บันเทิง

'ประวัติศาสตร์นักฆ่าในสายตา นีล ยัง'

'ประวัติศาสตร์นักฆ่าในสายตา นีล ยัง'

19 มี.ค. 2558

'ประวัติศาสตร์นักฆ่าในสายตา นีล ยัง' : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม โดย... วิภว์ บูรพาเดชะ

 
 
          นีล ยัง (Neil Young) คือนักร้อง-นักแต่งเพลงชาวแคนาเดียนที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของวงการดนตรีโลก นับตั้งแต่เริ่มทำงานเพลงในยุค 60 จนถึงวันนี้ เขาเป็นเจ้าของอัลบั้มมากกว่า 50 ชุด เป็นผู้แต่งและขับร้องเพลงโฟล์กร็อกอมตะที่มีคนเอาไปร้องมากมาย อาทิ Old Man, Ohio, Helpless และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Heart of Gold ที่นักฟังเพลงรู้จักเป็นอย่างดี นักร้องร่างใหญ่หน้าดุคนนี้ยังเป็นจอมทดลองทางดนตรีคนหนึ่ง เขาเคยทำตั้งแต่อัลบั้มเพลงอะคูสติกเบาสบายยันอัลบั้มกรันจ์ร็อกอื้ออึ่ง 
 
          บทเพลงของ นีล ยัง ส่งอิทธิพลต่อคนดนตรีรุ่นหลังขนาดที่ แอ๊ด คาราบาว เคยแต่งเพลงชื่อ ยืนยงเอาอย่างเนลยัง ไว้ในอัลบั้มดนตรีโฟล์ก World (พ.ศ. 2534) เพื่อเป็นการคารวะมาแล้ว
 
          เพลงดังเพลงหนึ่งของเขาคือ Cortez the Killer เป็นเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับบุคคลและเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ ซึ่งเพราะเป็นเพลงดังที่มีคนเอามาร้องคัฟเวอร์มากมาย ทำให้เพลงนี้เป็นบันทึกประวัติศาสตร์ที่ถูกส่งต่อมากที่สุดเพลงหนึ่งในแวดวงดนตรีอเมริกัน
 
          Cortez ผู้ถูกระบุว่าเป็นฆาตกรในชื่อเพลงนี้ ก็คือ เฮอร์นาน คอร์เตส (Hern?n Cort?s) นักเดินเรือและนักบุกเบิกผู้เป็นวีรบุรุษคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของสเปน 
 
          เฮอร์นาน คอร์เตส เกิดในยุครุ่งอรุณแห่งการล่าอาณานิคมของชาวยุโรป พอเป็นหนุ่มเขาก็ได้เรียนรู้วิถีชีวิตชาวอาณานิคมอย่างรวดเร็วจากการไปใช้ชีวิตอยู่ในหมู่เกาะที่เป็นอาณานิคมของสเปน ว่ากันว่าในสังคมของนักบุกเบิกตอนนั้นถือว่าเป็นสังคมที่โหดหินไม่ใช่น้อย เพราะมันเต็มไปด้วยการแย่งชิง หักหลัง ก่อกบฎ แต่คอร์เตสก็คงเป็นคนหนุ่มที่ฉายแววโดดเด่นไม่เบา เพราะเขาสามารถตีซี๊กับผู้ว่าการของหมู่เกาะคิวบา จนได้รับเลือกให้เป็นกัปตันกองเรือผู้จะไปบุกเบิกยังแผ่นดินใหญ่ของทวีปใหม่ในวัยเพียงสามสิบกว่าๆ 
 
          ทวีปอเมริกาในเวลานั้นไม่ใช่ดินแดนรกร้างว่างเปล่าที่รอให้ชาวยุโรปไปปักธงเป็นเจ้าของอย่างง่ายดาย ยุคนั้นอเมริกามีชนพื้นเมืองอาศัยอยู่ไม่น้อยแล้ว และชนพื้นเมืองในบางพื้นที่ยังมีอารยธรรมที่เจริญก้าวหน้า เรียกว่าไม่ได้เป็นแค่ชนเผ่า แต่ก่อร่างสร้างตัวจนเป็นเมืองทั้งเมืองเลยก็มี
 
          เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1519 กองเรือของคอร์เตสไปถึงชายฝั่งของ ‘โลกใหม่’ ในบริเวณที่กลายเป็นประเทศเม็กซิโกในปัจจุบัน ทหารจำนวน 500 นายของกัปตันหนุ่มเริ่มทำสงครามกับชาวพื้นเมือง กองทหารพร้อมอาวุธปืนและประสบการณ์รบอันโชกโชนของคอร์เตสสามารถยึดทาบาสโก (Tabasco) ได้ในเวลาไม่นาน ก่อนจะรุกต่อมายึดเวรารุซ (Veracruz)
 
          ความสำเร็จที่กลายเป็นงานชิ้นโบแดงของกัปตันคอร์เตสคือการยึดอาณาจักรแอซเท็ก ที่เป็นอาณาจักรใหญ่ที่สุดบนดินแดนเม็กซิโกยุคนั้น ประกอบด้วยชนเผ่าหลายเผ่า อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ และปกครองโดยราชันย์และสังฆราชผู้ยิ่งใหญ่นามว่า กษัตริย์มอกเตซูมาที่ 2 (Moctezuma II) 
 
          คอร์เตสเริ่มต้นด้วยการจับมือเป็นพันธมิตรกับเผ่าพื้นเมืองอีก 2 เผ่า แล้วเตรียมตัวจะบุกโจมตีอาณาจักรแอซเท็ก แต่กษัตริย์มอกเตซูมาที่ 2 แก้ลำด้วยแผนทางการฑูต เชิญให้คอร์เตสเข้าเฝ้าในวิหารศักดิ์สิทธิ์แล้วมอบทองคำมูลค่ามหาศาลให้ โดยหวังจะให้นักเสี่ยงโชคชาวสเปนพึงพอใจแล้วกลับบ้านไปเสียที ปรากฏว่าแผนการณ์ของกษัตริย์แอซเท็กได้ผลในทางตรงข้าม คือกลับทำให้คอร์เทซและพรรคพวกชาวสเปนยิ่งมั่นใจว่าชาวแอซเท็กจะต้องมีทองคำจำนวนมหาศาลแน่นอน เลยยิ่งเกิดความโลภอยากยึดครองดินแดนแอซเท็กมากขึ้นอีก
 
          คอร์เตสจับกษัตริย์มอกเตซูมาที่ 2 เป็นตัวประกัน แล้วเริ่มต้นแผนการครอบครองอาณาจักรแอซเท็กทันที จนลูกน้องของคอร์เทสฆ่ากษัตริย์มอกเตซูมาที่ 2 ทิ้ง เป็นผลให้ชาวแอซแท็กก่อสงครามกับทหารสเปนและพันธมิตรอย่างอุตลุด และในที่สุดเขาก็บุกเข้ายึดและทำลายเมืองหลวงของแอซแท็กลงได้อย่างสาแก่ใจ
 
          เรื่องราวของ เฮอร์นาน คอร์เตส กลายเป็นบทเรียนประวัติศาสตร์ที่ถูกสอนในโรงเรียน แต่ใช่ว่าเด็กทุกคนจะประทับใจกับชัยชนะเหนือแดนเถื่อนของคอร์เทส เพราะยังมีหนุ่มน้อยชื่อ นีล ยัง ผู้เปี่ยมพรสวรรค์ด้านดนตรีที่หยิบเอาเรื่องของเขามาแต่งเพลง และตั้งชื่อเพลงประณามคอร์เทสว่า Cortez the Killer 
 
          กว่าที่ นีล ยัง จะได้เอาเพลงนี้มาบันทึกเสียงก็หลายปีต่อมา เมื่อเขาเติบโตกลายเป็นศิลปินดังและออกอัลบั้มเดี่ยวมาถึงชุดที่ 8 ชื่อ Zuma (1975) 
 
          Cortez the Killer เริ่มต้นด้วยอินโทรยาวเหยียดกว่า 3.20 นาที ดนตรีบรรเลงเปิดพื้นที่ให้ผู้ฟังสร้างภาพจินตนาการกว้างไกล ก่อนที่ นีล ยัง จะเริ่มต้นเนื้อหาท่อนแรกของเพลงนี้ด้วยการให้ภาพของ เฮอร์นาน คอร์เตส กับกองเรือที่กำลังเดินทางสู่โลกใหม่ ก่อนจะเล่าในท่อนต่อๆ ไปถึงกษัตริย์แอซแท็กและสีสันของอาณาจักรพื้นเมือง รวมทั้งบรรยายความเชื่ออันล้าหลังแต่ก็ขรึมขลังอย่างการนับถือเทพเจ้าและการบูชายัญ
 
          แม้เพลงจะเป็นชื่อของคอร์เทส แต่ นีล ยัง กลับให้พื้นที่กับเรื่องราวของชาวแอซแท็กมากกว่าตัวคอร์เทสเองอย่างเทียบกันไม่ได้ เขายังเล่าต่อถึงความสุขสงบและความสามัคคีในดินแดนแห่งนี้อย่างเห็นภาพ นีล ยัง ถึงกับบอกว่าชาวแอซแท็กสามารถสร้างบางสิ่งที่คนปัจจุบันสร้างไม่สำเร็จ และพวกเขาสร้างมันได้ด้วยมือเปล่าเท่านั้น ซึ่งจากเนื้อหาในท่อนก่อนหน้านี้ เราอาจจะอนุมานได้ว่าสิ่งที่ นีล ยัง หมายถึงก็คือ ‘สันติภาพ’ นั่นเอง
 
          “And they built up with their bare hands
          What we still can't do today”
 
          และในท่อนสุดท้าย นีล ยัง กลับสร้างเซอร์ไพรซ์ด้วยการเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่าเรื่องในเพลง จากบุคคลที่ 3 มาเป็นบุคคลที่ 1 และหันมาพูดถึง ‘รักครั้งเก่า’ ของผู้เล่าเรื่องเสียอย่างนั้น โดยเอ่ยถึงหญิงสาวคนหนึ่งที่ยังรอคอย ‘ฉัน’ อยู่ที่นั่น รอคอยตั้งแต่วันนั้นมาจนวันนี้ แม้ ‘ฉัน’ จะไม่สามารถกลับไปหาเธอได้แล้วก็ตาม
          
          เนื้อเพลงท่อนนี้เป็นที่ถกเถียงในหมู่นักฟังเพลงว่า นีล ยัง หมายถึงอะไรกันแน่ บางทีเขาอาจจะหมายถึงความสัมพันธ์ต่างเชื้อชาติของคอร์เทซกับนางทาสชาวพื้นเมือง บางทีอาจจะหมายถึงวิหารศักดิ์สิทธิ์และทรัพย์สมบัติที่รอคอยให้นักล่าอาณานิคมกลับไปค้นหา บางกระแสยังบอกว่า นีล ยัง แอบเอาชีวิตส่วนตัวผสมเข้าไปในเพลงนี้อย่างหน้าตาเฉย เพราะในช่วงที่ทำอัลบั้ม Zuma นั้นเขากำลังเลิกรากับคนรักพอดี
 
          แต่อย่างไรก็ตาม ในท่อนท้ายของเพลง เราจะได้ยินนีลร้องประณามคอร์เทสว่า “Cortez, Cortez, What a killer, killer” เป็นการหักมุมจากเรื่องราวงดงามของชาวแอซแท็กที่เขาเล่ามาในท่อนก่อนหน้านี้ ราวกับจะบอกให้รู้ว่านี่คือชื่อของฆาตกรผู้ทำลายความงดงามเหล่านี้นะ ขอให้ชาวโลกจงจดจำไว้!
 
          ตำนานอีกเรื่องของบทเพลงนี้ก็คือ หากฟังดีๆ แล้ว ดูเหมือนว่าบทเพลงจะเฟดหายไปแบบที่ยังไม่จบดีนัก ในเรื่องนี้พ่อของ นีล ยัง เคยเล่าให้สื่อมวลชนฟังว่าแท้จริงตอนที่บันทึกเสียงเพลงนี้เกิดไฟฟ้าดับในสตูดิโอ เป็นผลให้เพลงท่อนสุดท้ายหายไปจริงๆ 
 
          จะว่าไป เนื้อเพลงของ นีล ยัง ก็เป็นการวาดภาพฉากหนึ่งของประวัติศาสตร์โลกจากมุมมองของศิลปินผู้อ่อนไหว ที่อาจจะรู้สึกสะเทือนใจกับโศกนาฏกรรมของชาวพื้นเมืองผู้พ่ายแพ้ให้กับนักล่าอาณานิคมใจละโมบ แต่ก็คงเหมือนกับอีกหลายๆ เรื่องในประวัติศาสตร์ เรื่องแบบนี้ย่อมอยู่ที่ใครเป็นผู้เล่า สายตาแบบไหนหรือฝ่ายไหนเป็นผู้มอง และยุคสมัยใดที่เรื่องราวนั้นถูกหยิบยกมาถกเถียง
 
          ประวัติศาสตร์จึงไม่ใช่เรื่องเล่าที่ตายตัว หากแต่ยังมีชีวิตของมันเองต่อไปอีกยาวนาน ยาวกว่าเจ้าของเรื่อง ยาวกว่าผู้เล่าเรื่อง และประวัติศาสตร์บางเรื่อง ก็อาจเป็นเหมือนเพลง Cortez the Killer ที่เราไม่มีวันรู้ตอนจบที่แท้จริงได้เลย
 
.......................................
(หมายเหตุ 'ประวัติศาสตร์นักฆ่าในสายตา นีล ยัง' : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม โดย... วิภว์ บูรพาเดชะ twitter.com/VipHappening)