บันเทิง

เอกเขนกดูหนัง:'Che'

เอกเขนกดูหนัง:'Che'

03 เม.ย. 2558

'Che' : เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม

 
          หนึ่งในผู้กำกับมากฝีมือของฮอลลีวู้ด ชื่อของ สตีเวน โซเดอร์เบิร์ก น่าจะเป็นหนึ่งในนั้นด้วย "โซเดอร์เบิร์ก" เป็นผู้กำกับที่ทำหนังหลากหลายมาก ทั้งในแง่ของปริมาณ คุณภาพ และแนวทาง แค่อายุ 26 หนังของเขาที่ใช้เวลาเขียนบทแค่ 8 วันเรื่อง Sex, Lies and Video Tape ก็ไปคว้ารางวัลปาล์มทองคำ รางวัลสูงสุดแห่งเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ฝรั่งเศส เมื่อปี 2532 จนได้รับการยกย่องว่าเป็นคนทำหนังอายุน้อยที่สุดคนหนึ่งที่คว้ารางวัลใหญ่ของเทศกาลนี้ไปครอง อีกสองปีถัดมาโซเดอร์เบิร์กก็มี Kafka ออกฉายแม้เบื้องหน้าจะดูเป็นหนังที่ว่าด้วยชีวประวัตินักเขียนชื่อดังฟรันซ์คาฟคาแต่จริงๆ แล้ว Kafka เป็นเรื่องราวที่ผสมผสานระหว่างชีวิตของคาฟคา และนวนิยายเรื่องดังของเขา แต่มันก็พร่าเลือนจนไม่สามารถแยกแยะได้ว่าสิ่งไหนคือความจริง สิ่งไหนคือเรื่องแต่งเติมเสริมแต้ม
 
          โซเดอร์เบิร์ก เป็นผู้กำกับที่มีงานชุกมาก เขาทำหนังออกฉายปีละเรื่อง บางปีมีถึงสองเรื่อง แต่กระนั้นคุณภาพของงานก็ไม่เคยตก ในปี 2543 หนัง Erin Brockovich ของเขาส่งผลให้จูเลีย โรเบิร์ตส์ คว้ารางวัลออสการ์นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมไปครอง ในขณะที่โซเดอร์เบิร์ก ก็ไปคว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม จากเรื่อง Traffic ที่เข้าฉายปีเดียวกัน และหนังเรื่องนี้ยังคว้าออสการ์อีก 3 รางวัลในสาขา บทดัดแปลง ตัดต่อ และนักแสดงสมทบชาย เบนซิโอ เดล โทโร ซึ่งในปีอีก 8 ปีต่อมา ทั้งคู่ก็กลับมาร่วมงานกันอีกครั้งใน Che หนังที่ออกฉายพร้อมกันถึงสองภาคเลยทีเดียว เป็นหนังอัตชีวประวัติของนักปฏิวัติคนสำคัญของโลกอย่าง เช กูวารา
 
          โซเดอร์เบิร์ก ทำหนังเรื่องนี้อย่างบ้าพลัง โดยเริ่มต้นถ่ายทำตั้งแต่ปี 2549 แม้จะตัดต่อออกมาเป็นสองภาค ทว่าแต่ละภาคก็กินความยาวกว่าสองชั่วโมง โดยฉายเปิดตัวในเทศกาลเมืองคานส์ปี 2551 (ฉายภาคเดียวความยาว 4 ชั่วโมง ยังไม่มีตัดต่อแบ่งเป็นสองภาค) และก็ส่งผลให้ เบนซิโอ เดล โทโร คว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมไปครอง
 
          โซเดอร์เบิร์ก ทำหนังเรื่องนี้ด้วยวิธีผสมผสานการเล่าเรื่องหลากหลายแนวทาง ทั้งสไตล์แบบสารคดี การถ่ายทำบางฉากเป็นภาพข่าวดำ ผสมกับฟุตเทจภาพข่าว โดยเฉพาะในฉากกล่าวสุนทรพจน์ของเช บนเวทีสหประชาชาติที่กล่าวหาอเมริกาว่าอยู่เบื้องหลังการแทรกแซงทางการเมืองในอเมริกาใต้ ส่วนภาษาที่ใช้ในหนังก็มีหลากหลาย ทั้งอังกฤษ สเปน โปรตุเกส มีทั้งบทสนทนาของตัวละคร การให้สัมภาษณ์ของเช และเสียงบรรยายประกอบเรื่องราวของนักข่าวที่สัมภาษณ์ เช นอกจากนี้ เดลโทโร ยังใช้เวลาถึง 8 ปีในการศึกษาเรื่องราวชีวิตของ เออร์เนสโต เช กูวารา โดยในภาคแรก เล่าถึงการเข้าป่ารวบรวมกลุ่มปฏิวัติของเชและฟิเดล คาสโตร จนสามารถยึดเมืองสำคัญหลายเมืองในคิวบาได้สำเร็จ ก่อนจะเคลื่อนพลไปยังเมืองท่าสำคัญอย่างฮาวานา ในภาคที่สองเล่าถึงชะตากรรมของ เช ทั้งการถูกหักหลัง และความขัดแย้งระหว่างหน่วยรบคิวบากับโบลิเวีย ที่เขาเป็นแกนนำรวบรวมมาตั้งแต่เริ่มต้น ตามถูกล้างตามล่า จากฝ่ายตรงข้าม จนถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิต
 
          ความช่ำชองและเชี่ยวชาญในฐานะคนทำหนังของสตีเวน โซเดอร์เบิร์ก ไม่เพียงสถานภาพของผู้กำกับเท่านั้น แต่หนังหลายเรื่อง โซเดอร์เบิร์ก ทั้งเขียนบท ตัดต่อ และถ่ายภาพในหนังของตัวเองเกือบทุกเรื่อง Che ก็เช่นกัน โซเดอร์เบิร์กถ่ายหนังเรื่องนี้ในระบบดิจิทัลด้วยกล้องเรด วัน ถือเป็นหนังขนาดยาวเรื่องแรกที่ถ่ายทำด้วยกล้องรุ่นนี้ ซึ่งเมื่อ 7 ปีก่อน ยังผลิตออกมาเป็นเพียงกล้องต้นแบบเท่านั้น
 
          แม้จะเป็นหนังอัตชีวประวัติ แต่ใช่ว่า Che จะเดินตามประวัติอย่างตรงไปตรงมา หนังใช้ชั้นเชิงของการเล่าเรื่องที่ไม่ได้เป็นเส้นตรง หากแต่สลับเหตุการณ์ไปมา ทั้งเรื่องครอบครัวของเช การใช้ชีวิตอย่างยากลำบากในป่าเพื่อรวบรวมกองกำลังทหาร บทบาทบนเวทีการเมืองโลกในการประชุมองค์การสหประชาชาติและการสู้รบกับกองกำลังทหารรัฐบาล ทำให้เวลากว่าสองชั่วโมงในหนังผ่านไปอย่างรวดเร็ว จากอรรถรสที่หลากหลายทำให้หนังดูสนุกเพลิดเพลินเลยทีเดียว
 
          โซเดอร์เบิร์ก เคยประกาศจะเลิกทำหนัง แต่จนแล้วจนรอด เราก็ยังเห็นหนังของเขาออกฉายให้ได้ได้ดูกันแทบทุกปี แถมยังเปลี่ยนแนวอยู่เรื่อยๆ  ไปทำหนังแอ็กชั่นบ้างอย่างเรื่อง Haywire ที่ให้ความสำคัญกับดารานักบู๊หญิง จีนา คาราโน หนังดราม่าทริลเลอร์ ที่ว่าด้วยโรคระบาดมรณะอย่าง Contagion หรือแม้กระทั่งเปลี่ยนไปทำหนังที่ว่าด้วยชีวิตของชายรับจ้างเต้นระบำเปลื้องผ้าอย่าง Magic Mike โซเดอร์เบิร์กก็ยังสร้างมิติให้ตัวละครมากกว่าสร้างภาพของชายชาตรีผู้มีเรือนร่างกำยำล่ำสันยั่วยวนใจสาวน้อยสาวใหญ่เท่านั้น อีกทั้งยังมีเวลาปลีกตัวไปทำสารคดีบ้าง รวมถึงตอนนี้ที่กำลังง่วนอยู่กับทีวีซีรีส์ The Knick ที่สร้างติดต่อกันมาสองซีซั่นแล้ว
 
          ความเป็นนักมนุษยนิยม ที่ใส่ใจในพฤติกรรมและความรู้นึกคิดของตัวละครในหนังมาโดยตลอด ทำให้หนังของโซเดอร์เบิร์กสามารถเข้าถึงคนดูได้ไม่ยาก ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากความสมจริงในตัวละครที่เขาสร้างขึ้น แม้หนังชีวประวัติที่สร้างจากบุคคลจริง ตัวละครในหนังก็หาได้เป็นคนพิเศษเหนือใคร หากแต่รู้เจ็บ รู้ร้อน รู้หนาว รู้ผิดพลั้งพลาด เหมือนเช่นคนทั่วไป การดูหนังของเขาจึงคล้ายมีความรู้สึกได้สัมผัสใกล้ชิดเป็นพิเศษ อีกทั้งยังแม่นยำกับสไตล์การทำหนังฮอลลีวู้ด ที่เต็มไปด้วยลูกเล่นและชั้นเชิงทางเทคนิค ทำให้หนังโซเดอร์เบิร์กประสบความสำเร็จทางรายได้ไม่น้อย
 
.......................................
(หมายเหตุ 'Che' : เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม)