแม้ว่าในความเป็นจริงเราจะทุกข์มากกว่าสุข หรือผู้ใหญ่ที่รู้จักโลกจะเคยสอนไว้ว่า “ความทุกข์มันอยู่กับเราตลอดเวลา” ช่วงไหนที่เรารับรู้ความทุกข์น้อยลง เราเรียกช่วงนั้นว่า ความสุข ... ชีวิตคนเราจะสุขหรือทุกข์ขึ้นอยู่กับ “การตีความ” ของแต่ละคนในแต่ละมุม ... และต่อให้เรายอมรับความจริงซึ่งเป็นทุกข์นั้นได้ ก็ไม่ได้ทำให้ความทุกข์นั้นมันจะน้อยลงไป จนกว่า ... เราจะ “เคยชิน” กับมันนั่นแหละ!
 
          ข้อดีของการเกิดเป็นมนุษย์ที่ฉันหาเจออยู่ข้อหนึ่งก็คือ การได้รับรู้ความสุขและความทุกข์ ซึ่งก็คือสีสันและรสชาติของชีวิต ถ้าเราไปเกิดเป็นสัตว์ที่ต่ำกว่านี้เราคงจะไม่รู้ว่าสุข-ทุกข์คืออะไร เราไม่สามารถรับรู้และแยกแยะได้ ที่สำคัญเราจะไม่สามารถสร้างความสุขได้ด้วยตนเอง ... ที่แย่ที่สุดก็คือ  เราไม่รู้จักกับคำว่า “ให้” โดยไม่เลือกปฏิบัติและไม่หวังผลตอบแทน เหมือนที่หลวงพ่อคูณท่านเคยสอนไว้ว่า “การทำความดีเหมือนขี้ลงส้วม” ทำแล้วก็แล้วไปอย่าเอามานับมาจำเพื่อหวังผลตอบแทน ช่างเป็นคำสอนที่ประเสริฐชัดเจนและเข้าใจง่าย ไม่เช่นนั้นคนเราก็มักจะมาตั้งคำถามเอากับการทำดีว่า ... “ทำดีแล้วได้อะไร?” อยู่ร่ำไป!
 
          เพราะที่สุดแล้วสาระไม่ได้อยู่ที่ปลายเหตุหรือผลที่ตามมา แต่มันอยู่ที่ต้นเหตุคือใจ ... “ทำไปโดยไม่หวังอะไร” มันคือการให้ขั้นสูงสุดหลุดพ้นจากการยึดติดและคาดหวังทั้งปวง ... ในบ้านเรามีสิ่งดีงามที่ผู้ใหญ่ท่านได้สอนไว้มากมายให้ได้ทำตาม แต่คนเราก็มักจะเอาคำสอนไปตีความเข้าข้างตัวเอง นั่นทำให้เราไม่เข้าถึงหัวใจแห่งธรรมะ ซึ่งก็คือ
 
          ... การละวาง (ไม่ยึดติด) เพราะไม่มีสิ่งใดในโลกที่แน่นอนและจีรังยั่งยืน ... ยิ่งอายุมากขึ้นฉันยิ่งคิดตีความชีวิตไปในมุมของฉันเองเอาแบบ “สะดวกคิด สะดวกธรรม (ทำ)” ไม่ซับซ้อน ชีวิตเราจะได้มีความสุขง่ายขึ้นกว่าเมื่อก่อน ฉันไม่อยากจะคิดต่อว่าตายไปแล้วจะไปไหน? หรือตายไปแล้วจะได้เกิดเป็นอะไรใชาติภพหน้า แล้วชาติภพหน้าที่ว่ากันไปมันมีอยู่จริงหรือไม่? มันไกลเกินไปค่ะคุณ
 
