
Cheri ไม่มีอะไรต้องพิศวาส
ตอนที่ดู Titanic จบลงเมื่อปี 1997 นั้น ความคิดหนึ่งซึ่งตอกย้ำกับตัวเองก็คือ หนังรักที่สะเทิอนเลือนลั่นและเป็นที่ประทับใจผู้คนนั้น มักมีเรื่องความขัดแย้งของ class หรือการแตกต่างเรื่องชนชั้น เข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ
แตกต่างไปจากตอนดู Cheri จบไปที่สกาลา ซึ่งมีความคิดเดียวเกิดขึ้นก็คือ อย่าไปทำสงครามกับผู้หญิง (ฮา) แม้ว่าคุณจะทำงานเก่ง ชนะเลิศอะไรในหลายอย่าง หรือมั่นใจว่าเป็นฝ่ายถูกมากกว่าผิด ก็อย่าไปทำสงครามกับผู้หญิง
ทำศึกกับตัวเอง (อดเหล้า งดบุหรี่ อย่าไปเล่นการพนัน) ดีกว่าทำสงครามกับผู้หญิง
ชีวิตจริงๆ ก็เห็นได้จากคนรอบตัวเยอะแยะนี่แหละ (ในออฟฟิศก็เยอะ-ฮา) กรณีของ ลีอา (มิเชลล์ ไฟเฟอร์) น่าจะเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เกี่ยวกับความเป็นผู้หญิง เกี่ยวกับเสน่ห์และจริตของหญิงสาว (ไม่ว่าจะวัยไหนเสียด้วย)
ลีอา เป็นสตรีผู้สูงศักดิ์แห่งมหานครปารีส ที่กำลังวางแผนจะถอนตัวจากวงสังคม เธอได้พบปะกับ ชาร์ลอตต์ เปอลูซ์ (เคธี เบตส์) อดีตโสเภณีชั้นสูงเช่นเดียวกับเธอ อีกทั้งยังเป็นเพื่อนและคู่แข่งของเธออีกด้วย
ชาร์ลอตต์ แนะนำให้รู้จักกับลูกชายวัยใสอายุแค่ 19 ปีคือ เชอรี่ (ชื่อของหนัง) เจตนาของแม่นั้นก็เพื่อให้เพื่อนแนะนำลูกชาย สอนสั่งถึงเรื่องราวและความเป็นผู้หญิง แต่มันกลายเป็นว่า เพื่อนแม่นั้น อยากจะฟันลูกเพื่อน ที่ลูกชายเพื่อนก็อยากจะโคแก่มาเคี้ยวหญ้าอ่อนอย่างตัวเอง
มีหนังหลายเรื่องในกลุ่มพวก “โคแก่กินหญ้าอ่อน” (ผมเพิ่งเขียนใน lips) ที่ไม่ได้เอาแต่เล่าเรื่องราวพวกราคะและตัณหา ไม่นานมานี้ก็มีหนังแบบนี้แต่สลับเพศกันก็คือ Elegy ที่สะท้อนรุนแรงดำดิ่งลงลึกเกี่ยวกับตัวตนของ เดวิด ศาสตราจารย์ที่เคี้ยวหญ้าอ่อนมาเยอะ วันหนึ่งมาพบรักแท้ เล่นเอาฟันแทบหัก
แต่กรณีของ “ลีอา” กับ “เชอรี่” แค่หนังนำเสนอว่านี่คือ เรื่องระหว่างรุ่นแม่กับลูก มันก็น่าดูเสียแล้วสำหรับคนที่ไม่ได้เอาแต่สนใจหนังแบบ Transformers หรือ สาระแนห้าวเป้ง กล่าวคือ เลือกดูหนังจากแง่มุม ไม่ใช่เลือกดูหนังจากฟอร์มใหญ่ ตูมตาม
ผมว่า สตีเฟ่น เฟียรส์ ทำเรื่องนี้แบบลวกๆ มองข้ามรายละเอียดและหมางเมินที่จะพาตัวหนังไปสู่ปลายทางที่น่าจดจำ (กระทั่งประทับใจ) ตัวละครขาดความลึก, ภาษาหนังก็ถูกมองอย่างผ่านๆ, ไม่มีแง่มุมให้ขบคิดเหมือนงานชิ้นก่อน และที่เลวร้ายมากก็คือ คนดูเดินออกจากโรงหนัง และไม่ต้องเก็บอะไรมารู้สึก เพื่อนผมทำหน้าแบบงงว่า อะไรวะ หนังจบไปแบบนี้เหรือวะเนี่ย (ฮา)
การที่บทเอาแต่เน้นเล่าเรื่องอย่างลวกๆ (รักกันอย่างเร่งรีบ เสียตัวอย่างรวดเร็ว จากกันแบบร้อนรน) ทำให้หนังขาดเสน่ห์ที่มีได้ แต่ไม่มี เมื่อดูเวลาในหนังที่มีเพียง 80 นาทีเศษๆ มันก็พอจะบอกได้ว่า ตัวหนังไม่น่าจะดีนัก ถ้าคนทำไม่เจ๋งพอ (เวลาผมเห็นหนังยาวแค่ 80 นาทีเศษๆ โดยมาก ผมไม่ค่อยเจอหนังดีนัก)
ถ้าจะมีอะไรที่น่าชื่นชมและประคับประคองหนังเอาไว้แบบเป๋ไปเป๋มาอยู่บ้างก็คือ การแสดงของ เคธี เบตส์ ซึ่งกินดิบและกลบทุกสิ่งอย่างในหนังเอาไว้จนหมดสิ้น
ลองคิดกับ Cheri ในมุมใหม่ สมมติว่าหนังจะมีเวลาแค่นี้จริงๆ น่าจะตัดส่วนที่เป็นสถานการณ์ออกไป และใช้การบรรยายเข้ามาเพื่อให้คนดูเข้าใจสภาพจิตใจตัวละคร ไม่ต้องเสียเวลาไปเล่าเรื่อง เปลืองฉาก ซึ่งทำให้พอจะจบเรื่อง คนดูก็ไม่รู้มันจบลงแล้ว หรือมีแค่นี้เองหรือ
ดูหนัง Cheri แล้วเหมือนมีเพื่อนชวนไปกินไวน์ที่บ้าน พอไปถึง บรรยากาศก็ดี ที่เปิดไวน์ก็สวย ขวดไวน์ก็หรูหรา ระเบียงไม้ก็แสนจะโรแมนติก แต่พอหมดแก้วแรก เจ้าของบ้านก็บอกว่า ไวน์หมดแล้ว กลับบ้านได้
การไปดูหนังอย่าง Cheri จึงไม่ค่อยคุ้มค่าเวลา นอกเสียว่ารถติดแล้วกลับบ้านไม่ได้ เพราะประเด็นที่หนังเอามาขาย ก็คือหนังหลายเรื่องก่อนหน้านี้ ที่เคยขายมาแล้วทั้งสิ้น
เงินค่าตั๋ว 100 บาท ถ้าจะมีประโยชน์อะไรให้อมยิ้มแกมสะเทือนใจเล่น 50 บาทแรกก็คือ มีเด็กหลายคน ที่เวลาเจอโคแก่ แล้วไม่อยากโตไปตลอด (ทั้งที่ไม่ได้เป็นปีเตอร์ แพน) อีก 50 บาทก็คือ มีโคแก่หลายตัว ที่ไม่ตระหนักถึงความจริงอย่างหนึ่งว่า ไม่ว่าจะมีครีมชะลอแก่แค่ไหน เขาๆ เธอๆ ก็ไม่อาจกลับไปเยาว์วัยได้อีก
ถ้าคุณถามผมว่า แล้วจะรู้ตัวได้ยังไงว่า “แก่” “ไม่แก่”
ผมจะตอบว่า ให้ดูเวลา “เคี้ยวหญ้าอ่อน”
ถ้าคุณเจ็บฟันปวดกราม นั่นแสดงว่า “แก่แล้ว”
จากผู้ชายที่ยังไม่แก่ (ฮา)
"นันทขว้าง สิรสุนทร"
[email protected]



