บันเทิง

มองผ่านเลนส์คม : สายเกินไปสำหรับเบอริล เบนบริดจ์

มองผ่านเลนส์คม : สายเกินไปสำหรับเบอริล เบนบริดจ์

16 เม.ย. 2558

มองผ่านเลนส์คม : สายเกินไปสำหรับ เบอริล เบนบริดจ์ : วิภว์ บูรพาเดชะ twitter.com/VipHappening

 
         ชีวิตรักแสนเศร้าของสาวโรงงานในลอนดอน, ทริปท่องเที่ยวประเทศอังกฤษของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ในวัยฉกรรจ์, ช่างตัดเสื้อชาวอังกฤษในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เป็นห่วงเป็นใยในความสัมพันธ์ระหว่างหลานสาวกับทหารอเมริกันหนุ่ม, เรื่องวุ่นวายในโรงละครเล็กๆ ของชนชั้นแรงงานที่กำลังพยายามจัดแสดงละครเรื่อง ปีเตอร์ แพน ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2, การเดินทางสำรวจทวีปแอนตาร์กติกาอันล้มเหลวของคณะสำรวจชาวอังกฤษผู้พ่ายแพ้แก่คณะสำรวจชาวนอร์เวย์, ภาพชีวิตหลากหลายของผู้คนบนเรือไททานิคก่อนจะพานพบกับโศกนาฏกรรมที่โลกไม่เคยลืม, การผจญภัยของศัลยแพทย์ไบเซ็กชวลผู้หลงรักการถ่ายภาพที่เดินทางไปร่วมสงครามไครเมียในปี 1850 เพียงเพราะอยากได้ภาพถ่ายเจ๋งๆ ฯลฯ
 
         เรื่องราวและภาพชีวิตอันหลายหลาก ทั้งที่เป็นตัวละครจากจินตนาการและตัวละครอ้างอิงจากผู้คนในประวัติศาสตร์เหล่านี้ เคยถูกถ่ายทอดเป็นนิยายเรื่องเยี่ยมโดยตัวอักษรของ เบอริล เบนบริดจ์ (Beryl Bainbridge) นักเขียนสาวชาวเมืองลิเวอร์พูล ผู้ที่ประเทศอังกฤษถึงกับมอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้ และเรียกเธอว่า "สมบัติของชาติ" ในขณะที่สื่อมวลชนอย่างหนังสือพิมพ์ The Times ก็ยกย่องให้เธอเป็นหนึ่งใน "50 นักเขียนชาวอังกฤษผู้ยิ่งใหญ่นับตั้งแต่ปี 1945"
 
         เบอริล เบนบริดจ์ ยังเป็นนักเขียนที่ได้รับรางวัลทางวรรณกรรมมาไม่น้อย เธอเคยได้ทั้งรางวัล เจมส์ เทต แบล็ก เมมโมเรียล รางวัลวิธแบรด อวอร์ดส์ และรางวัลคอมมอนเวลท์ ไรเตอร์ส
 
         แต่สำหรับรางวัลที่ถือว่าเก่าแก่และเป็นสุดยอดของแวดวงวรรณกรรมภาษาอังกฤษอย่าง แมน บุ๊กเกอร์ ไพรซ์ (Man Booker Prize) นั้น ...ไม่เคยมีนิยายเรื่องใดของเบอริลได้รับรางวัลนี้เลย
 
         แม้ว่าเธอจะถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลนี้ถึง 5 ครั้งก็ตาม!
 
         หากไม่คิดอะไรมาก การถูกเสนอชื่อให้ได้เข้าชิงรางวัลบ่อยๆ ก็อาจหมายความว่าสามารถสร้างงานเขียนที่มีคุณภาพเข้าขั้นอยู่เสมอ แต่ในมุมกลับ การเป็นเพียง "ผู้เข้าชิง" หลายต่อหลายครั้งโดยไม่เคยเป็น "ผู้ชนะ" สักที ก็อาจจะทำให้ศิลปินผู้สร้างสรรค์งานเกิดความรู้สึกกัดกร่อนหัวใจอยู่พอสมควร
 
         ยิ่งกับรางวัล แมน บุ๊กเกอร์ ไพรซ์ ที่ใครๆ ก็จดจ้องนั้น ถือเป็นรางวัลที่มักจะมีข่าวเป็นประเด็นโต้เถียงกันในหมู่คอวรรณกรรมตลอดมา พอเป็นรางวัลดังก็มีทั้งคนที่ให้ความเชื่อถือมากและมีคนที่คอยค่อนแคะและโจมตีมากเช่นกัน เสียงวิจารณ์ต่อ แมน บุ๊กเกอร์ ไพรซ์ ที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งก็คือเมื่ออดีตกรรมการอย่าง เอ แอล เคนเนดี้ ออกมาแฉว่ารางวัลนี้มันเป็นเรื่องของคนไร้สติ ขี้โกง เล่นเส้นเล่นสาย
 
         แต่กระนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า วรรณกรรมที่เคยได้รางวัลนี้มาก็ล้วนแต่เป็นงานชิ้นเยี่ยมของบรรณพิภพทั้งสิ้น อย่างนิยายเรื่อง Midnight's Children ของ ซัลมาน รัชดี ก็ถือว่าแจ้งเกิดเพราะเวทีนี้เลยทีเดียว และในช่วงหลัง รางวัลนี้ยังแตกแขนงขยับขยายออกไปในหลายภูมิภาคอีกด้วย
 
         สำหรับ เบอริล เบนบริดจ์ ผู้เข้าชิงถึง 5 ครั้ง ไม่มีใครรู้ว่าเธอรู้สึกเป็นเกียรติหรือรู้สึกเจ็บช้ำน้ำใจแค่ไหน แต่เมื่อเบอริลสิ้นใจในปี 2010 ด้วยวัย 77 ปีหลังจากแต่งหนังสือชั้นดีมามากว่า 20 ชิ้นตลอดชีวิตการเป็นนักเขียน ปีถัดมาคณะกรรมการแมน บุ๊กเกอร์ ไพรซ์ ก็ตัดสินใจมอบรางวัลให้เธอจนได้ แต่เป็นรางวัลพิเศษเฉพาะกิจที่ตั้งชื่อว่า เดอะ แมน บุ๊กเกอร์ เบส ออฟ เบอริล ไพรซ์ (The Man Booker Best of Beryl Prize)
 
         คณะกรรมการแถลงไว้ว่า รางวัลพิเศษนี้ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่นักเขียนสตรีผู้ได้เข้าชิงรางวัล แมน บุ๊กเกอร์ ไพรซ์ มากกว่าใคร
 
         ความพิเศษอีกประการของรางวัลนี้ก็คือมันเป็นการมอบรางวัลที่มีคำว่า "แมน บุ๊กเกอร์" ให้นักเขียนที่สิ้นชีวิตไปแล้วเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
 
         แม้ เบอริล เบนบริดจ์ จะได้รางวัลนี้ แต่เธอก็ไม่มีโอกาสมารับรางวัลด้วยตัวเอง และไม่มีโอกาสกระทั่งได้รับรู้ว่าตัวเองได้รับการยกย่องจาก แมน บุ๊กเกอร์ ไพรซ์ เลยด้วยซ้ำ แต่ก็คงไม่เป็นไร เพราะเบอริลก็ไม่ได้เสียใจหรือดีใจอีกต่อไปแล้ว
 
         อย่างไรก็ตาม ยังมีศิลปินชื่อดังอีกคนหนึ่งที่รู้สึกเจ็บช้ำน้ำใจแทนเธอ
 
         เขาคือ มาร์ก นอฟเลอร์ (Mark Knopfler) อดีตดาวเด่นแห่ง ไดร์ สเตรทส์ (Dire Straits) วงร็อกจากอังกฤษที่โด่งดังสนั่นโลกในช่วงทศวรรษ 80 จากอัลบั้ม Brothers in Arms (1985)
 
         ในอัลบั้มเดี่ยวชุดที่ 8 ของ มาร์ก นอฟเลอร์ ที่ชื่อ Tracker (2015) เขาปล่อยซิงเกิ้ลนำร่องของอัลบั้มเป็นเพลงร็อกจังหวะชวนขยับแข้งขาตามชื่อเพลงว่า Beryl
“Beryl, was on another level when she got her Booker medal
She was dead in her grave. After all she gave”
 
         เนื้อเพลงมีอยู่แค่ 2-3 ท่อนร้องวนไปมา มีการเล่นคำอย่างน่าสนใจอย่างเช่นการบอกว่า เบอริลนั้นอยู่คนละ ‘ระดับ’ เสียแล้วตอนที่ได้รับรางวัลนี้ ซึ่งอาจหมายถึงว่างานเขียนของเธอสูงส่งกว่ารางวัล แมน บุ๊กเกอร์ ไพรซ์ หรือไม่ก็อาจหมายความตอนที่เธอได้รางวัลนี้ เธอก็ถูกฝังดินอยู่ในหลุมศพเสียแล้ว
“It's all too late now, too late to dabble it is all too late”
 
         ท่อนฮุกของเพลงถือเป็นการพูดใส่หน้าคณะกรรมการ แมน บุ๊กเกอร์ ไพรซ์ อย่างตรงไปตรงมา ว่ามันสายเกินไปที่จะมาทำพิธีกรรมยกย่องซึ่งช่างดูไม่จริงจังเอาเสียเลยในตอนที่เธอไร้ลมหายใจไปแล้ว
 
         ในท่อนเวิร์สท่อนอีกท่อน มาร์กยังใส่ข้อมูลเกี่ยวกับบุคลิกของเบอริลลงไปด้วยประโยคหนึ่ง “Beryl, the tobacco overtook her when they gave her, her Booker”
 
         เป็นการให้ข้อมูลถึงอาการติดบุหรี่ขั้นหนักหน่วงของเบอริลที่เป็นสาเหตุให้เธอจากไปด้วยโรคมะเร็ง ฟังดูเป็นท่อนที่น่าเศร้าแต่ก็น่าขำในเวลาเดียวกัน
 
         เนื้อเพลงของ Berly นั้นสั้น ตรงประเด็น และตีแสกหน้าเอามากๆ แต่ความมิติที่ลึกซึ้งของเพลงนี้กลับอยู่ที่เสียงกีตาร์ไฟฟ้าอันเป็นเอกลักษณ์ของ มาร์ก นอฟเลอร์ ที่เขาคอยเล่นตอดและสอดรับกับทำนองหลักไปตลอดทั้งเพลง มันช่างไพเราะ คมชัด หวาน แต่ก็แอบรุกเร้าอยู่ในที เป็นลีลาแบบที่แฟนทั่วโลกของ ไดร์ สเตรทส์ คุ้นเคย และอาจชวนให้นึกถึงเพลงดังในอดีตอย่าง Sultans of Swing ขึ้นมาบ้าง
 
         การที่ มาร์ก นอฟเลอร์ เลือกเพลงนี้เป็นเพลงโปรโมท อาจเป็นเพราะมันมีท่วงทำนองที่ไพเราะจนน่าจะทำให้ผู้คนติดอกติดใจได้ หรืออาจเป็นเพราะมันมีเนื้อความบางอย่างที่เขาอยากสื่อสารกับผู้ฟังก็เป็นได้
 
         แต่ที่แน่ๆ ก็คือ มาร์ก นอฟเลอร์ จะต้องภาคภูมิใจกับเพลง Beryl อยู่ไม่น้อย ถึงได้เลือกนำเสนอมันออกมาก่อนเพลงอื่นๆ ในอัลบั้ม
 
         และแม้จะสายไปสำหรับ เบอริล เบนบริดจ์ เสียแล้ว แต่หากเธอยังมีชีวิตอยู่ ก็เป็นไปได้เธอก็อาจจะรู้สึกภูมิใจกับบทเพลงนี้เช่นกัน
 
         ไม่แน่ว่าเธออาจจะภูมิใจมากกว่ารางวัล แมน บุ๊กเกอร์ ไพรซ์ ที่ได้รับเสียอีก!