
เล่นหูเล่นตา:'ความจริงที่กลับกัน'
18 พ.ค. 2558
ความจริงที่กลับกัน : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม
“ความจริงก็คือ ... โลกนี้ไม่ใช่โรงงานผลิตพร” จากภาพยนตร์เรื่อง The Fault In Our Stars อือ ... โลกนี้ช่างโหดร้าย คนโชคดีมีไม่ถึงหยิบมือ ส่วนคนโชคร้ายนั้นมีอยู่มากมาย (หนึ่งในนั้นคือเรา!) แต่ ... ความจริงจะเป็นอย่างไรก็ช่าง มนุษย์ช่างขออย่างพวกเราก็ยังคงภาวนา อธิษฐาน และขอพรมันอยู่ร่ำไป ทำไงได้ล่ะ
... มนุษย์เราอยู่ได้ด้วย “ความหวัง” ต่อให้มันลมๆ แล้งๆ ก็ยังพอเป็นกำลังใจให้เอาชีวิตรอดผ่านไปวันๆ ได้ ... จะมีสักกี่คนบนโลกนี้ที่ปล่อยชีวิตไปตามกระแส เราส่วนใหญ่มักจะใช้ชีวิตสวนกระแสหรือกลับด้านกับความจริงที่เป็นอยู่กันทั้งนั้น แค่เราไม่ไปจดจ่อตั้งหัวข้อเอากับมัน ก็แค่ทำไปคล้ายๆ กับไม่รู้สึกตัวว่ากำลังสวนทางกับความจริงอยู่ก็แค่นั้น!
คนจนที่ไหนไม่รู้ตัวว่าตัวเองจน แต่ก็ยังอยากจะรวย ต่อให้พระเจ้าไม่เข้าข้างหรือวาสนาจะตาบอดมองไม่เห็นเรา เราก็มีวิธีของเรา พระเจ้าไม่ช่วยเราก็เอา “ความถี่” และ “ความหวัง” (ลมๆ แล้งๆ) เข้าช่วยก็ได้วะ! อย่างน้อยในหนึ่งเดือนก็ยังมีวันที่เราเล่นกับความหวังได้ 2 ครั้ง วันที่ 1 และ วันที่ 16 นี่แหละ “คืนความสุขสู่ประชาชน” จริงๆ ค่ะคุณตำรวจ! หลุดจาก 2 วันนี้ไปเราก็ไปหาฝาหรือหาของอะไรเอาไปชิงโชคทายผล ส่งเยอะก็มีสิทธิ์ (โดนแดรก) เยอะใช่มั้ยคะคุณ?
คนรวยใช้ชีวิตยังไงไม่รู้ รู้แค่ว่าจะจนหรือรวยเราก็มีสิทธิ์ใช้ชีวิตได้อย่างเท่าเทียม (ในความจริงจะทัดเทียมหรือไม่ ใครจะสน!) ขอแค่ “กล้าจ่าย” คนรวยเขามีไอแพด ไอโฟน เป็นของเล่น แต่เป็นของที่ขาดไม่ได้และดูจริงจังในชีวิตของคนบางคน อย่ากระนั้นเลยต้องมีให้ครบ ผ่อน 10 งวด หรือ 24 งวด ก็เอาเถอะ ถ้ารุ่นใหม่มาก็ต้องถอยต้องผ่อนต่อไป ชีวิตนี้อย่าหยุดเป็นหนี้และอย่าอยู่อย่างอยาก (คำขวัญของชีวิตใครหลายคน)
มีคนเคยพูดว่า “คนรวยคือคนที่รู้จักพอ” และ “คนจนคือคนที่อยากมีอยากได้ไม่รู้จักจบจักสิ้น” ถ้าเอา “ความอยาก” เป็นตัวตัดสิน อยากเป็นอย่างไหนเลือกเอา! วันไหนที่ไม่อยากได้อะไรแค่พอกินพออยู่
วันนั้นเราจะกลายเป็น “คนรวย” ไม่ใช่แค่ “หยุดอยาก” แต่เพราะเงินที่หามาได้มันได้เก็บแทนที่จะเอาไปผ่อนอะไรต่อมิอะไรอย่างที่เคยเป็น ... หลักการใช้ชีวิตบางอย่างมันก็ช่างง่ายดาย แต่ไม่มีใครอยากทำ เพราะชีวิตมันจะง่ายจนไม่มีอะไรให้ทำ (มั้ง!) ... ถ้าจะสังเกตการใช้ชีวิตแบบกลับด้านของมนุษย์ เราจะเห็นว่ามันเป็นเช่นนั้นตั้งแต่เด็ก ตอนเป็นเด็กเราก็อยากจะโตไวๆ ได้ทำอะไรตามใจ ไม่ต้องอยู่ใต้คำสั่งของพ่อแม่อีกต่อไป และเมื่อเราโตเราจะเป็นคนจนหรือคนรวย มันไม่ได้อยู่ที่เงินเก็บในบัญชี แต่มันถูกตัดสินโดยเปลือกและรูปแบบของการเลือกใช้ชีวิต จะจนหรือรวยก็เป็น “หนี้” อยู่ดี จะต่างกันตรงที่หนี้ของคนรวยบางคนเกิดขึ้นเพื่อสร้างอนาคตที่ “มั่นคง” ให้กับชีวิต กับหนี้ของคนจนบางคนคือการสร้างปัจจุบันที่ “ฉาบฉวย” ให้กับชีวิต ต่างกันทั้งแนวคิดและพื้นฐาน! เราใช้ชีวิตกลับกับ คนรวยใช้ชีวิตแบบคนไม่รวย ในขณะที่คนจนใช้ชีวิตแบบคนรวย
