
เมื่อ'ริชาร์ด คอร์ลิส'มองเบื้องหลังของหนังคนมีจริง
27 มี.ค. 2558
เมื่อ "ริชาร์ด คอร์ลิส"มองเบื้องหลังของหนังคนมีจริง : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร
สมาคมภาพยนตร์แห่งสหรัฐ หรือเอ็มพีเอ เลือกมอบรางวัลออสการ์ให้หนังบางประเภทที่เคยถูกมองข้ามจากเวทีประกาศรางวัลหลักมาตลอด เช่น หนังสารคดี และหนังภาษาต่างประเทศ รวมทั้งยังมีความพยายามที่จะสร้างรางวัลขึ้นมาสำหรับกลุ่มหนังที่มักได้รับความนิยม แต่ไม่ค่อยได้รับการยอมรับเท่าไหร่นักอย่างภาพยนตร์ประเภทแอ็กชั่นแฟนตาซี อาทิ Guardians of the Galaxy, Captain America: The Winter Soldier หรือ Lucy
แม้เวทีออสการ์อยากจะมีการมอบรางวัลให้หนังหมวดแอ็กชั่นแฟนตาซี แต่ก็ต้องหลีกทางให้หนังในตระกูลประวัติบุคคล หรือ biopic และแม้ในรอบหลายปีที่ผ่านมาจะมีภาพยนตร์ที่น่าตื่นตาตื่นใจผ่านเข้ามา เช่น A Space Odyssey, Star Wars, Blade Runner และ Avatar แต่หนังไซไฟเหล่านี้ไม่เคยคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากออสการ์ได้เลย ยกตัวอย่างย้อนไปในปี 1983 กรรมการต่างเทใจไปโหวตเลือกหนังที่สร้างจากบุคคลสำคัญของโลกอย่าง Gandhi แทนที่จะเลือกหนังที่สุดยอดสร้างสรรค์และเปี่ยมด้วยจินตนาการ "อี.ที." ที่สร้างโดย สตีเวน สปีลเบิร์ก
เมื่อปีก่อน มีหนังที่เข้าชิงรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมของออสการ์ถึง 6 เรื่อง จากทั้งหมดที่เข้าชิง 9 เรื่อง ที่เป็นหนังประเภท biopic นั่นก็คือ 12 Years a Slave, American Hustle, Captain Phillips, Dallas Buyers Club, Philomena และ The Wolf of Wall Street ส่วนในปีนี้ คาดว่าหนังประวัติบุคคลที่น่าจะได้เข้าชิงภาพยนตร์ยอดเยี่ยม น่าจะไม่พ้น American Sniper, Foxcatcher, The Imitation Game, The Theory of Everything, Selma รวมทั้งอาจจะมีชื่อของ Unbroken และ Wild ที่รีส วิทเธอร์สปูน แสดงนำ
เหตุผลที่ภาพยนตร์ประเภทที่สร้างจากเรื่องจริงของคน มักถูกผลิตขึ้นมาอย่างมากมาย เป็นเพราะว่าบางครั้งบางคราว ฮอลลีวู้ดเองก็ต้องการเชิดชูยกย่องฮีโร่ตัวจริงเสียงจริง อย่างเช่นกรณีของ Louis Zamperini ที่รอดชีวิตจากการถูกทรมาน อันเป็นผลมาจากการไปรบในสงครามแปซิฟิก ในอีกด้านหนึ่ง หนังเหล่านี้ก็ทำให้อุตสาหกรรมการผลิตภาพยนตร์รู้สึกว่าได้สร้างหนังอย่างแตกต่างกว่าที่เคย
ในรอบไม่กี่ปีมานี้ ที่ทางของหนัง biopic บนเวทีออสการ์ ถือได้ว่ามีส่วนร่วมไม่น้อยเลยทีเดียว ยกตัวอย่างเช่น The King's Speech, Argo หรือ 12 Years a Slave เข้าชิงในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ขณะที่ยังสามารถเข้าชิงในสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจาก ฌอน เพนน์ ใน Milk, โคลิน เฟิร์ธ ใน The King's Speech, แดเนียล เดย์-ลูอิส ใน Lincoln รวมทั้ง แมทธิว แม็คคอนาเฮย์ ใน Dallas Buyers Club แล้วยังมีเข้าชิงในหมวดนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจาก เฮเลน มีร์เรน ใน The Queen, แมเรียน คอติลลาร์ด ใน La Vie en Rose, แซนดรา บูลล็อค ใน The Blind Side และขาประจำอย่าง เมอรีล สตรีพ ใน The Iron Lady ถึงขนาดมีการเปรียบเปรยกันว่าเหล่าบรรดาสตาร์ดังหรือขาใหญ่ในวงการภาพยนตร์เลือกสร้างหนังประวัติชีวิตบุคคล เพื่อโอกาสในการคว้ารางวัลมาครองนั่นเอง
