
กวนเพลงให้น้ำใส - ตลาดนัดเพลง
ชื่อของ ตลาดนัดเพลง เป็นเพียงแนวคิดหนึ่งที่เกิดขึ้น ด้วยความปรารถนาจะเห็นการเชื่อมต่อของเพลงไทยดีๆ เมื่อครั้งอดีตกับปัจจุบัน อันจะส่งผลต่อการสร้างสรรค์เพลงไทยในอนาคต
ในห้วงเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ตั้งแต่จุดเริ่มของวงการเพลงก่อนที่จะมีการแบ่งแยก “ลูกกรุง” และ “ลูกทุ่ง” สังคมไทยมีเพลงไทยดีๆ จากครูเพลง หรือนักแต่งเพลงจำนวนไม่น้อย แต่น่าเสียดายตรงที่ไม่มีการนำกลับมาใช้อย่างเปิดกว้างเท่าที่ควรนัก
อาจจะด้วยเหตุผลหลายๆ ประการ เช่น ความไม่รู้จักมักคุ้นระหว่างนักแต่งเพลงกับศิลปินรุ่นหลัง, กำแพงในระบบธุรกิจ, การเรียกเก็บลิขสิทธิ์เพลงตามอำเภอใจฯ เป็นต้น
ผนวกกับการเติบโตของอุตสาหกรรมเพลงบ้านเราในระยะ 20 กว่าปีมานี้ มีลักษณะ “บิดเบี้ยว” ไปจากกระบวนการที่ควรจะเป็น กล่าวคือไม่ได้เติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ จึงทำให้วงการเพลงไทยมีลักษณะแปลกประหลาดกว่าที่อื่นๆ
ไม่ว่าจะเป็นการที่ค่ายเพลงกระโดดเข้ามาซื้อเวลาสื่อ ควบคุมหรือจัดการพื้นที่ในสื่อต่างๆ เพื่อผลิตเพลงป้อนคนฟัง การมอมเมาคนฟังกับเพลงรูปแบบเดียว สไตล์เดียว ทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลต่อสภาพความอ่อนแอของสื่อมวลชนสายดนตรี และคนฟังเพลงจำนวนมากที่เคยชินกับการถูก “ป้อน” ให้ฟังมากกว่าจะพัฒนาขึ้นเป็นนักฟังประเภทแสวงหาดนตรีดีๆ และมีส่วนสนับสนุนคนทำงานสร้างสรรค์ที่มีศักยภาพ
ลองจินตนาการดู เมื่อสื่อมวลชนไม่ทำหน้าที่ค้นหาเพลงดีๆ มาบอกกล่าว เพราะถูกซื้อด้วยรูปแบบต่างๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อม พร้อมๆ กับคนฟังรุ่นใหม่มีพฤติกรรมเห่อฟังตามๆ กันไป ประโยชน์ย่อมตกกับค่ายเพลงนั้นๆ มากกว่าจะเป็นความก้าวหน้าในทางสร้างสรรค์ของสังคมไทย
ในเวลาเดียวกัน นั่นพลอยทำให้ภาพของวงการเพลงไทยร่วมสมัย ดูจะขาดช่วงในการเชื่อมต่อประสบการณ์กับโลกของ “อดีต” หรือ “รากเหง้า” ของตัวเองอย่างเห็นได้ชัด ดังพิจารณาได้จากการที่คนจำนวนไม่น้อย มีท่าทีต่อเพลงของคนรุ่นอดีต ว่าเป็นเพลงเก่า เพลงเฉพาะกลุ่มสำหรับคนสูงวัย และมี “กำแพง” ในการเสพฟังขึ้นมา
ไม่ต้องไปไกลถึงดนตรีไทย (เดิม) ที่ก่อนหน้านี้ เราเคยปัดฝุ่นรสนิยมมาแล้วจากกระแสของหนังเรื่อง “โหมโรง” ย้อนไปไกลแค่เพลงยุคต้นลูกกรุง-ลูกทุ่ง ที่เคยสร้างสรรค์กันมาเป็น 40-50 ปีก่อน ก็ยังดูเป็นเพลงที่ห่างไกลประสบการณ์คนไทยร่วมสมัยเป็นอย่างยิ่ง
คำถามคือ เราจะปล่อยให้เพลงดีๆ ในยุคสมัยนั้นอยู่ในลิ้นชักของความทรงจำต่อไปอย่างนั้นหรือ เราไม่ควรนำสำนึกร่วมสมัยผนวกกับฝีมือและทักษะทางดนตรี หยิบเอาเพลงเหล่านั้นมาตีความใหม่ให้สอดรับกับรสนิยมของผู้คนยุคนี้บ้างหรือ
ที่ผ่านมามีความพยายามของคนบางกลุ่ม ในการนำเพลงเหล่านี้กลับมาตีความซ้ำอีกครั้ง เช่น กรณีของ สยามซองบุ๊ค โดย ทิวา สาระจูฑะ ซึ่งเป็นเรื่องน่าชื่นชมยินดี
ทว่า แนวทางการสร้างงานในลักษณะนี้ก็สมควรมีการสานต่อ โดยให้ความสำคัญแก่กระบวนการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาให้เป็นองค์ความรู้ พร้อมๆ กับการเปิดช่องให้ “กลไก” ของการนำเพลงเก่ามาผลิตใหม่ กลายเป็น “วงจร” ที่มีอยู่จริง ไม่ใช่เกิดขึ้นแบบ “เฉพาะกิจ”
แนวคิด “ตลาดนัดเพลง” อาจไม่ได้สร้างความเข้าใจให้แก่คนทั่วไปในทันทีว่าจะมีคุณค่ามากน้อยแค่ไหน แต่สำหรับคนทำงานสร้างสรรค์ นี่คือโอกาสที่คนรุ่นครูเพลง กับคนรุ่นใหม่ที่เป็นนักศึกษาดนตรี จะมีโอกาสได้เชื่อมโยงประสบการณ์ ร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดในการทำงาน
การพบปะกันของคน 2 รุ่นนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการหยิบเพลงมาเล่นใหม่เท่านั้น แต่ยังหมายถึงการย้อนรอยกลับไปศึกษาแนวทางการทำงาน มุมมองทั้งด้านเนื้อร้องและดนตรี เพื่อปะติดปะต่อภาพความต่อเนื่องของวงการเพลงให้ชัดเจนขึ้น หลังจากที่เคยสะดุดหยุดลงมาเนิ่นนาน
หากโครงการนี้มีความคืบหน้าต่อไปเช่นไร ผมจะขออนุญาตหยิบมาบอกเล่าให้ได้รับรู้กันอีกครั้งในอนาคตอันใกล้
"อนันต์ ลือประดิษฐ์"



