บันเทิง

'ความขัดแย้งที่แกล้งลืม'

'ความขัดแย้งที่แกล้งลืม'

23 มี.ค. 2558

'ความขัดแย้งที่แกล้งลืม' : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม

 
          
          คนทุกคนล้วนมีปม... มีความขัดแย้ง... ที่ไม่อยากจะจดจำ... แต่มันกลับสร้าง “เอกลักษณ์” ที่เด่นชัดจนคนคนนั้นไม่กล้าปฏิเสธมัน!
 
          “ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่น้องนั่งรถพี่แล้วน้องรู้สึกยืดขนาดนี้...” นังนุชนาฎยืดพุงพูดอย่างอารมณ์ดี
 
          “ร้านที่หนูไปมันเป็นร้านอาหารฝรั่ง เจ้าของเขาเป็นฝรั่ง ตกแต่งแบบฝรั่ง มีหน้าร้านเป็นเอาท์ดอร์ (กลางแจ้ง) ให้คนนั่งสูบบุหรี่ กินกาแฟ ข้างในเป็นห้องแอร์ พอรถจอดหน้าร้าน ทุกคนที่นั่งอยู่ก็หันมามอง ดูจากที่หนูแต่งตัวใส่เสื้อยืดกางเกงขาสั้นถือกระเป๋าผ้า ใครจะไปคิดว่าหนูจะลงจากรถยี่ห้อนี้”
 
          “มึงคิดไปเองรึเปล่าอีนุช ใครเขาจะไปสนใจกะอีแค่รถยี่ห้อนี้”
 
          “แหมพี่! รถราคาตั้งหลายล้าน เอาเป็นว่าคนที่นั่งอยู่เขาแปลกใจก็แล้วกัน”
 
          “คนแบบไหนกันจะมาสนใจเวลามีรถมาจอดหน้าร้าน”
 
          “ก็คนชอบเผือกแบบหนูไง! เวลามีรถมาจอด ถ้ารถแพง เราก็จะลุ้นว่า “ไหนขอดูหน้าอีคนขับหน่อยซิ” หรือบางทีลงจากรถธรรมดามากแต่แต่งตัวแน่นยังกะแฟชั่นวีก ดูแล้วก็หันมาซุบซิบนินทาไง เอาเถอะน่า .. พี่ไม่เข้าใจหรอก ในช่วงเวลานั้น น้องสะใจมากก!!  คนออฟฟิศที่นั่งตามร้านหรูๆ แบบนี้ชอบทำหน้าเริดๆ เชิดๆ ยังกะพวกมันฉลาดมากกว่าคนทั่วไปงั้นแหละ เอาเป็นว่า... หนูฟินแล้ววันนี้!”  นังนุชนาฎลอยหน้าลอยตาออกแอ็กติ้งยิ่งกว่าดาราในละครน้ำเน่าหลังข่าว นี่แหละทางถนัดของมัน “การแสดง!” 
 
          จะว่าไปคนนั่งชิลตามร้านส่วนใหญ่เขาคงไม่สนใจหรือรู้อีโหน่อีเหน่อะไรกับปมในใจของคนบางคน (รวมทั้งอีนุช) บางทีเราก็แค่ระแวง คิดของเราไปเอง หรือบางทีเราอาจไปเจอประสบการณ์ไม่ดีอะไรมา เกิดเป็นรอยปริเล็กๆ ในใจ เวลาที่เข้าใกล้สถานการณ์หรือสถานที่ๆ ใกล้เคียงกับที่เคยเจอในอดีตปมที่มีอยู่มันก็เลยอักเสบขึ้นมา
 
          “เมื่อก่อนสมัยทำงานใหม่ๆ หนูจะทำเป็นถือหนังสือภาษาอังกฤษ แมกกาซีนแฟชั่น หนูก็แค่เก๊ก ทำเป็นดูฉลาด ดูทันสมัย ทั้งๆ ที่พี่ก็รู้ว่า คนอย่างหนูน่ะเหรอจะไปอ่านหนังสือแบบนั้น หนูอ่านเรื่องย่อละครเล่มละ 20 บาท ยังจะสนุกกว่า ทำไงได้ล่ะ คนข้างนอกเขาตัดสินกันด้วยภาพภาพนอก มันก็เลยทำให้หนูต้องทำแบบนั้น”
 
          ฉันหัวเราะชอบใจและนึกเอ็นดูความตรงไปตรงมาและซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตัวเองของอีนุชมัน ที่มันรู้ว่าตัวตนจริงๆ ของมันคืออะไร ต้องการอะไรกันแน่... แม้ในวัยที่กำลังค้นหาตัวตนของมัน มันจะทำอะไรผิดๆ ถูกๆ ไปบ้าง แต่ถึงที่สุดแล้ว ธรรมชาติในตัวมันก็จะจัดการทุกอย่างให้กลับมาเป็นอย่างที่มันควรจะเป็น ไม่ต้องหลอกตัวเองมานานจนไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วเราเป็นใครกันแน่ 
 
          ไม่ใช่แค่อีนุชคนเดียวหรอกที่เป็นแบบนี้ ฉันเองก็เป็น “นักสะสมปมด้อย” ตัวฉกาจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าอีนุช จะเรียกว่า “ตัวแม่” ก็ได้ ด้วยต้นทุนทางหน้าตา (ไม่ใช่ต้นทุนทางปัญญา) ที่เตี่ยกับแม่ให้มาอย่างกระเหม็ดกระแหม่ ออกแนวขัดสน จะออกไปเริ่มต้นอะไร ไม่ว่างานหรือความรักก็ดูเหมือนคนที่หน้าตาดีกว่าจะปาดหน้าเค้กเอาอยู่ร่ำไป อุตส่าห์ไปจองคิวคนแรกกูรอของกูตั้งนาน  พอประตูเปิดเขาไล่ไปอยู่ท้ายแถวซะงั้น! ชิ! ความยุติธรรมมันไม่เกิดกับหนังหน้าจริงๆ แหละค่ะคุณตำรวจ แม้จะใช้ความสามารถพาตัวเองฝ่าแนวป้อมปราการความงามของชะนีหน้าตาดีหลายฝูงมาจนได้งานทำ  อีงานบ้าที่ทำอยู่ก็ไม่อาจสร้างความน่าเชื่อถือให้ได้ ต่อให้จะได้เงินเดือนสูงกว่าพนักงานประจำตามออฟฟิศทั่วไป แต่เป็นงานที่เจ้านาย (เจ้าของร้าน) จะไล่ออกไปเมื่อไหร่ก็ได้ที่มีนักร้องหน้าตาดีกว่าใหม่กว่า จึงไม่ถือว่าเป็นงานที่มั่นคง ก็จริงของเขาอีกนั่นแหละ! แต่ในเวลานั้นฉันไม่เข้าใจ! พนักงานออฟฟิศเงินเดือนไม่ถึง 1 ใน 3 ที่ฉันหามาได้ในแต่ละเดือน กลับมีบัตรเครดิตหลายสถาบันการเงินเอาไว้ยืดเวลาจ่ายบิลค่าอาหาร ส่วนฉันควักเงินสดมันร่ำไป “อย่างเธอน่ะ เขาไม่มีทางออกบัตรให้หรอก งานเธอมันไม่มั่นคง”
 
          เพื่อนคนหนึ่งที่สนิทกันในเวลานั้นตอกย้ำฉัน หลังจากที่นางยื่นบัตรเครดิตให้พนักงานเก็บเงิน  ฉันกลับไปนอนคิดอยู่หลายวัน มันไม่ได้อะไรนอกจากความเจ็บใจ นี่ใช่มั้ยปมใหม่ที่ฉันรับไว้เป็นของสะสมในใจ
 
          “สักวันฉันจะครอบครองบัตรเครดิตแค่ใบเดียวที่เหนือกว่าทุกๆ บัตรที่คนทั่วไปมีกัน ฉันจบความเจ็บใจกับการตั้งปณิธานบ้าๆ บอๆ ที่ไม่รู้ว่าจะเป็นจริงหรือไม่!”
 
          ไม่เพียงแค่บัตรเครดิตโง่ๆ ใบเดียวในเวลานั้นที่สร้างปมในใจกับฉัน ยังมีปมใหม่ๆ ที่เกิดจากความอยากมี อยากได้ เพื่อให้ทัดเทียมกับคนอื่นเข้ามาให้ฉันสะสมในแต่ละช่วงเวลาที่ผ่านมา ... “รถ” เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนักร้องที่วิ่งร้องเพลงคืนละหลายๆ ที่อย่างฉัน จะยื่นไฟแนนซ์สักกี่ครั้งก็ไม่เคยผ่าน เพราะอาชีพที่ไม่มั่นคง “นักร้องกลางคืน” ฉันจึงทำเป็นแกล้งลืมปมนั้นไปชั่วคราวแล้ว นั่งรถแท็กซี่ สามล้อ มอเตอร์ไซค์รับจ้างไปไหนมาไหนตลอดระยะเวลา 10 กว่าปีของการเป็นนักร้องกลางคืน...  บางทีฉันก็เหนื่อยเกินไปที่จะสะสมปมบ้าๆ ที่เกิดจากการไขว่คว้าวัตถุมาครอบครองเพื่อความเสมอภาคทางเศรษฐกิจ มันช่างเป็นเรื่องงี่เง่า แต่เราก็หนีมันไม่ได้ตราบใดที่ยังต้องอาศัย “ภาพลักษณ์” ในการดำรงอยู่ท่ามกลางผู้คนที่แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นดิ้นรนต่อสู้เพื่อจะมายืนอยู่ในจุด “ยอดของห่วงโซ่อาหาร” ... วัตถุที่ฉันครอบครองไม่ได้ฉันก็แค่รู้สึก “ขัดใจ” แต่ถ้าเป็นวัตถุที่เป็นที่อยู่อาศัยของคนในครอบครัวมันสร้างแผลลึกในใจทำให้ฉัน “เสียใจ” และ “เศร้าใจ” ในเวลาเดียวกัน
 
          “แม่ชอบบ้านหลังนี้” แม่นั่งลงที่ขั้นบันไดบ้านในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง... ฉันพาแม่มาเลือกดูก่อนที่จะไม่มีที่จะอยู่ เพราะธนาคารกำลังจะยึดบ้านหลังที่อยู่กันมา 10 กว่าปีที่เตี่ยเอาไปจำนอง ญาติคนหนึ่งซึ่งร่ำรวยมากมายปฏิเสธที่จะช่วยเหลือด้วยคำพูดเรียบง่ายว่า “เฮียติดแบล็กลิสต์ (blacklist) ของธนาคาร” ในขณะที่ โก้ มิสเตอร์แซกแมน เอาเงินที่ได้จากการจำนองที่บ้านของตัวเอง (เพื่อจะสร้างบ้านหลังใหม่แทนหลังเก่าที่ผุพังไป) มาให้ฉันเอาไปสมทบเป็นเงินดาวน์ อือ ...  โก้ช่างคิดได้ ห่วงคนอื่นมากกว่าห่วงตัวเอง คนแบบนี้ใช่ไหมที่ใครๆ อยากได้เป็นเพื่อนแท้ แต่ฉันก็ไม่อาจเอาเปรียบน้องได้ จนกระทั่งพี่คนหนึ่งซึ่งไม่รู้จักกันมาก่อน สนิทกับเจ้าของโครงการหมู่บ้านจัดการให้ทำให้พวกฉันมีบ้านใหม่เป็นของตัวเองอีกครั้ง ... 
 
          ในวันนี้ฉันมีสิ่งที่ต้องการเท่าที่จำเป็น บางอย่างก็ดูทัดเทียม บางอย่างก็ยังคงดูด้อยอยู่เหมือนเดิม ฉันชอบความขาดๆ เกินๆ ของชีวิต มันทำให้ยังพอเหลือที่ไว้ให้ “ฝัน” ให้ “อยาก”... ชีวิตไม่ได้มีไว้เปรียบเทียบหรือทำให้มันเสมอกัน ไม่เช่นนั้นชีวิตก็จะไม่มี “ความแตกต่าง” ไม่เกิด “อัตลักษณ์” เฉพาะตัว ปมด้อยที่ฉันสะสมไว้ก็ไม่ได้มีไว้เพื่อเป็นข้ออ้างในการโกรธเคืองผู้คนหรือเรื่องราวที่เข้ามา แต่มันมีไว้เพื่อสร้างแรงกระตุ้นให้เราก้าวกระโดดอย่างสุดชีวิตเมื่อโอกาสมาถึง ให้เราได้แตะกับคำว่า “ที่สุด” เท่าที่เราจะทำได้ ... เมื่อถึงเวลานั้นมันก็ได้สร้าง “เอกลักษณ์” เฉพาะตัวให้เราต่างจากคนทั่วไปในด้านความคิดและความสามารถที่เกิดจากปมด้อย ไม่ได้เกิดจากพลังแห่งความงดงามและความชื่นชม มันคือเอกลักษณ์ซึ่งแข็งแกร่งเกินกว่าที่คนอื่นหรือแม้แต่ “ตัวเราเอง” จะปฏิเสธมัน ... และเมื่อเรากลับมาทบทวนถึงมันอีกครั้งในเวลาที่สถานการณ์ซ้ำกับอดีต เราจะไม่รู้สึกว่า... เราอยู่เหนือคนที่เคยปรามาสเราหรอก แต่เราอยู่เหนือ “ตัวเราเองในอดีต” ต่างหาก ...
 
          “ถ้าวันนี้นุชรวยมาก นุชจะซื้อรถแบบพี่แล้วเอาไว้ยืด ขับมานั่งจุ๊ยทำหน้าฉลาดๆ ตามร้านฝรั่งหรูๆ รึเปล่า ...” ฉันถามอีนุชขณะที่ยื่นบัตรเครดิตอภิสิทธิ์แห่งความรอบรู้ให้พนักงานเก็บเงิน
 
          “หึ... มันไม่ใช่หนู”
 
          เห็นมั้ย ... ปมด้อยสร้างแรงผลักดัน ไม่ได้สร้างการเลียนแบบ เพราะถึงที่สุดนังนุชนาฎเลือกที่จะเป็นตัวของมันเองมากกว่าเป็นเหมือนคนอื่น ... สุดท้ายเราก็ยังคงอยู่กับปมด้อยอย่างมีความสุขได้ ก็แค่ ... แกล้งลืมมันไปชั่วขณะ แล้วดันมันกลับมาผลักเราให้สูงกว่าจุดที่เรายืนอยู่เมื่อโอกาสนั้นมาถึง
 
........................................
(หมายเหตุ 'ความขัดแย้งที่แกล้งลืม' : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)