          ฉันว่า ณ ปัจจุบันนี่แหละที่ฉันยังมีเวลาเหลือที่จะใช้ชีวิต ชาติหน้าจะไม่ได้เกิดก็ช่าง ชาตินี้ต้องมีความสุขอยู่ทุกวัน สุขมาก สุขน้อยก็ค่อยว่ากัน ถ้าวันไหนจะทุกข์ก็ทำใจรับมันให้ได้ทำให้มันเป็นแค่วันธรรมดาๆ อีกวัน เดี๋ยวพรุ่งนี้มันก็ดีเอง ถ้าพรุ่งนี้ไม่ดี อาทิตย์หน้าจะดี ถ้าหลายอาทิตย์ผ่านไปยังไม่ดีขึ้น งั้นขอให้เดือนถัดไปดี ถ้าหลายเดือนยังไม่ดี กรูรอดีปีหน้าก็ได้วะ! หัวใจของความสุขอยู่ที่ “มองไปข้างหน้าอย่างมีความหวัง” ตราบเท่าที่ยังหายใจ หัวใจยังไม่หยุดเต้นก็คิดดีๆ มันต่อไป ถ้าคนเรามีจิตดี มีทัศนคติที่ดี มันเหมือนเรามากับต้นทุนความสุขที่มีอยู่ในตัว จะทุกข์แค่ไหนก็ผ่านไปได้และจะอยู่ตรงไหนก็มีความสุขได้ ไม่ต้องรอรับความสุขจากใครหรือต้องเปลี่ยนที่เปลี่ยนทางเพื่อให้อารมณ์เปลี่ยน ฉันเชื่อว่าคนเราถ้ามันมีความสุขอยู่ในตัวมาตั้งแต่ที่บ้าน อยู่ตรงไหนมันก็สุขได้ แต่ถ้ามันไม่มีในใจตั้งแต่ต้น จะเปลี่ยนโลเกชั่นขึ้นไปอยู่บนสวรรค์ ฉันสงสัยว่า ... มันจะหาความสุขเจอมั้ยคะคุณตำรวจ? ในทุกวันที่เป็นอยู่ความสุขของฉันก็คือ “การคิดดี (ไม่นับอาการวีนเพราะนั่นเป็นอารมณ์ล้วนๆ ค่าคุณ!)” ยินดีกับสิ่งดีๆ ที่อยู่รอบตัว ยินดีกับความก้าวหน้าและความสำเร็จของผู้คนแม้ฉันจะไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว หยุดคิดในแง่ร้าย หยุดตั้งแง่ หยุดสงสัย เพราะทั้ง 3 สิ่งมันมาจาก “ความริษยา” ในใจของเรา
 
          การตำหนิติเตียนหรือหาข้อผิดพลาดในตัวคนอื่น คือ หนทางและแนวการปฏิบัติที่จะนำไปสู่บทบาทของ “ตัวอิจฉา” ในละครน้ำเน่าหลังข่าวที่พระเอกไม่เอาตอนจบ มันเหมือนสัมภเวสีปีศาจที่ซ่อนตัวอยู่ในที่มืด อับชื้น ไม่ให้ใครเห็นตัว คอยจ้องจะกัดกินความผิดพลาดของคนอื่นเป็นอาหาร คำถามก็คือ ... ด่าคนอื่นแล้วชีวิตเราดีขึ้นมั้ยคะคุณ? ยิ่งเราก่นด่าจิตเรายิ่งจมดิ่งลงสู่ที่ต่ำ แล้วคนจิตดีที่ไหนกันที่วันๆ มองไม่เห็นข้อดีและความงดงามในชีวิตของคนอื่น ถ้ามองเราเห็นแต่ข้อผิดพลาดชีวิตเรามันก็จะติดขัดอยู่แค่ตรงนั้น เมื่อไหร่เรามองเห็นสิ่งดีงามในคนอื่น ชีวิตเราจึงจะสว่างขึ้นได้! สาธุ! ชาวพุทธเชื่อว่า ... กรรมจะส่งผลต่อชาติหน้า ถ้าทำกรรมดีมากขึ้นชีวิตในชาติหน้าก็จะดีขึ้น แต่ฉันดูหนังฝรั่งเรื่อง “The Bucket List” ตัวละคร 2 ตัวคุยกันว่า ... “แล้วหอยทากจะสร้างกรรมดีได้ยังไงล่ะ?” คายเมือกออกมาเยอะๆ หรือ กลิ้งตัวบนดินปั้นดินให้เป็นรูปร่างงั้นเหรอ! อือ ... ฝรั่งเขาก็มีความคิดแปลกๆ แต่น่าคิดของของเขา  เอาเป็นว่า ชาติหน้าฉันไม่อยากเกิดเป็นหอยทาก

          ณ จุดๆ นี้ ขอใช้ชีวิตที่มีอยู่อย่างคุ้มค่าและมีความสุขง่ายๆ ดีกว่า นอกจากไม่เกลียด ไม่อิจฉาริษยาแล้ว ฉันยังต้องเปิดใจให้กว้างยอมรับความแตกต่างและความต้องการของผู้คนรอบตัวให้มากขึ้น ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนฉันมักจะเอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางเป็นที่ตั้ง ทำตามใจตัวเองให้ได้ดั่งใจไปเสียทุกอย่าง แต่พอหันกลับมามอง มันกลายเป็น “ความสุขภาคบังคับ” สุขของคนเรานั้นต่างกัน อย่าเอาความสุขของเราไปยัดเยียดให้กับคนอื่น บางทีก็ต้องยอมขัดใจตัวเองเพื่อให้คนอื่นเขามีความสุข “ความไม่เห็นแก่ตัวก็คือความสุขง่ายๆ อย่างหนึ่ง” ไม่นานมานี้ฉันซื้อโถจีนโบราณมีฝาปิดมาใบหนึ่ง คิดว่าจะเอาไปใส่อัฐิของเตี่ยซึ่งมีโกศเบญจรงค์ใส่ไว้แล้ว ปรากฏว่าคนทั้งบ้านฉันไม่เห็นด้วยเถียงกันไปมาฉันจึงต้องยอมรับว่า เอาเป็นความสุขและสะดวกใจของคนที่บ้านเป็นที่ตั้ง ดีกว่าเอาความสุขของฉันคนเดียวมาบังคับคนทั้งบ้าน

          ... เมื่อก่อนฉันไม่เข้าใจว่าแม่จะเก็บรถเข็นและข้าวของเตี่ยเอาไว้ในห้องทำไม ฉันไล่ให้เอาไปบริจาค แต่แม่บอกว่าอยากเก็บไว้เพื่อระลึกถึงเตี่ย ฉันจึงต้องยอมรับว่า ... นางเป็นคนยึดติด นางรักผัวนาง คนไม่มีผัวอย่างฉันไม่มีวันเข้าใจ แต่ก็ไม่ขัดใจ ฉันต้องคอยบอกกับตัวเองว่า ... ชีวิตมันไม่ต้องได้ดั่งใจไปเสียทุกอย่าง เอาเท่าที่ได้ที่พอมีปัญญา ความสุขมันจะได้อยู่กับเรานานขึ้นอีกนิด มันไม่ได้ใช้ประโยชน์เฉพาะเรื่องส่วนตัว เรื่องงานก็เช่นกัน เมื่อเราไม่เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง รู้จักปล่อยวาง ไม่ยึดติด ได้แค่ไหนเอาแค่นั้น ความสุขมันก็อยู่กับเราทุกวันนะ ...
 
          “อีคิ้ม ถ้าให้มีผัวอย่างก้อง สหรัถ มึงจะเอามั้ย?”  พี่ก้อง ปิยะ ออแกไนเซอร์เจ้าดังที่เพิ่งจัดงานแต่งให้กับชมพู่ อารยา และน๊อต เสร็จสิ้นไป ปลีกตัวมากินข้าวเย็นกับฉัน พร้อมซ้อเล็กและหนุ่ม เพื่อนสนิทอีก 2 คน ในกลุ่มเรา ถามกันกลางหม้อสุกี้แคนตันที่เดือดปุดๆ ซึ่งฉันกำลังคีบตับลวกเข้าปาก สวมวิญญาณกระสือมหานคร เคี้ยวหงับๆ แล้วตอบพี่ก้องแบบสวยๆ ว่า “ไม่!” ... “หืม ... สวยมาก ... เพื่อนกรู” พี่ก้องหัวเราะพร้อมพูดประชด ... “ต่อให้ก้องยังโสด หนูก็ไม่เอาก้องมาทำผัว หนูขี้เกียจดูแล ผัวธรรมดาที่เคยมีมาตอนสาวๆ หน้าตาไม่ได้ชั้นหนังกำพร้าของก้องเลยสักคน แมร่งเรื่องมากๆ กันทั้งนั้น นี่หล่อขั้นเทพ พี่คิดดูว่าจะดูแลยากขนาดไหน คนเป็นผัวเมียกันมันต้องอดทนให้อภัยและรู้ใจ ไหนจะต้องคอยตบตีกับชะนีเดือด ชะนีเด็กที่คอยท้าทายยัดเยียดความเป็นเมียหลวงให้เราอีก เอ่อ ... หนูว่าอยู่อย่างนี้น่ะดีแล้ว จะได้มีเวลาว่างมากินสุกี้กับพี่ก้อง พี่เล็ก ไม่งั้นป่านนี้หนูคงนั่งเฝ้าก้อง ผัวเรา ไม่ยอมให้คลาดสายตาแล้ว!” 
 
          ชีวิตฉันอาจจะไม่มีโอกาสพูดคำว่า “ชีวิตดี๊ดี” หรือ “ดีงาม” แต่การเป็นนักร้องโสด เลว ฮา อย่างฉัน ก็ได้ใช้ช่วงเวลากับผู้ชายชื่อ ก้อง สหรัถ เที่ยงวันยันเที่ยงคืนติดกัน 5 วันมาแล้ว เดี๋ยวจะหาว่าคุย มีความสุขทุกวันจริงๆ ... แต่มีคนอยู่ด้วยเป็นร้อย!  ไม่ได้อยู่กันสองต่อสองเพราะถ่ายรายการเดอะวอยซ์ค่าคู้น!     
.......................................
(หมายเหตุ 'สุขไปวันๆ' : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)