บันเทิง

'Avengers: Age of Ultron'

'Avengers: Age of Ultron'

01 พ.ค. 2558

'Avengers: Age of Ultron' : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม

 
          เมื่อ 3 ปีก่อน ฉากบู๊ล้างผลาญถล่มแมนฮัตตันของเหล่าอสูรกายต่างพิภพและทีมอเวนเจอร์ในภาคที่แล้ว ยังคงเป็นที่จดจำฐานะหนึ่งในฉากที่สร้างความตะลึงพรึงเพริดที่สุดในหนัง และครั้งนี้ฉากเมืองโซโคเวียลอยฟ้า ก็น่าจะเป็นที่จดจำของแฟนหนังมาร์เวลไม่แพ้กัน
 
          คู่ต่อกรของเหล่าทีมอเวนเจอร์ในภาคนี้ ไม่เพียงแข็งแกร่งและเพิ่มจำนวนมากขึ้นเท่านั้น หากแต่พวกเขายังต้องต่อสู้กับมโนภาพภายใต้จิตสำนึกของตัวเองด้วย เท่านั้นไม่พอพวกเขายังต้องต่อสู้กับศรัทธาและความไว้เนื้อเชื่อใจในผองเพื่อนทีมอเวนเจอร์ของตัวเองเช่นกันทั้ง สตีฟ โรเจอร์ (กัปตันอเมริกา) ที่ไม่ไว้ใจโทนี สตาร์ค (ไอรอนแมน), ดร.บรูซ แบนเนอร์ (ฮัลค์) ไม่ไว้ใจตัวเอง รวมถึงทุกคนที่หวาดเกรงเจ้าวิชั่น ที่ไม่รู้ว่าเอาเข้าจริงมนุษย์โคลนอัลทรอนคนนี้จะอยู่ข้างใครกันแน่
 
          แม้หนังจะพยายามสร้างพล็อต ผูกปมให้มีความซับซ้อนมากขึ้น แต่ดูเหมือนว่า Avengers: Age of Ultron ยังคงรักษาหัวใจของหนังที่สร้างจากคาแรกเตอร์ของมาร์เวลทุกเรื่องได้อย่างหมดจด นั่นก็คือความสนุกและอารมณ์ขันที่ทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจสอดแทรกเข้ามาอย่างกลมกลืนไม่ประดักประเดิดหรือแปลกแยกไปจากสถานการณ์ในหนัง ณ ขณะนั้น
 
          วิชวลหรืองานด้านภาพใน Age of Ultron ไม่ว่าจะผ่านการรังสรรค์โดยเทคนิคพิเศษหรืองานกำกับภาพทั่วไปที่เน้นทัศนียภาพ แสง เงาและมุมกล้องปกติเฉกเช่นหนังดราม่าทั้งหลาย ทว่าทีมอเวนเจอร์ภาคนี้กลับมีงานภาพอันโดดเด่น สามารถขับเน้นโทนอบอุ่นให้หนังได้อย่างงดงาม ด้วยความที่หนังเน้นเรื่องของมิตรภาพ (ทั้งจากทีมอเวนเจอร์ เพื่อนใหม่ และเจ้านายเก่า) ครอบครัว (สำหรับการเปิดตัวลูกเมียของฮอว์คอาย) ความรักและการเสียสละ ทั้งโทนสีและความนุ่มนวลของภาพ ทำให้ฉากต่อสู้ในอเวนเจอร์ภาคนี้ ดูไม่รุนแรง หากแต่ยังสนุกเร้าใจ และให้ความรู้สึกอลังการมลังเมลืองในฉากใหญ่ๆ ได้เหมือนเดิม
 
