บันเทิง

เอกเขนกดูหนัง:'PK'

เอกเขนกดูหนัง:'PK'

13 มี.ค. 2558

'PK' : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม

 
          ถ้าจะมีหนังซักเรื่องที่ตั้งคำถามถึงความเชื่อถือศรัทธาในความหมายของศาสนาแล้วล่ะก็ หนังอินเดียเรื่อง PK คงเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจและเป็นกรณีศึกษาที่น่าจะหยิบมาพูดถึงกันไปอีกหลายปีทีเดียวครับ
 
          PK ผูกเรื่องด้วยพล็อตประหลาดๆ จะว่าไปมันก็มีทั้งความล้ำนำสมัยหนังบอลลีวู้ดด้วยกันในขณะเดียวกันมันก็มีความเชยประเภทได้กลิ่นน้ำเน่าโชยมาแต่ไกลเลยทีเดียวหนังเปิดเรื่องด้วยสองซีเควนซ์สั้นๆ ที่แตกต่างกันสุดขั้วเมื่อเปิดเรื่องด้วยลีลาไซไฟที่บอกเล่าถึงการเดินทางมาสำรวจโลกของเพื่อนร่วมกาแลคซี่ ที่รูปร่างหน้าตาละม้ายคล้ายเคียงกับมนุษย์โลกอย่างเราๆ ถัดมาไม่กี่นาทีหนังเล่นกับอารมณ์ขันเมื่อมนุษย์ต่าวดาวเจอพิษสงของหัวขโมยชาวโลกที่คว้าสร้อยคอที่ใช้เป็นรีโมทคอนโทรลสำหรับเรียกยานของเขาติดมือไป ปล่อยให้มนุษย์ต่างดาวยืนเปลือยกายกลางทุ่งฝุ่นฟุ้งที่รางรถไฟพาดผ่าน มีเพียงวิทยุทรานซิสเตอร์ทิ้งให้ดูต่างหน้า หนังตัดกลับไปเมืองบรูจน์ ประเทศเบลเยียมเล่าถึงความรักต้องห้ามของหนุ่มสาวฮินดีที่ศาสนา เชื้อชาติและความเชื่อ กีดกันความรักของระหว่างนักศึกษาหนุ่มจากปากีสถานและสาวอินเดียจนต้องเลิกราแยกย้ายกันไป ฝ่ายหญิงกลับมาทำงานผู้ประกาศข่าวยังสถานีโทรทัศน์บ้านเกิด และพบกับมนุษย์ต่างดาวหนุ่มที่มีพฤติกรรมแปลกๆ เที่ยวออกตระเวนแจกใบปลิวตามที่สาธารณะโดยประกาศว่าถ้าใครเจอพระเจ้าให้ช่วยบอกเขาด้วย ซึ่งพระเจ้าที่ปรากฏในใบปลิวของเขาก็มีทั้งรูปพระศิวะ พระกฤษณะ พระพรหม หญิงสาวเห็นพฤติกรรมแปลกของชายหนุ่มเธอจึงคิดอยากทำข่าวเรื่องราวเกี่ยวกับเขา (โดยก่อนหน้านี้เธอถูกมอบหมายให้เสนอข่าวการพยายามฆ่าตัวตายของลูกหมา??) หลังจากนั้นหนังก็กลับไปเล่าที่มาของมนุษย์ต่างดาวหนุ่มว่าทำไมเขาถึงต้องออกตามหาพระเจ้า 
 
          ตลอดหนึ่งชั่วโมงแรก หนังเล่าถึงการพยายามเข้าใจและใช้ชีวิตร่วมกับมนุษย์โลกของเอเลี่ยนหนุ่ม ที่โชคยังพอเข้าข้างอยู่บ้างหลังประสบอุบัติเหตุรถชน แต่ชายแก่คู่กรณีกลับนำเขามารักษาตัวและดูแลอย่างดี ก่อนจะส่งเขาออกมาตามหาสร้อยคอรีโมทคอนโทรลที่หายไปถึงยังกรุงเดลีเมืองหลวงเก่าแก่ เมื่อมนุษย์ต่างดาวหนุ่มเที่ยวออกตระเวณถามถึงแต่รีโมท ชาวบ้านก็ได้แต่ส่ายหน้าด้วยความระอาใจ พร้อมเอ่ยด้วยความรำคาญว่ามีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่ช่วยได้ เอเลี่ยนหนุ่มจึงเปลี่ยนแผนด้วยการออกถามหาพระเจ้า เพื่อหวังจะได้พบเจอและตามหารีโมทของเขา จนชาวบ้านมองว่าเขาคือคนเมาที่พูดจาไม่รู้เรื่อง จึงพากันเรียกเขาว่าไอ้ขี้เมา (ซึ่งในภาษาฮินดี เรียกว่า พีเค)
 
          หนึ่งชั่วโมงแรกของการเล่นสนุกชวนหัวอันว่าด้วยตัวละครผู้แปลกแยก พลัดหลงเข้าไปสู่โลกที่เขาไม่คุ้นเคย PK เล่าด้วยลีลาขนบดั้งเดิมของหนังบอลลีวู้ดเต็มรูปแบบ ทั้งการร้องรำทำเพลง การใส่มุกตลกมากมายประดามี ทั้งมุก slapstick comedy แบบเจ็บตัว มุกวิ่งไล่แบบแมวจับหนู Chase ไปจนถึงมุกที่เล่นกับสถานการณ์อลหม่านแบบ Anarchic Comedy ก่อนจะหันไปเล่นประเด็นหลักใหญ่ใจความสำคัญที่ให้ตัวละครตั้งคำถามต่อความเชื่อ ศาสนา และศรัทธาของมนุษย์ 
 
          PK เล่นประเด็นนี้อย่างจริงจัง เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ จากอาการทีเล่นทีจริงที่พยายามสร้างคาแรกเตอร์ตัวตลกให้ตัวละครมนุษย์ต่างดาว กลับกลายเป็นว่าสิ่งที่เขาพบเจอตลอดการเดินทางตามหารีโมทนั้น คือการงวยงงสงสัยและตั้งคำถามต่อลัทธิ ศาสนา ที่มนุษย์ศรัทธาลุ่มหลง ถึงขั้นงมงายขาดไร้สติ ชั่วโมงที่สองของหนังคือการตั้งคำถามอย่างเอาจริงเอาจัง ในบางฉากถึงขั้นโน้มนำ และแสดงท่าทีต่อต้านแข็งขืนแม้สุดท้ายหนังสามารถหาทางออกได้อย่างประนีประนอม และฉีกตอนจบของเรื่องไปอีกอารมณ์หนึ่ง แต่อย่างน้อยความกล้าในการเล่นกับประเด็นอ่อนไหว โดยเฉพาะเรื่องศาสนาและความเชื่อถือศรัทธาของมนุษย์ก็ได้ทำให้หนังเรื่องครองใจผู้ชมในวงกว้าง ประเด็นที่เชื่อมโยงในระดับสากล อันส่งผลให้หนังประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายกลายเป็นปรากฏการณ์อันน่ามหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นกับวงการหนังอินเดียนับแต่ก่อร่างสร้างกันมาร่วมๆ ร้อยปี จนถูกบันทึกบนหน้าประวัติศาสตร์ในฐานะของหนังบอลลีวู้ดทำเงินสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์โดยทำเงินได้มากกว่า 6 พันล้านรูปีเลยทีเดียวและตอนนี้ มีการวางแผนที่จะสร้างภาคสองตามออกมาแล้ว
 
          ความยาวมากกว่าสองชั่วโมงครึ่งของหนังไม่ใช่ปัญหาของการที่หนังจะออกมาน่าเบื่อหรือรู้สึกว่ายืดยาดอืดอาดน่าเบื่อเลยแม้แต่น้อย ด้วยความที่ PK มีซับพล็อตของการเป็นหนังรักโรแมนติกที่แข็งแรง และปูเรื่องไว้อย่างแหลมคม การเปลี่ยนทิศทางเรื่องเพื่อหลีกหนีความขัดแย้งหรือกระแสต่อต้านจากสังคม หลังตัวหนังจงใจวิพากษ์ความเชื่อและคำสอนของศาสนาต่างๆ โดยไม่เลือกที่รักมักที่ชังดูจะเป็นความฉลาดหลักแหลมของคนทำไม่น้อย และโดยเฉพาะการกลับไปเล่นกับมุกตลกเดิมๆ อีกครั้งโดยไม่รู้สึกว่าหนังเข้าสู่ภาวะตีบตันทางความคิดแต่อย่างใด ในขณะเดียวกันหนังอย่าง PK ก็ไม่ได้เต็มไปด้วยเรื่องราวชวนฝันดังเทพนิยายที่จะพาผู้ชมหลีกลี้หนีหายไปจากโลกความเป็นจริง หากแต่กลับพยายามดึงเราให้อยู่กับความเป็นจริง ผ่านการใช้ไวยากรณ์ทางภาพยนตร์ที่โน้มน้าวอารมณ์ความรู้สึกของผู้ชมให้ได้รู้สึกสนุกสนานครื้นเครง ก่อนจะพบว่าตราบใดที่มนุษย์เราทุกคนเผชิญกับปัญหาและความทุกข์ยากในชีวิต สิ่งที่จะหล่อเลี้ยงให้ชีวิตดำเนินต่อไปได้คือพลังศรัทธาและความหวังที่มีศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว บนอรรถรสความสนุกสนานมากมายประดามี PK พยายามตรึงเราให้อยู่กับสติ แม้สุดท้ายมันจะเตลิดเปิดเปิงพริ้งเพริศไปกับเรื่องราวที่คนทำหนังวางหมากเอาไว้หลอกล่อ แต่เชื่อว่าหลังหนังจบ เรื่องราวระหว่างนั้นจะหวนกลับมาให้เราครุ่นคิดและรำลึกนึกถึงอยู่บ่อยครั้ง
 
          นี่แหละคืออิทธิพลทางความคิดที่ภาพยนตร์มีต่อมนุษย์ ส่วนจะสามารถสร้างแรงบันดาลใจหรือจุดประกายความคิดให้ต่อไปหรือไม่ ก็คงขึ้นอยู่กับวุฒิภาวะและประสบการณ์ส่วนบุคคลที่แตกต่างกันไปนั่นเอง
 
........................................
(หมายเหตุ 'PK' : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม)