บันเทิง

จะวิ่งก็ต้องมี'ธีม'

จะวิ่งก็ต้องมี'ธีม'

24 มี.ค. 2558

จะวิ่งก็ต้องมี'ธีม' : คอลัมน์ Eat play life โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร

 
 
          หลังจากเป็น “แฟรนไชส์” และค่อยๆ ก้าวขึ้นเป็น Branding อย่างแข็งแรงมาหลายปี สิ้นเดือนมีนาคม Zombie Run ก็จะวิ่งในบ้านเรา และน่าจะวิ่งไปอีกหลายประเทศเพราะมันกลายเป็น “วัฒนธรรมป๊อป” ไปทั่วโลกแล้ว
 
          ในฐานะคนที่รักการวิ่งและวิ่งมา 8 ปีต่อเนื่อง ผมย่อมรู้สึกดีใจที่การวิ่งจะเติบโตและแตกไลน์ออกไป แม้ว่ามันจะลดหรือเพิ่มแง่มุมก็ตาม กีฬาวิ่งนั้นคนที่วิ่งรู้ดีว่า มันคือการต่อสู้กับตัวเอง (แม้จะเป็นการต่อสู้คนละแบบอย่างกับนักเล่นกอล์ฟหรือนักแสดงละครเวทีก็ตาม)
 
          “วิ่ง” คือการออกกำลังกายที่สันโดษ แม้เราจะไปวิ่งกับเพื่อน หรือรู้จักผู้คนมากมายในสถานที่วิ่ง แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง “วิ่ง” คือต่อสู้กับตัวเอง ผ่านระยะทาง ผ่านเป้าหมายส่วนตัว และมันคือการกอบกู้อะไรบางอย่างในตัวเอง
 
          ยกเว้นอยู่บ้าง กับคนไม่เคยวิ่ง และรอไปวิ่งขำๆ ถ่ายรูปฟรุ้งฟริ้ง ทำท่ากัดเหรียญตามงานมาราธอน สะสมเหรียญขำๆ (เพื่อนสนิทผมเป็นเยอะ-ฮา)
 
          แต่เหมือนบริบทของโลกยุคใหม่ทั้งหมด โฆษณา ดนตรี วรรณกรรม อาหาร การทำข่าว การขายของ ทุกอย่างในโลก “เปลี่ยนวิธีคิดหมด” มันไม่สามารถอยู่ของมันเฉยๆ นำเสนอเดิมๆ อินเทอร์เน็ตเปลี่ยนโลกอย่างสิ้นซาก และ social media เปลี่ยนอีกระลอกหนึ่ง (ฉะนั้น เซลส์จะเอาแต่แต่งตัวทำผมสวย ไปนำเสนออะไรเดิมๆ ไม่ได้)
 
          “การวิ่ง” จึงเปลี่ยนตาม วิธีเปลี่ยนของมันคือ การหยอดใส่ theme เข้าไป เพื่อให้ขายได้และสร้างความน่าสนใจ คายความน่าเบื่อ ดึงมาร์เก็ตติ้งได้ และสร้าง branding ระยะยาว (นี่เรายังไม่ได้คุ้ยไปถึง ultra running เลย)
 
          Zombie Running อาจเป็นต้นทางของแฟชั่นทางนี้ แต่จริงๆ โลกยังมีอีกหลายธีม อาทิ Run for Cancer, Vertical Run, Music Run, Run for Run เหล่านี้คือการวิ่งที่ใส่ธีมลงไปและมี “พื้นที่” ของตัวเองในสังคม
 
          ซึ่งวิ่งแบบนี้ ไม่ได้ต้องการสร้างตัวให้เป็นไซส์ใหญ่อย่าง Marathon ที่ตระหง่านอยู่แล้ว มันเป็นเพียงสีสันของการวิ่งที่ปรับตัวแบรนด์ เข้ากับ “จริต” ของสังคมนั้นๆ ยกตัวอย่างง่ายๆ ท่ามกลางการใช้คำว่ามาราธอนในบ้านเรา แท้จริงๆ แล้วแทบทุกงานก็คือการวิ่งแบบ “มินิ” คือไม่เกิน 5 กิโล
 
          การวิ่งแบบนี้ มีเรื่องจิตวิทยาการตลาดสูง คือไม่ต้องการเรียกร้องการวิ่งอะไรจริงจัง แต่ทำให้เป็นกิจกรรมร่วมของคนในครอบครัว พ่อแม่ลูก เป็น family run อะไรแบบนั้น 
 
          การเปิดหัวให้เป็นอะไรที่เข้าร่วมมากๆ ได้ง่าย ยังง่ายต่อการทำการตลาดระยะยาว กว่าการวิ่งจริงจัง (ซึ่งก็ย้อนแย้งในตัว เพราะคนที่วิ่งทุกวัน ก็อาจไม่ได้ไปร่วมงานแบบนี้ เพราะมั่นคงกับเป้าหมายการวิ่ง คือเน้นความสม่ำเสมอ มากกว่า 1 ปีไปวิ่ง 2 ครั้ง แล้วถ่ายรูปฟรุ้งฟริ้งแบบเพื่อนผม)
 
          คำดูแคลนที่หล่นวาจาว่า “การวิ่งคือกีฬาน่าเบื่อ” แท้จริงแล้ว มันจึงขึ้นอยู่กับว่าเอาอะไร “มากำกับ” ซึ่งถ้า “คุ้ย” และ “รื้อ” ลงไปอย่างลึกซึ้ง (หรือนัยหนึ่ง ไม่ทำอะไรตื้นเขิน) การวิ่งนี่แหละมีจิตวิทยามากมายหลายแง่มุม ที่ตีความได้สนุก
 
          อย่างน้อยที่สุด “เหงื่อหยดแรก” ของมนุษยชาติ
 
          ไหลออกมาจากวิ่ง ก่อนกีฬาทุกอย่าง     
 
.......................................
(หมายเหตุ จะวิ่งก็ต้องมี'ธีม' : คอลัมน์ Eat play life โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร)