บันเทิง

ขบคิดขีดเขียน:'ปัญญาจากเหน็บชา'

ขบคิดขีดเขียน:'ปัญญาจากเหน็บชา'

24 มี.ค. 2558

'ปัญญาจากเหน็บชา' : คอลัมน์ ขบคิดขีดเขียน โดย... หญิงยศ

 
          คุณแม่ของหญิงยศมีเพื่อนคนหนึ่งค่ะ สมัยตอนสาวๆ เรียกว่าเป็นนางแบบที่สวยงาม เปรี้ยวเฉี่ยวคนหนึ่ง คุณแม่เล่าให้ฟังว่า เพื่อนคุณแม่คนนี้ผิดหวังในความรัก เสียใจมาก โทรหาเพื่อนให้มาหา มาอยู่ด้วย พอคุณแม่ทำงานเสร็จยังไม่ทันไปหา ก็ได้ข่าวว่า เพื่อนคนนี้แขวนคอตัวเองในตู้เสื้อผ้า เสียชีวิตไปเสียแล้ว... หนึ่งชีวิตสูญเสียไปอย่างไม่มีวันกลับ
 
          ความเศร้าที่รุมเร้าคงหนักหนามากเกินกว่าจะอดทน คุณแม่หญิงยศพูดเสมอว่า ถ้าเสี้ยววินาทีนั้นมีใครสักคนอยู่ด้วย เพื่อนก็คงจะผ่านมาได้ มีชีวิตอยู่มาได้จนทุกวันนี้
 
          กลับมาย้อนคิดดูก็จริงนะคะ เวลาเราเหงา เราเศร้า มันจะค่อยๆเพิ่มค่าทวีคูณ จนถึงจุดที่จะระเบิด ถ้าเรากัดฟัน อดทนให้เสี้ยววินาทีนั้นผ่านไปได้ เราก็จะผ่านมันไปได้ หรือเวลาที่มีคนมาขับรถปาดหน้ากัน บีบแตรใส่เรา หรือเดินมาหาเรื่องเรา เสี้ยววินาทีนั้น ถ้าเรากลั้นหายใจ แล้วปล่อยให้มันผ่านไป หลายเหตุโศกนาฏกรรมก็คงจะไม่เกิด ส่วนใหญ่มันอยู่ที่ใจเรานี่แหละ เราขาดสติ เรารู้สึกว่าต้องตอบโต้ เรารู้สึกว่า เราต้องเจ๋ง ต้องแน่ ทั้งๆ ที่เพียงแค่เราปล่อยเขาขับรถผ่านไป คนแปลกหน้า(ที่นิสัยไม่ดี)คนนั้น ก็จะคงสภาพเป็นคนแปลกหน้าอีกคนที่ผ่านไป ไม่ต้องเปลี่ยนสถานะมาเป็นเจ้ากรรมนายเวรที่ต้องตามจองเวรกันไปอีกนานแค่ไหนก็ไม่รู้
 
          ถ้าเพียงแค่เราอดทนอีกนิด...
 
          แต่ดูเหมือนว่า คนเราชอบคิดว่าเราอดทนพอแล้ว เราไม่จำเป็นต้องอดทนอีกต่อไป แค่ไหนถึงจะเรียกว่าอดทนพอ หญิงยศมีเรื่องตอนที่ไปปฏิบัติธรรมครั้งแรกมาแชร์ค่ะ
 
          หญิงยศไปปฏิบัติธรรมครั้งแรกในชีวิตเมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว เป็นสายของคุณแม่ศิริ เราไปถึงแม่ชีก็อธิบายและค่อยๆ แนะนำพวกเราเรื่องของการนั่งสมาธิ แม่ชีบอกว่า การนั่งสมาธิคือการนั่งนิ่งๆ แต่รับรู้สิ่งที่มากระทบทุกอย่าง เราจะง่วง เราจะคัน เราจะเป็นเหน็บ มันเป็นธรรมชาติ แต่คนเราเมื่อเจออาการเหล่านี้ก็จะคิดแต่หาวิธีแก้ไข ง่วงก็จะขยับตัว คันก็จะเกา เป็นเหน็บก็จะเปลี่ยนท่านั่ง เราทำทุกอย่างยกเว้น “อดทน” เรา ”หนี” ก่อนเสมอ การนั่งสมาธินั้น หากเป็นไปได้ เมื่อร่างกายเกิดอาการเหล่านี้ อย่าเพิ่งหนี ให้ตามดูตามรู้ นี่ง่วงหนอ ง่วงหนอ เป็นเหน็บก็ตามดู ตามรู้ไป คันก็รู้ว่าคัน แต่อย่าเพิ่งยกมือขึ้นเกา ให้ตามมันไปก่อน...
 
          พูดเลยค่ะว่า สองวันหญิงยศเกายิกๆ หาวโฮกๆ สลับขานั่งรัวๆๆๆๆๆๆๆเลยทีเดียว จนพอถึงวันสุดท้าย เรารู้จักและคุ้นชินกับการนั่งสมาธิ การอยู่นิ่ง การตามรู้เท่าทันจิตของเรา เช้าวันสุดท้าย หญิงยศเป็นเหน็บขั้นสุด แต่พยายามตามรู้และไม่ขยับ มันค่อยๆ ชามาทีละนิด จนรู้สึกว่าขาเราบวมขยาย หนักเหมือนเท่าช้าง ได้แต่พยายามตามมันไป ไม่ขยับ มันร้าวมาตามขา มันทนแทบจะไม่ได้จริงๆ (เชื่อว่าแม้ตัวจะไม่ขยับ แต่หน้าคงยู่ลงมานิดนึง) ความรู้สึกพีคที่สุดคงเป็นตอนที่ความหนักหน่วงในขาเรามันค่อยๆ กลายเป็นเข็มเล่มเล็กๆๆๆๆๆๆ หลายพันเล่มแล้วแทงจึ้กๆๆๆๆๆ มาที่ขาเรา ในเสี้ยววินาทีที่หญิงยศชักจะหลงทางและคิดว่า เอาละ คงต้องขยับแล้วสินะ เชื่อไหมคะว่า อยู่ดีๆ อาการเหน็บที่หนักหน่วงจนถึงขั้นสุดนั้น มันเหมือนระเบิดแล้วก็หายวับไปเลย! ขาหญิงยศกลับมาเป็นปกติ แต่ที่เบายิ่งกว่าขาคือสิ่งที่เกิดในหัว ปัญญาที่มาจากเหน็บชามันสว่างวาบ นั่นคือครั้งแรกที่หญิงยศซาบซึ้งถึงแก่นของคำว่า “ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกล้วน เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป” ช่วงตั้งอยู่แม้มันจะหนักหนาสาหัสแค่ไหน หนักหน่วงขนาดไหน ทะลุจุดเดือดขนาดไหน สุดท้ายทุกอย่างมันจะดับไปจริงๆ ค่ะ และความจริงข้อนี้ ถ้าเราเอาแต่พูด มันก็จะเป็นเพียงแค่คำพูดสวยหรู ดูดีเวลาตั้งสเตตัสเท่านั้น แต่เมื่อไหร่ที่เราเข้าใจความจริงของมันแล้ว นี่คือเกราะที่จะป้องกันเราจากทุกสิ่งที่มากระทบเราได้เป็นอย่างดีที่สุด เราไม่ยึดมั่น เราไม่กังวล เราไม่สะดุ้งและวิ่งหนี... เรามีหน้าที่เพียงแค่ “อดทน” เท่านั้น อยู่กับลมหายใจของเรา และเอาชีวิตให้รอดไปทีละเสี้ยววินาที 
 
          ครั้งต่อไปก่อนที่จะหันไปด่าคนที่ขับรถปาดหน้า หรือทำร้ายตัวเองเพียงเพราะคนอื่นเขามองไม่เห็นค่า ขอให้กลับมาถามตัวเองจริงๆ จังๆ เสียก่อนว่า “นี่เราอดทนจนถึงที่สุดแล้วหรือยัง...”
 
........................................
(หมายเหตุ 'ปัญญาจากเหน็บชา' : คอลัมน์ ขบคิดขีดเขียน โดย... หญิงยศ)