โดยปกติในเดือนมกราคมของทุกปี ออสการ์มักประกาศชื่อผู้เข้าชิงรางวัลในสาขาต่างๆ ตามหลังการประกาศรางวัลลูกโลกทองคำ ซึ่งเป็นอันรู้กันว่าถึงเวลาของเทศกาลประกาศผลรางวัลของเวทีต่างๆ แล้ว นี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งว่าทำไมหนังที่คาดหวังว่าจะได้รางวัล ถึงมักเปิดตัวฉายแบบจำกัดโรงภาพยนตร์ ในเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม แล้วมาเปิดตัวให้ชมเต็มรูปแบบในวงกว้างเมื่อเดือนมกราคม ย่างกรายเข้ามา เพราะผู้ผลิตในกลุ่มนี้เชื่อว่า ช่วงเวลาที่หนังออกฉายใกล้เคียงกับเวลาประกาศรางวัล มีผลต่อกรรมการตัดสิน
แต่หลายคนอาจไม่คิดแบบนั้น รวมทั้งตัวผู้เขียนเองด้วย เพราะในลิสต์นักแสดงยอดเยี่ยมปีนี้ของเขา มีชื่อของ เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบทช์ ที่รับบท อลัน ทูริ่ง ใน The Imitation Game, เดวิด โอเยโลโว ในบท มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ใน Salma, แจ็ค โอคอนเนลล์ ซึ่งรับบท ซามเปอรินี ใน Unbroken และ แชดวิค โบสแมน ผู้รับบท เจมส์ บราวน์ ใน Get On Up ซึ่งน่าเสียดายที่เรื่องนี้ถูกมองข้ามไป
แม้การสร้างหนังในตระกูล biopic จะฮิตมากมายขนาดไหน แต่โครงเรื่องและการเล่าเรื่องก็ดูเหมือนจะไม่แตกต่างไปจากหนังในตระกูลอื่นเท่าใดนัก แต่ความแตกต่างที่พอจะเห็นได้ชัดเจนก็คือ ตอนจบหรือบทสรุปเรื่องราวของหนังแนวนี้มักจะเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไป ทั้งจากการเรียนประวัติศาสตร์หรือแม้แต่การเข้าไปในเว็บไซต์สารานุกรมบันลือโลกอย่าง Wikipedia
หนัง biopic บางเรื่องก็พยายามหาแง่มุมบางด้านมานำเสนอให้ดูน่าสนใจมากขึ้น เหมือนอย่างที่ Selma และ Lincoln นำเสนอแง่มุมการต่อสู้เพื่อแก้ไขกฎหมายฉบับสำคัญของกษัตริย์และประธานาธิบดี ตามลำดับ พอมาในปีนี้ เราจึงได้เห็นความละม้ายคล้ายคลึงจากที่กล่าวมาจาก The Theory of Everything กับ The Imitation Game นอกจากนี้ ภาพยนตร์ 2 เรื่องนี้ ยังเดินตามแนวทางความสำเร็จของ The King's Speech ที่คว้ารางวัลหนังยอดเยี่ยมจากออสการ์เมื่อปี 2011 ด้วยทุนสร้าง 15 ล้านดอลลาร์ แต่สร้างรายได้จากบ็อกซ์ออฟฟิศทั่วโลกไป 414 ล้านดอลลาร์ และเข้าชิงออสการ์ไปทั้งหมด 12 รางวัล
นักวิจารณ์จำนวนไม่น้อยเชื่อเหลือเกินว่า เบื้องหลังความสำเร็จของ The King's Speech ส่วนหนึ่งมาจากเรื่องราวที่หยิบยกมานำเสนอไม่เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไป ดังนั้น การสร้างหนังที่อิงกับประวัติศาสตร์หรือเรื่องราวของบุคคล เป็นเรื่องที่มีทั้งแง่มุมในเชิงสร้างสรรค์เพื่อทำให้ผู้ชมได้อรรถรสและความเพลิดเพลิน แต่ผู้สร้างเองก็ต้องระวังการใส่เรื่องราวที่อาจเรียกร้องความน่าสนใจจนบางทีอาจมากเกินไป
ในทัศนะของผู้เขียน ภาพยนตร์ 3 เรื่องต่อไปนี้ ถือว่าเป็นผู้ชนะตัวจริง ที่แม้บางทีโอกาสที่จะคว้าออสการ์ในฐานะหนังยอดเยี่ยมมาครองจะเป็นไปได้ยากมาก แต่ Boyhood, Birdman และ The Grand Budapest Hotel ก็ทำให้นักแสดงนำจากทั้งสามเรื่องสามารถภาคภูมิใจได้ และที่มากกว่าไปกว่านั้น ผู้เกี่ยวข้องกับทั้ง 3 เรื่องต่างได้ร่วมกันเขียนประวัติศาสตร์ของวงการภาพยนตร์ขึ้นมา
.......................................
(หมายเหตุ เมื่อ "ริชาร์ด คอร์ลิส"มองเบื้องหลังของหนังคนมีจริง : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร)



