บันเทิง

เล่นหูเล่นตา : กาสิโนโอเค (1)

เล่นหูเล่นตา : กาสิโนโอเค (1)

04 พ.ค. 2558

เล่นหูเล่นตา : กาสิโนโอเค (1) : โดย...เจนนิเฟอร์ คิ้ม

 
          การเกิดมาในครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์แบบทำให้ฉันสามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมและยอมรับความแตกต่างของผู้คนได้ดี... ในเมื่อฉันไม่สมบูรณ์แบบฉันจึงไม่มีมาตรฐานจะเอาไปวัดหรือตัดสินใครต่อใคร... แม้แต่...ตัวเอง!
 
          บ่าย 2 เศษๆ รถตู้พาฉัน สีเกด นังนุชนาฎ และสมาชิกวงทาเคชิข้ามเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา มันเหมือนอีกโลกหนึ่งที่มนุษย์สร้างไว้เพื่อตอบสนองความต้องการบางอย่างของคน ซึ่งต้องอาศัย "โชค" ในการไขว่คว้าเอามาครอบครอง... มีคนพูดว่าโอกาสในชีวิตคนเราบางคนก็มีเพียงครั้งเดียว ไม่มีการหันหลังกลับมาแก้ไขหรือเริ่มใหม่ เช่นเดียวกับ "เวลา" ที่ไม่เคยย้อนกลับมา... แต่ที่นี่... มันเป็น "เกม" ที่กลับมาแก้มือได้ครั้งแล้วครั้งเล่า ตราบเท่าที่ "ความหวัง" และ "ทุน" ยังมีอยู่... ชีวิตมนุษย์อาจถูกกำหนดโดยพระเจ้าหรือบุญกรรมตามความเชื่อของแต่ละศาสนา แต่เกมชีวิตที่นี่ถูกกำหนดโดย "มนุษย์!" ไม่มีสิ่งใดยิ่งใหญ่ไปกว่า "การตัดสินใจของมนุษย์" ซึ่งเรียกมันในที่แห่งนี้ว่า "ความกล้าได้กล้าเสีย"... คนของกาสิโนที่จ้างพวกฉันมาร้องเพลงและเล่นดนตรีพาพวกเราเดินฝ่าควันบุหรี่ที่ลอยคลุ้งไปทั่วห้อง ฉันมองผ่านควันบุหรี่เห็นความหวังและกิเลสที่เปลี่ยนรูปได้เสียยิ่งกว่า "มิสทีค" ในเรื่อง X-Men ... มันคือการพนันในรูปแบบต่างๆ ที่ฉันไม่รู้สึกแปลกใจอะไรเพราะเห็นจนชินในบ่อนของอากงมาตั้งแต่เด็ก เพียงแต่เทคโนโลยีและความทันสมัยพาสิ่งเหล่านี้ก้าวไปในรูปแบบที่หลากหลายและทันใจนักเสี่ยงโชคมากขึ้น แต่แก่นสารของการเล่นก็ยังคงไม่เปลี่ยนไม่ว่าเวลาจะผ่านมายาวนานแค่ไหน ... นั่นคือ "ความโลภ" และ "การเอาชนะ" นักเล่นมืออาชีพและสมัครเล่นวนเวียนอยู่ในเขตพื้นที่ของประเทศเพื่อนบ้าน ออกจากกาสิโนนั้นเข้ากาสิโนนี้ บางคนดูดีมีฐานะ บางคนดูซีดเซียว สิ้นหวัง ... และบางคนดูหิวกระหาย (เงิน)... ในชีวิตจริงของคนเหล่านั้นอาจมีบางคนที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนขี้แพ้ ไม่มีใครเห็นหัว ไม่ทัดเทียมกับคนอื่น และไม่มีใครมองเห็นพวกเขาอย่างที่พวกเขามองเห็นตัวเอง แต่ทุกครั้งที่ชัยชนะแปรรูปมาเป็น "ชิพ" คนๆ นั้นอยู่ในสภาวะ "มือขึ้น" หลังของเขาจะตั้งตรง หน้าจะเชิดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ไม่เหมือนกับตอนอยู่ต่อหน้าคนในชีวิตจริง... ข้าคือ "ผู้ชนะ" โชค หรือพระเจ้าอยู่ข้างเรา! ... แค่ได้สัมผัสความรู้สึกนี้ในไม่กี่นาทีที่ผลของเกมการพนันออกมาพร้อมเสียงเฮของคนที่เดาถูกคนนั้น... ความลิงโลดและความเป็นตัวของตัวเองกลับมาในเวลาอันสั้น... แม้จะไม่ยั่งยืนแต่ก็ขอให้ได้รู้สึกเช่นนั้นอีกครั้ง... แต่ทุก "เกม" บนโลกย่อมมีแพ้-ชนะ... ไม่เป็นไรคราวหน้ามาแก้ตัวใหม่! เงินมันไปเที่ยว... เสียงของเตี่ยดังก้องอยู่ในหูของฉันขณะเดินฝ่าดงแห่งความหวังในรูปของเครื่องวัดดวงเหล่านั้น... ฉันกับเจ้าของกิจการเหล่านี้มีส่วนคล้ายกันอยู่ตรงที่ "เราหาผลประโยชน์จากกิเลสของคน" อันได้แก่ ความสุข ความเพ้อฝันและความหวังที่หลายครั้งมันก็ไม่มีวันเป็นจริง!...  ฉันไม่รู้ว่าคำว่า "ผิดกฎหมาย" กับ "ผิดศีล" มันเกี่ยวข้องกันหรือไม่ แล้วมันมีมาตรฐานเดียวกันรึเปล่า? บางประเทศการพนันผิดกฎหมาย แต่ในบางประเทศกลับถูกกฎหมาย ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับมุมมองของผู้บริหารประเทศและผู้คนในแต่ละประเทศ ไม่ใช่เรื่องของคนโง่ๆ ที่หากินด้วยการขายเสียงอย่างฉันจะมานั่งคิด เพราะฉันมาทำหน้าที่เป็นลูกจ้างชั่วคราวไม่ใช่ลูกค้า! ลูกค้าบางคนแก่รุ่นเตี่ยฉัน (ถ้าเตี่ยยังอยู่) ถือไม้เท้ายักแย่ยักยันนั่งอยู่หน้าตู้ ดวงตาเป็นประกาย นี่แหละไฮไลท์ของบั้นปลายชีวิต! อายุแค่ไหนก็ขอให้ได้ลุ้น บางคนนั่งลุ้นไปสาวยำวุ้นเส้นเข้าปากไป ยุ่งมากจริงๆ ไม่ว่างจริงๆ บางครอบครัวยกโขยงกันมา ปล่อยลูกเด็กเล็กแดงนั่งทำตาปริบๆ รอด้วยความเซ็ง ถ้าโตหน่อยก็จะให้เศษตังค์ไปหยอดตู้สล็อต... เอ่อ... โตมาจะเป็นยังไงเนี่ย! เอาเถอะ ... เกิดมาเป็นคนแค่หนเดียว อยากใช้ชีวิตแบบไหนก็เอาที่สบายใจเลยละกัน ชีวิตใครก็ชีวิตมัน ความสุขของคนเรามันต่างกัน
 
          คนของกาสิโนเปิดห้องพักห้องใหญ่ มีส่วนโต๊ะกินข้าวและโต๊ะรับแขกแยกกัน เอาคนมาอยู่ในห้อง 20 คนก็ยังไม่เต็มห้อง ฉันได้กลิ่นอับชื้น ซึ่งสาบานได้ว่าไม่ได้มาจากอวัยวะส่วนใดของฉัน มันเป็นกลิ่นพรม ทางโรงแรมบอกว่าห้องเต็มทั้งหมด แต่... ไม่มีใครอยู่ในห้องสักคน!
 
"โถ... คุณพี่ คนที่นี่เขาไม่กินไม่นอน... เขามีภารกิจต้องทำ" นังนุชมันว่า
"เหมือนนุชใช่มั้ย? เพื่อนกวักมือหยอยๆ เรียกไปเล่นแล้วเมิงอ่ะ!"
ถ้าพานังนุชนาฎเข้ากาสิโนไม่ว่าจะเป็นประเทศไหนที่เขาจ้างฉันไปร้อง จะมีเพลงประจำตัวของนังนุชที่ฉันตั้งใจร้องให้มัน "ลืมสิ้นทุกสิ่งเคยผูกพัน ลืมกลางคืนกลางวัน ... ลื้มเวลา" กลายเป็น "เทพธิดากาสิโน" ไม่ใช่ "เทพธิดาดอย" ... ตอนไปมาเก๊านังนุชไม่หลับไม่นอนไม่ง่วงไม่หิวยันเช้าอีกวัน ... เฮ้อ! ลูกไม้หล่นใต้ต้นจริงๆ!
 
          ฉันกับสีเกดปล่อยวงไปเช็กเสียงกับโก้ มิสเตอร์แซกแมน โดยมีพี่โรจน์คอยควบคุมเสียง แล้วปล่อยอีนุชไปตามดวงของมัน ควันบุหรี่โขมงโฉงเฉงจนมองไม่เห็นหน้า ธรรมดาได้กลิ่่นนิดเดียวนุชจะโวยวาย  แต่ ... ณ จุดๆ นี้ ไม่บ่นสักแอะ แถมไม่ต้องให้ใครนั่งเป็นเพื่อน ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนขึ้นมาเฉยๆ อือ ... ปล่อยมันไป มันมาเพื่อการนี้ ส่วนฉันกับสีเกดกระโดดขึ้นชัตเติลบัสเล็กๆ ที่แวะเวียนมารับ-ส่งลูกค้าที่หน้าโรงแรม ... ปอยเปตเป็นที่ที่อากาศร้อนแห้งและเต็มไปด้วยฝุ่นเยอะ ต้นไม้เหลือน้อยเต็มทีเพราะเขาแผ้วถางเอามาสร้างกาสิโนที่โผล่ขึ้นมายิ่งกว่าดอกเห็ด ฉันมองหาร้านอาหารดีๆ ไม่เจอสักร้าน แต่ก็ไม่ใช่ที่ที่ฉันจะไปหรอก เพราะการมาต่างถิ่นเพื่อเรียนรู้วิถีของคนท้องถิ่นนั้นสำหรับฉันต้องชิมอาหารข้างถนนหรือเดินตลาดเท่านั้น สีเกดแวะเติมคาเฟอีนที่ร้านกาแฟของทรู True Coffee (อือ ... มาไกลถึงปอยเปต) เป็นร้านเดียวที่หน้าตาดูดี การนั่งในร้านกาแฟมองผู้คนผ่านกระจกหรือนั่งเล่นมือถือก็ไม่ใช่ฉันอีกนั่นแหละ สุดท้ายรีบกินกาแฟแล้วรีบออกไปหาอะไรแปลกๆ กระแทกปากจะดีกว่า ... เดินออกจากร้านไม่ถึง 5 ก้าว มีรถเข็นขายก๋วยเตี๋ยวอะไรสักอย่าง ฉันกับสีเกดไม่กลัวสกปรกเหมือนอีนุช มันช่างดัดจริต สะอาดขนาดนั้นแต่ป่วยกระเสาะกระแสะกระแดะนัก! เป็นโน่นเป็นนี่ตลอด ผิดกับสีเกดและฉันของตกยังหยิบกิน ไม่เห็นเป็นอะไร! ยืนจดๆ จ้องๆ กลัวว่าแม่ค้าจะแอบด่าในใจว่า "อีเจ๊กกับอีฝรั่งนี่จะกินหรือไม่กิน มายืนบังร้านตูอยู่ได้" ฉันก็เลยสั่ง แม่ค้าจัดแจงหยิบเส้นเล็กลวกแห้งๆ คลุกน้ำมัน (นางลวกทิ้งไว้แล้ว) หยิบปอเปี๊ยะญวนทอดมาตัดใส่ลงไป ฝานแตงกวาบางๆ ตามลงไป ตักหนังหมูต้มกับหมูสับใส่ ตักพริกขี้หนูแดงตำหยาบใส่ลงไปแล้วราดน้ำใสๆ เปรี้ยวๆ หวานปิดท้าย ... ฉันกับสีเกดควักตะเกียบคนละอันแล้วคลุกเส้นกับเครื่องให้เข้ากัน คีบเส้นเข้าปาก ... จำได้แล้ว! ฉันเคยกินอาหารแบบนี้ที่ฟู้ดลอฟท์ (food loft) ในเซ็นทรัลชิดลม มันเป็นอาหารเวียดนามแต่ที่เมืองไทยใช้เส้นขนมจีนแทนเส้นเล็ก ซึ่งฉันชอบเส้นเล็กมากกว่า มันเหนียวหนึบหนับเข้ากับแตงกวาบางๆ กรุบกรอบรสชาติเปรี้ยวเค็มหวานและเผ็ดกำลังดี ... อย่างนี้เรียกว่า เปิดมาดี ... ฟินน์! เดินข้ามถนนไปอีกฝั่ง มีร้านขนมปังฝรั่งเศส (Baguette) ข้างทาง ใส่ไส้หมูยอและผัก หน้าตาดีเชียวคุณ! พ่อค้าเอาขนมปังยาวเท่าศอกมาตัดแบ่ง 4 แล้วผ่าตรงกลางใส่หมูยอ (มีแป้งมากกว่าหมู) หมูสับและแตงกวาซอย 2 อัน 40 บาท อันใหญ่มาก อันนี้ก็ไม่ขี้เหร่ ฟาดไปคนละอันเริ่มจุก ขนมปังนางเริ่ดค่ะคุณ กรอบนอกนุ่มใน ขอซื้อนางมา 5 อัน อันละ 10 บาท ถูกยังกะได้ฟรี! รู้ทั้งรู้ว่าซื้อมาทิ้งในตู้เย็น ไม่มีเวลากิน แต่ความสุขเล็กๆ ของฉันมันก็แค่นี้แหละ ขอให้ได้คาบกลับบ้าน! และทุกครั้งที่ฉันได้กินอะไรบ้านๆ มันพาฉันกลับมาเป็นตัวของตัวเองอีกครั้ง ... คนที่ไม่สมบูรณ์แบบ โปรดติดตามตอนต่อไป