
เจียงVSจาคนดูได้อะไร!?
31 มี.ค. 2558
'เจียง VS จา คนดูได้อะไร!?' : คอลัมน์ หนุ่ยรู้โลกรู้ โดย... พงศ์สุข หิรัฐพฤกษ์
ผมปิดต้นฉบับ "หนุ่ยรู้โลกรู้" ในค่ำวันเสาร์แบบยังไม่หยั่งรู้อนาคต แต่ก็หวังไว้ว่า "เช้าวันอังคาร" วันตีพิมพ์เรื่องนี้เผยแพร่ออกมา จะมี "บทสรุปในทางที่ดี" ส่องแสงออกมาแล้ว
ประเทศไทยในสัปดาห์เดียวกันมีเรื่องดราม่าวงการบันเทิงที่ต้องพึ่งโรงพึ่งศาล 2 เรื่องซ้อน แต่ละเรื่องมีคติสอนใจที่ดี "วู้ดดี้โดนจำคุก 1 ปี" จากการเชิญแขกรับเชิญมาหมิ่นประมาทบุคคลอื่นในรายการของตนเอง ศาลพิพากษา "หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา" เคสนี้ผู้จัด/ผู้ดำเนินรายการทุกคนในวงการโทรทัศน์ใช้เป็นกรณีศึกษาและข้อเตือนใจในการปฏิบัติการงานในอนาคต
ส่วนอีกเรื่องที่ยังร้อนระอุและมีเส้นตายอยู่ที่ "วันที่ 1 เมษายน" ซึ่งเป็นกำหนดการฉายหนังดังฮอลลีวู้ดภาคสุดท้ายที่แฟนหนังทั้งโลกหวังใจจะไปดูขวัญใจ "พอล วอล์กเกอร์" เป็นครั้งสุดท้าย "Fast & Furious7" ได้ฟิวเรียสสมชื่อ โกรธกันไปทั่วหล้าสยามประเทศ ถึงกับฟาดงวงฟาดงาไปสู่หนังไทยแห่งสยามประเทศอีกเรื่อง "อวสานหงสา" หนังภาคสุดท้ายเหมือนกันแต่มีคนขู่จะไม่ดู รวมถึงจะบอยคอตหนังเรื่องต่อๆ ไปแห่งค่ายใบโพธิ์นี้ในแนว "อวสานสหมงคล" ..เรื่องนี้ "ท่านมุ้ย" ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล ถึงกับต้องออกโรงเคลียร์เองในกระทู้ฮอต Pantip.com ว่า "คนทำหนัง" กับ "คนขายหนัง" มันคนละคนกัน ไม่ควรมาฟาดงวงใส่กัน ก็นับว่าเป็นการเคลียร์ที่ชัดเจนมากและรวดเร็วดี เชื่อมั่นว่ากรณี Fast7 ไม่ส่งผลกระทบกับหนังนเรศวร6 ของท่านมุ้ยแล้วแน่ๆ
แต่ที่ดิ้นไม่หลุดจากความเกลียดชังจากคอหนังเทศ หนีไม่พ้น "เสี่ยเจียง" สมศักดิ์ รัตนประเสริฐ บิ๊กบอสแห่งสหมงคลฟิล์ม นักสร้าง-นักขายหนังชื่อดังมายาวนานกว่า 3 ทศวรรษ ผู้เป็นแมว 9 ชีวิตตัวจริงแห่งวงการ (แต่กำลังใช้ชีวิตที่ 9 อยู่ในขณะนี้) ด้วยบุคลิกที่โผงผาง ด่าไว แต่ก็เป็นที่รักที่สุดของบุคลากรในวงการเช่นกัน เรียกง่ายๆ "ไม่มีเสี่ยเจียง หนังไทยก็ไม่ได้มาถึงทุกวันนี้" ความจริงข้อนี้ทุกคนยอมรับ เพราะตอนเจ๊งแกเจ๊งอยู่คนเดียว คนอื่นๆ เดินตามล่าหาฝันมาเอาเงินแกไปเผาเล่น ช่วงหนังได้ตังค์แกจะพูดเล่นๆ ว่าเหมือนพิมพ์แบงก์ได้เองแล้วแกก็เอาเงินนั้นแจกจ่ายไปสร้างหนังต่อ เจ๊งมากกว่าได้นะรวมๆ แล้วแต่ก็ดีที่ธุรกิจแกมีหนังฝรั่งสาย Independent Studio ด้วยที่หลังมาๆ มีฟอร์มยักษ์เพิ่มขึ้นเยอะ ล่าสุดเสี่ยเจียงเพิ่งคว้ารางวัล Lifetime Achievement Award จากชมรมวิจารณ์บันเทิง ซึ่งถือเป็นรางวัลเกียรติภูมิสูงสุดแก่ชีวิตการทำงานของคนคนหนึ่ง งานในวันนั้นบรรยากาศที่บรรยายมาโดยคนที่ได้ไปร่วมงานบอกว่า "อบอุ่นและมีความสุขมากกว่าค่ายตนเองได้รางวัลหนังยอดเยี่ยม" แต่ข่าวก็ไม่แรงนัก (ก็นะ~มันเป็นข่าวดีนี่เนอะ!) และก็ถูกข่าวร้ายกลบจนมิดในวันต่อมานั่นคือ "ศาลสั่งระงับการฉายภาพยนตร์ Fast7" ...ข่าวนี้ถูกพาดหัวข่าวไปในสื่อต่างๆ มากมายทั้งไทยและต่างประเทศ ที่ถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์กันสนุกปากก็คือสื่อออนไลน์ที่สามารถทำใครก็ได้ตกเป็นจำเลยได้ในพริบตา เสี่ยเจียงมีชื่อนำหน้าว่า "เสี่ย" ก็โดนเกลียดเยอะหน่อย เพราะตัวละคร "เสี่ย" ในหนังมันเป็นแต่ตัวร้าย นี่คือความจริงที่เจ็บปวด ...น่าสนใจตรงที่สื่อสำนักต่างประเทศอย่าง Variety พาดหัวว่า A contract dispute involving Tony Jaa may stop fans in Thailand from seeing #Furious7 คือเขาเข้าใจประเด็นที่แท้จริงคือ "สัญญามีปัญหา" แต่สื่อไทยโดยมากก็เน้นปลุกเร้าอารมณ์โกรธให้เราฟังว่า "เสี่ยเจียงฟ้องศาลให้สั่งระงับฉายหนังฟาสต์7" ผมตั้งคำถามนะครับว่าอันไหนมันให้ปัญญากับเรามากกว่ากัน?
อ่านกระทู้ต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ใน Pantip.com เราสามารถแบ่งกลุ่มคนออกเป็น 3 กลุ่ม
1. กลุ่มคนอยากดู Fast7 : กลุ่มนี้เขาคือแฟนหนังฉะนั้นเขาไม่สนอะไรทั้งสิ้น แบบว่ากูจะดู มึงจะมายุ่งอะไร กลุ่มนี้ประกาศตัวชัดว่าจะดูพอล วอร์กเกอร์ ไม่ใช่ จา พนม จะตัดออกหรือจะเบลอป้ายยาหม่องมึงทำได้เลย กูจะดูฟาสต์7 ไม่งั้นกูโกรธ
2. กลุ่มคนที่พยายามทำความเข้าใจเนื้อหา : กลุ่มนี้ก็อยากดูหนังนะ แต่ใจก็อยากรู้ว่าเรื่องราวคดีตกลงมันเป็นอย่างไรด้วย ก็มีทั้งเข้าใจถูกและเข้าใจผิด ซึ่งแทบจะ 100% ด่าเสี่ยเจียงเป็นเบื้องต้น ด่าจา พนมเป็นภาคต่อ
3. กลุ่มนักกฎหมาย : กลุ่มนี้เป็นผู้มีความรู้ พยายามจะสร้างความเข้าใจและตีความสัญญาที่คนส่วนใหญ่เรียกว่า "สัญญาทาส" ให้โดยหาเหตุผลว่าทำได้หรือทำไม่ในเรื่องการ "ต่อสัญญาอัตโนมัติ"
สัญญาแบบนี้ "มีอยู่จริงๆ ในวงการบันเทิง" ไม่ใช่แค่ที่สหมงคลฟิล์ม เหตุเพราะเงินลงทุนมันสูงกับการปั้นให้ดังไปทั่วโลก บริษัทจึงควรได้สิทธิ์ตัดสินใจแต่ฝ่ายเดียวว่าจะต่อหรือไม่ต่อสัญญา (เรียกง่ายๆ ขอเช็กก่อนว่าคุ้มพอรึยังกับที่เสียไป) ตัดเรื่องบุญคุณต้องทดแทนออกไปก่อนเลยนะ
เสี่ยเจียงแม้จะขึ้นชื่อว่าเสี่ย แต่การทำธุรกิจของเขาก็รัดกุม สหมงคลฟิล์มเป็นองค์กรที่มีฝ่ายกฎหมายและบัญชีที่แข็งแกร่ง เขาจ่ายอะไรไปเขาบันทึกไว้หมด เกิดเรื่องที่เขาคาดว่าจะมีตุกติกเขาออกหนังสือหนังหาไว้ครบถ้วน พอทนายสุวัตรไปยื่นศาลแพ่ง ศาลถึงออกคำสั่งคุ้มครองให้ไงครับ เพราะมันชัดเจนว่าผิดสัญญาทั้งกับตัว จา พนม เองและบริษัท Universal Pictures (ลามมาถึงบริษัท UIP ผู้จัดจำหน่ายซึ่งเป็นลูกครึ่งระหว่าง และจดทะเบียนที่ฮ่องกง) Universal กับ Paramount
เงินที่เรียกไปคือ พันหกร้อยกว่าล้านบาท ถ้าว่ากันตรงๆ ก็สูงเกินกว่ามูลค่า Tony Jaa ในหนังเขา แต่สุดท้ายคดีแพ่ง ไม่ได้แปลว่าฟ้องแล้วจะได้ตามนั้น ส่วนใหญ่ก็ไกล่เกลี่ยกันทั้งนั้น
จา พนม เขาเซ็นสัญญาไป 10 ปี (ตั้งแต่ปี 2546-2556) แต่เนื้อหาสำคัญมันคือ "ต่ออัตโนมัติได้ ถ้าบริษัทอยากจะต่อ" อันนี้ต้องโทษตัวเองที่ไปเซ็นตกลงมาเอง (ก็วันนั้นยังไม่ดัง อะไรก็ยอมทั้งนั้น) แต่กฎหมายยังพึ่งพิงได้เสมอ ถ้าคิดว่าไม่เป็นธรรมก็สามารถร้องขออำนาจศาลให้พิจารณาความเป็นธรรมในสัญญาและขอเลิกได้ ทีนี้..ประเด็นคือ "เขาไม่ได้ทำ" แต่เลือก "เดินไปให้ห่างจากปัญหา" สุดท้ายมันก็วกกลับมามัดตัวอยู่ดี
Fact อีกประการที่สหมงคลต้องขอต่อสัญญากับจาแบบอัตโนมัติคือ "จาสร้างหนังค้างอยู่ 1 เรื่อง" คือ "ไอ้หนุ่มกังนัม" เบิกเงินสร้างไป 26 ล้านบาทในปี 56 แต่ทิ้งงานไปแล้วไม่เหลือแม้ปุ๋ย เขาไม่ฟ้องร้องเขาก็ควายทำธุรกิจแล้วล่ะครับ เพียงแต่การฟ้องครั้งนี้มันทำร้ายความรู้สึกพวกเรามาก เพราะหนังมันภาคสุดท้ายและพระเอกตาย เขาไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วย
Universal Studio เคยตอบเอกสาร Notice จากทางสหมงคลฟิล์มทางอีเมลว่า "เขาก็มีสัญญากับจา พนมเหมือนกัน" อันนี้เข้าใจว่าไปเซ็นซ้อนไว้ ซึ่งผู้จัดการเป็นฝรั่งก็คงสร้างความเชื่อมั่นให้ฝั่งนู้นได้มาก
หนังเรื่องนี้จา พนมเล่นน้อยมาก แต่มันดันเข้าก่อนหนังเล่นเต็มๆ เรื่องอย่าง Skin Trade หนังฝรั่งและ SPL2 หนังฮ่องกง ซึ่งสหมงคลก็ต้องตามไปฟ้องอีกเช่นกัน
ประโยคแรกที่ทนายความฝั่งสหมงคลฟิล์มแถลงเมื่อวันศุกร์คือ "ขอโทษประชาชนที่ทำให้ไม่ได้ดูหนัง Fast7"
วิถีทางเดียวตอนนี้หากพวกเขาอยากให้พวกเราได้ดู Fast & Furious7 กันจริงๆ ก็คือ "จา พนมต้องจูงมือ UIP ไปไกล่เกลี่ยกับเสี่ยเจียง" ซึ่งนั่นอาจเป็นเพียงการชดใช้ค่าเสียหาย 26 ล้านบาทจากหนังที่ทิ้งไปก็เป็นได้นะ
ซึ่ง "สุดท้ายยังไงเราก็จะได้ดู Fast7" ครับ จะทันเวลาวันที่ 1 หรือจะเลื่อนออกไปก่อนก็เท่านั้นแหละ
.......................................
(หมายเหตุ 'เจียง VS จา คนดูได้อะไร!?' : คอลัมน์ หนุ่ยรู้โลกรู้ โดย... พงศ์สุข หิรัฐพฤกษ์ )