ในแง่ของครอบครัว ผัวเดียวเมียเดียว เรื่องจะจบสวยๆ แต่ขึ้นชื่อว่าคน มักจะไม่รู้จักคำว่า “ พอ ” ผู้ชายคนหนึ่งต่อผู้หญิงหลายคน เรื่องมันก็ไม่จบง่ายๆ ในทางพุทธศาสนาสอนว่า “มนุษย์คือสิ่งมีชีวิตที่ประเสริฐที่สุด” อือ ... ถ้ามีคุณธรรมในจิตใจ แต่ด้วยรักและหลง คุณธรรมข้อไหนก็ไม่อยู่ในสารบบ กิเลสตัณหามันพาไปหาความหิวโหยที่ไม่รู้จักอิ่ม บางทีมันก็แย่และซับซ้อนกว่าสัตว์ เพราะสัตว์มันจะผสมพันธุ์ก็ต่อเมื่อถึงฤดูขยายและแพร่พันธุ์ นอกฤดูมันก็ไม่ผสมกับอะไรทั้งนั้น และมันจะล่าก็ต่อเมื่อหิว
เมื่ออิ่มแล้วมันก็จะหยุดล่า ผิดกับมนุษย์ที่ได้ชื่อว่าสูงส่งแต่ไม่มีเหตุผลที่ดีให้กับความอยากที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้ง ... ก็แค่อยากแล้วก็อยากอีก! ไม่ต้องไปพูดถึงความรับผิดชอบที่ผู้ชายสมัยนี้มีน้อยลง นั่นทำให้ผู้หญิงต้องรับภาระมากขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น ทีแรกก็เหมือนครอบครัวจะสุขสันต์ มีลูกมีผัวอย่างที่ใครๆ เขามีกัน แต่ในที่สุด ... ก็ต้องเอาลูกกระเตงเข้าเอว ใส่ส้นสูงออกไปหาเลี้ยงลูกโดยลำพัง อย่าไปหวังว่าลูกจะเป็นโซ่ทองคล้องใจ เพราะถึงเวลาที่หมดรักและไม่อภัยให้กันแล้ว โซ่หรือเชือกสนตะพายเส้นไหนก็เอาไม่อยู่ เจ็บปวดนะยูว์ที่ต้องเลี้ยงลูกเอง แต่จะเจ็บปวดกว่าถ้าผู้ชายข้างๆ จะคอยเป็นตัวถ่วงให้ชีวิตก้าวไปไม่ถึงความเจริญ เดินจูงมือกันแล้วมันช้าเพราะอีกคนไม่ยอมเดิน ก็ต้องปล่อยมือมันแล้วต่างคนต่างเดินนะคะคุณน้อง! ... มีลูกก็เลี้ยงได้แต่ตัว พ่อแม่ทุกคนก็หวังให้ลูกเติบโตเลี้ยงตัวเองได้ไม่เดือดร้อนใคร เด็กแต่ละคนเกิดมากับ “ต้นทุนความดี” ที่ต่างกัน คนที่มีต้นทุนดีพูดทีสองทีมันก็เข้าใจ คนมันจะไม่ดีทั้งดุทั้งด่าจนปากจะฉีกถึงมดลูกมันก็ไม่ฟัง โบราณถึงว่าไว้ว่า ... “มีลูกกวนตัวมีผัวกวนใจ” แต่สมัยนี้ลูกหรือผัวก็กวนตรีน...ได้พอๆ กัน! จะมีลูกอย่ามีเพียงเพื่อให้เราเหมือนใครๆ หรือแค่จะฝากผีฝากไข้ เพราะบางทีลูกก็เป็นเจ้ากรรมนายเวรที่มาตามล้างตามผลาญพ่อแม่ได้เหมือนกัน ฉันอาจไม่ใช่คนโลกสวยเพราะในความจริงโลกมันไม่สวยขนาดนั้น แต่ฉันเลือกที่จะมองให้เห็นความจริง หากเกิดอะไรขึ้นเราจะผ่านมันไปได้ดีกว่าที่ไม่เคยเตรียมใจแล้วคิดว่าเราไม่โชคร้ายขนาดนั้น เพราะความจริงก็คือ “เราไม่โชคดีขนาดนั้น” ต่างหาก!
เมื่ออิ่มแล้วมันก็จะหยุดล่า ผิดกับมนุษย์ที่ได้ชื่อว่าสูงส่งแต่ไม่มีเหตุผลที่ดีให้กับความอยากที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้ง ... ก็แค่อยากแล้วก็อยากอีก! ไม่ต้องไปพูดถึงความรับผิดชอบที่ผู้ชายสมัยนี้มีน้อยลง นั่นทำให้ผู้หญิงต้องรับภาระมากขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น ทีแรกก็เหมือนครอบครัวจะสุขสันต์ มีลูกมีผัวอย่างที่ใครๆ เขามีกัน แต่ในที่สุด ... ก็ต้องเอาลูกกระเตงเข้าเอว ใส่ส้นสูงออกไปหาเลี้ยงลูกโดยลำพัง อย่าไปหวังว่าลูกจะเป็นโซ่ทองคล้องใจ เพราะถึงเวลาที่หมดรักและไม่อภัยให้กันแล้ว โซ่หรือเชือกสนตะพายเส้นไหนก็เอาไม่อยู่ เจ็บปวดนะยูว์ที่ต้องเลี้ยงลูกเอง แต่จะเจ็บปวดกว่าถ้าผู้ชายข้างๆ จะคอยเป็นตัวถ่วงให้ชีวิตก้าวไปไม่ถึงความเจริญ เดินจูงมือกันแล้วมันช้าเพราะอีกคนไม่ยอมเดิน ก็ต้องปล่อยมือมันแล้วต่างคนต่างเดินนะคะคุณน้อง! ... มีลูกก็เลี้ยงได้แต่ตัว พ่อแม่ทุกคนก็หวังให้ลูกเติบโตเลี้ยงตัวเองได้ไม่เดือดร้อนใคร เด็กแต่ละคนเกิดมากับ “ต้นทุนความดี” ที่ต่างกัน คนที่มีต้นทุนดีพูดทีสองทีมันก็เข้าใจ คนมันจะไม่ดีทั้งดุทั้งด่าจนปากจะฉีกถึงมดลูกมันก็ไม่ฟัง โบราณถึงว่าไว้ว่า ... “มีลูกกวนตัวมีผัวกวนใจ” แต่สมัยนี้ลูกหรือผัวก็กวนตรีน...ได้พอๆ กัน! จะมีลูกอย่ามีเพียงเพื่อให้เราเหมือนใครๆ หรือแค่จะฝากผีฝากไข้ เพราะบางทีลูกก็เป็นเจ้ากรรมนายเวรที่มาตามล้างตามผลาญพ่อแม่ได้เหมือนกัน ฉันอาจไม่ใช่คนโลกสวยเพราะในความจริงโลกมันไม่สวยขนาดนั้น แต่ฉันเลือกที่จะมองให้เห็นความจริง หากเกิดอะไรขึ้นเราจะผ่านมันไปได้ดีกว่าที่ไม่เคยเตรียมใจแล้วคิดว่าเราไม่โชคร้ายขนาดนั้น เพราะความจริงก็คือ “เราไม่โชคดีขนาดนั้น” ต่างหาก!
ฉันได้ผ่านเรื่องราวต่างๆ มาด้วยตัวเองและมองผ่านชีวิตของคนใกล้ตัวมามากมาย (ตามวัย) ดังนั้นความจริงในชีวิตฉันจึงไม่กลับหัวกลับหางอย่างที่เคยเป็น ฉันจะปล่อยให้มันเป็นถ้าฉันจะเอาชนะมันไม่ได้ไม่ว่าจะพยายามสักกี่ครั้ง เวลานี้ฉันไม่ได้มองหาความตื่นเต้นใดๆ ในชีวิต นอกจาก “ความเรียบง่าย” ที่ตกตะกอน หรือเรียกอีกอย่างว่า “ความซ้ำซาก” แต่เชื่อเถอะว่ากว่ามันจะซ้ำซากได้ลงตัวขนาดนี้ มันได้ผ่านกระบวนการลองของใหม่และเห่อตามกระแสมาอย่างนับครั้งไม่ถ้วน แบบที่สตีฟ จ็อบส์ เคยกล่่าวไว้ว่า “ความเรียบง่ายคือความหรูขั้นเทพ” เพราะมันทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้น จนมีเวลาเหลือไปทำสิ่งอื่นๆ ที่ท้าทายศักยภาพด้านอื่นในตัวเรา ... ฉันกินอาหารซ้ำๆ แต่งตัวง่ายๆ อยู่กับข้าวของไม่กี่ชิ้นที่ฉันอยู่กับมันได้ไม่เบื่อ ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ เบิกบานหรือไร้อารมณ์ ในการเลือกที่แม่นยำขึ้นนั้นเป็นผลมาจากการเลือกแบบสะเปะสะปะมาตลอดชีวิต เสียเงินไปเยอะเสียเวลาไปแยะ แต่ ... ข้อดีก็คือ เราได้รู้ว่าอะไรที่เราชอบจริง บางสิ่งที่ดูดีในตัวคนอื่นถ้ามันมาอยู่กับเรา มันอาจกลายเป็นสิ่งแปลกปลอมทำให้เราดูเป็นตัวตลก ตลกตรงที่พยายามจะเป็นใครที่ไม่ใช่ตัวเอง! การพยายามใช้ชีวิตให้สมบูรณ์แบบเหมือนหลุดออกมาจากหนังโฆษณาสำหรับฉันมันเหนื่อยเกินไป เพราะมันคือการแสดงเป็นคนอื่นตลอดเวลา ยอมรับเถอะว่า ... เราเป็นใครไม่ได้นอกจาก ... เป็นตัวของตัวเอง! และไม่ว่ามันจะดีหรือร้าย เราก็คือตัวละครตัวหนึ่งบนโลกนี้ที่ต้องเล่นบทบาทของตัวเองให้ดีที่สุด แม้โลกนี้จะไม่ผลิตพรให้เรา ขอแค่ให้เราสามารถอยู่กับความเจ็บปวด พ่ายแพ้ หรือล้มเหลวให้ได้ ให้ชีวิตเราผ่านพ้นเป็นปกติอีกวัน นั่นคือ “ความอดทน” ที่พระเจ้าหรือธรรมชาติให้ไว้เป็น “ของขวัญ” แก่มนุษย์ทุกคน! ... ต่อให้ตลอดชีวิตจะไม่มีช่วงเวลาพิเศษเป็นแค่การใช้ชีวิตไปวันๆ ก็ขอให้เราอยู่กับความจริงให้ได้ ตราบเท่าที่เรายังคงหายใจรดโลกอันโหดร้ายและไม่แน่นอนใบนี้ไปได้วันต่อวัน ... นั่นมันก็คงเพียงพอแล้ว ...
บางครั้งฉันก็แอบคิดว่า “พร” มันไม่มีอยู่จริงหรอก หากจะมีสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นกับชีวิตเราก็เป็นเพราะความตั้งใจและความพยายามของมนุษย์เราเองซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาหรือโอกาสที่เหมาะสม ... สิ่งดีๆ ในชีวิตมันเหมือน “สายรุ้ง” แต่ก่อนที่เราจะเห็นมัน เราก็ต้องฝ่าพายุและห่าฝนไปให้ได้ ...
“ถ้าอยากได้สายรุ้ง ก็ต้องต่อกรกับสายฝน” จากภาพยนต์เรื่อง The Fault In Our Stars
........................................
(หมายเหตุ ความจริงที่กลับกัน : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)