          แม้ปมส่วนหนึ่งในหนังจะว่าด้วยการต่อสู้กับภาพหลอนในจิตใต้สำนึกและความไว้วางใจในมิตรภาพของเพื่อน ที่มองเผินๆ ดูจะเป็นเรื่องของนามธรรมและความรู้สึกนึกคิด ที่ต้องใช้การถ่ายทอดผ่านสีหน้าและอารมณ์ของตัวละคร มากกว่าท่วงท่าลีลาการต่อสู้ในฉากแอ็กชั่นได้ แต่ทว่า Avengers 2 กลับใช้มุกง่ายๆ เล่าแบบตรงไปตรงมาผ่านฉากต่อสู้ที่เร้าใจไม่แพ้ไคลแมกซ์ท้ายเรื่อง นั่นก็คือการปะทะกันระหว่างฮัลค์และไอรอนแมน (ภายใต้ชุดเกราะฮัลค์บัสเตอร์) ไม่เพียงเท่านั้น อเวนเจอร์ภาคนี้ยังขยายขอบเขตปริมณฑลของทีมออกไปอย่างน่าติดตาม ทั้งตัวละครใหม่ๆ และวายร้ายที่ปรากฏในฉากสุดท้ายหลังเอนด์เครดิตที่แฟนๆ มาร์เวลต้องซี้ดปากด้วยความกระหายใคร่ติดตามเรื่องราวต่อไปในภาคที่สาม ซึ่งแน่นอนว่าผู้สร้างได้วางแผนมาอย่างดีและรัดกุม จนมีความมั่นใจว่า Age of Ultron จะต้องเป็นที่ชื่นชอบของคอหนัง และไม่รั้งรอที่จะทำภาคสามตามมาโดยปล่อยตัวละครสำคัญออกมาเรียกน้ำย่อยแฟนหนังขนาดนี้ ซึ่งก็ทำมาตั้งแต่ภาคแรก หรือกระทั่งหนังมาร์เวลเรื่องอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น Thor: The Dark World, Captain America: The Winter Soldier และ Guardian of the Galaxy (ซึ่งทั้งสามเรื่องก็จะมีภาคต่อตามออกมาแน่ๆ)
 
          ปฏิเสธไม่ได้ว่า จุดแข็งและจุดขายของทีมอเวนเจอร์ คืองานด้านสเปเชียลเอฟเฟกท์ หากแต่บทหนังที่เขียนโดยจอสส์ วีดอน (ที่ยังรับหน้าที่กำกับเอง) ก็เป็นอีกหนึ่งความแข็งแรงที่ทำให้หนังซูเปอร์ชุดนี้ ดูฉลาดเฉลียวมากกว่าหนังแนวเดียวกันนี้อีกหลายเรื่อง (หลายๆ เรื่องพยายามหาหนทางเล่าเรื่องใหม่ๆ ด้วยการหันไปเล่นกับด้านมืดและปมในใจตัวละคร จนทำให้ความสนุกและไร้เดียงสาในแบบที่หนังซูเปอร์ฮีโร่ควรจะเป็นถูกลดทอนลงไปอย่างน่าเสียดาย แต่กับ Age of Ultron แล้ว แม้ต้นเรื่องจะมีท่าทีแบบนั้นอยู่บ้าง แต่หนังก็หาได้หมกมุ่นนำพาตัวละครในตกอยู่ในภาวะดังกล่าวตลอดทั้งเรื่อง หากแต่พยายามสร้างสถานการณ์ใหม่ๆ หรือผูกปมอื่นเพิ่มเข้ามาเพื่อชักนำตัวละครและเรื่องราวไปสู่วิถีใหม่ๆ ในการทำให้ผู้ชมอยากติดตามเรื่องราวการผจญต่อไปของพวกเขาว่าจะลงเอยอย่างไรมากกว่า ทั้งนี้เครดิตการทำงานของวีดอนส่วนหนึ่งมาจากการเขียนบททีวีซีรีส์มาอย่างยาวนานจนรู้ช่องเห็นทางว่า วางหมาก ซ่อนกลแบบไหนในบทหนังถึงจะทำให้ผู้ชมอยากติดตามตอนต่อๆ ไปในแต่ละสัปดาห์ แต่ละซีซั่น (ผลงานทีวีซีรีส์ของวีดอน มีตั้งแต่ Buffy the Vampire Slayer, Parenthood และAgents of S.H.I.E.L.D.)
 
          หนังซูเปอร์ฮีโร่ของมาร์เวลดูจะเป็นตอบรับของแฟนๆ อย่างดียิ่งและเหนียวแน่นขึ้นทุกขณะเพราะถัดจากโปโปรแกรมนี้หนังเรื่องต่อไปคือ Ant-Man ที่เห็นแค่ตัวอย่างก็บอกได้คำเดียวว่า "น่าดูมาก"
 
........................................
(หมายเหตุ 'Avengers: Age of Ultron' : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม)