เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2558 ที่คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) รองศาตราจารย์ พรชัย ตระกูลวรานนนท์ รองอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์ลำปางและศูนย์พัทยา ให้เกียรติเป็นประธานพิธีเปิดงานเสวนาเชิงวิชาการ "ใครรอด ใครร่วง ชี้ชะตาทีวีดิจิทัลประเทศไทย" จัดขึ้นโดยนักศึกษาหลักสูตรปริญญาโท สาขาวิชาการบริหารสื่อสารมวลชน คณะวารสารศาสตร์ฯ ในโอกาสครบ 1 ปีการออกอากาศระบบทีวีดิจิทัล ภายในงานมีปาฐกถาพิเศษ "จับตาจุดเปลี่ยนการแข่งขันเต็มรูปแบบของทีวีดิจิทัลจาก 2557 สู่ 2558" จากฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้คาดการณ์มูลค่ารายได้โฆษณาปี 2558 รวมแล้ว 4.9 หมื่นล้านบาท ขณะที่ความอยู่รอดของ 21 ช่องทีวีดิจิทัลใหม่ต้องทำรายได้ค่าโฆษณาเฉลี่ยช่องละ 197 ล้านบาท จากเดิมปี 2557 เฉลี่ยอยู่ที่ 63 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 3 เท่าตัว เท่ากับว่าแต่ละเดือนหากพูดถึงความอยู่รอด ต้องมีรายได้ค่าโฆษณาเข้าเดือนละ 16 ล้านบาท ทั้งนี้เลขาธิการ กสทช.ยังชี้ชัดความอยู่รอดอยู่ที่เนื้อหารายการ "Content is the King เนื้อหาใครดีก็ดึงดูดประชาชนมากกว่า ต้องมีผังรายการที่มีกลุ่มเป้าหมายชัดเจน
สำหรับวงเสวนาฯ มีวิทยากรเข้าร่วมจากผู้ประกอบการ คือ รุ่งโรจน์ จรัสแจ่มแก้ว ผู้บริหารช่องอมรินทร์ เขมทัตต์ พลเดช ผู้บริหาร PPTV HD และศุทธิชัย บุนนาค จากช่องสปริงนิวส์ พร้อมทั้งนักวิชาการสื่อสารมวลชนอย่าง ธาม เชื้อสถาปนศิริ จากสถาบันวิชาการสื่อสาธารณะ (สวส.) ผศ.ดร.ธวัชชัย จิตรภาษ์นันท์ กสทช. ดำเนินการเสวนาโดยณัฐพงษ์ ธีรภัทรานนท์
มุมมองสักวิชาการอย่างคุณธาม อ.ธาม ชี้ความสำเร็จทีวีดิจิทัล ต้องคำนึง 8 ค. ได้แก่ 1คอนเท้นต์ 2ความแปลกโดนเด่น น่าสนใจ 3 คนทำ 4 คอนเวอร์เจน 5 ครอสมีเดีย 6 คอนเวอร์เซชั่น 7 ครอส และ 8 โครงข่าย เพื่อเข้าถึงคนดูได้ในทุกพื้นที่
ต่อด้วย ผศ.ดร.ธวัชชัย กรรมการ กสทช.(คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) กล่าวถึงความเป็นห่วงเรื่องเนื้อหา เพราะทุกช่องต่างพยายามแข่งขัน ทำให้เนื้อหาหวือหวาเป็นที่ดึงดูด ซึ่งถือเป็นเรื่องยากที่ กสทช.จะเข้าไปกำกับ ส่วนนโยบายเร่งด่วน ที่ยังต้องดำเนินต่อไปคือมีการเสริมเสาให้มากขึ้น เพื่อทำให้คนดูได้มากขึ้น ตอนนี้กำลังทำเรื่องรณรงค์ให้ประชาชนเข้าใจเรื่องการใช้กล่องเซตท็อปบ็อกซ์
ส่วนผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล อย่าง รุ่งโรจน์ จากอมรินทร์ทีวี ยอมรับว่า "ต้องค่อยๆ เดิน เหตุเป็นช่องใหม่ ที่ไม่เคยมีบุคลากรทางด้านโทรทัศน์ ต้องสร้างเองทั้งหมด สิ่งที่คิดทำ คือค่อยๆ พัฒนาเน้นความรู้ความบันเทิงมีสาระต่อสังคม จุดเด่นอยู่ที่ตัวคอนเท้นต์ที่คล้ายกับหลุดออกมาจากหนังสือ เน้นเอาความอยู่รอด แต่ไม่ขอร่วง" รุ่งโรจน์กล่าว ด้าน ศิทธิชัย จากสปริงนิวส์ "ยอมรับในสามปีต่อจากนี้ ยังคงไม่มีกำไร ใครสายป่านยาว ก็น่าจะรอดในอีกสิบปีข้างหน้า เมื่อมีนิวมีเดียเข้ามาอีก ต้องรับการเปลี่ยนแปลง ทีวีดิจิทัลไทย เริ่มต้นด้วยต้นทุนสูง ทำให้ทุนที่จะมาพัฒนาบุคลากรและพัฒนาช่องหายไป ความอยู่รอดส่วนหนึ่งอยู่ที่ กสทช.ด้วยว่าจะมีนโยบายยืดจ่ายค่าสัมปทานหรือไม่ รวมถึงการรอคอยการออกนโยบาย Must carry" ศิทธิชัยแจกแจง สุดท้ายผู้ร่วมวงเสวนา อย่าง PPTV HD เขมทัตต์ เผยว่า "ปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้ธุรกิจไม่รอด ก็คือการออกกติกากลางของ กสทช. เช่น เรื่องการจ่ายเงินค่าประมูลช่อง ต้องจ่ายเกือบ 80% ของเงินประมูลในสองปี ในขณะที่เรตติ้งทุกช่องยังไม่สูง PPTV เองมีการพัฒนาในทุกๆ ด้าน อีกทั้งใช้เว็บไซต์และโซเชียลมีเดียมากขึ้น แถมทุ่มงบทำแอพพลิเคชั่นเพื่อตอบสนองผู้รับชม" เขมทัตต์กล่าว นี่คืออีกแง่มุมหนึ่งของคน ทีวีดิจิทัล