
เล่นหูเล่นตา:'เดือนที่ 2 ของปฎิทิน'
02 มี.ค. 2558
'เดือนที่ 2 ของปฎิทิน' : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม
ข้าพเจ้าเคยรู้สึกว่า ... การรับ คือ ความสุข แต่เมื่อเติบโตขึ้นจึงได้รู้ว่า ... การให้นั้นสุขยิ่งกว่า “การให้” ช่วยลดความตระหนี่ถี่เหนียวและความเห็นแก่ตัว เป็น “การเสียสละ” อย่างหนึ่ง แต่จะมีสักกี่คนที่รู้จัก“ให้” อย่างแท้จริง นั่นคือ ให้โดยไม่หวังผลตอบแทน ... ในยุคที่ผู้คนตีความทุกสิ่งอย่างเป็นผลประโยชน์โดยตั้งธงคำถามในใจว่า “ให้แล้วฉันได้อะไร?” การให้ไปเปล่าๆ โดยไม่คำนึงถึงสิ่งตอบแทนที่จะตามมาจึงไม่ใช่จุดประสงค์แรกที่คนส่วนใหญ่ตั้งไว้ คนบางคนอาจคิดว่า การให้คือ “การสูญเสีย” ไม่ว่าจะเป็นเวลา ผลประโยชน์ หรือ ทรัพย์สินก็ตาม ... ตอนตายไปก็เอาอะไรไปไม่ได้ ด้วยวัยใกล้เลข 5 ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ฉันกลับมาทบทวน “การให้” ที่เกิดขึ้นตลอด 40 กว่าปีที่ผ่านมา การให้ในช่วงเป็นสาวของฉันคือ การให้ที่น้อยนิดแต่มหาศาล ไร้สาระ และสะเปะสะปะที่สุด จนควรจะติดป้ายแขวนคอไว้ว่า “มือใหม่หัดให้” โดยเฉพาะ “ให้ท่า!” ตามมาด้วยให้ทุกอย่างทั้งหัวใจ ร่างกาย (ควรจะไปลงชื่อบริจาคร่างกายไว้ที่ศิริราชยังจะได้บุญได้ประโยชน์ต่อผู้คนมากมายเสียกว่า) การให้คือสิ่งที่ดีงามและงดงาม หากการให้นั้นเป็นประโยชน์ เหมาะสมถูกคน ถูกที่ ถูกเวลา ถ้าหลับหูหลับตาให้ตามใจ ตามอารมณ์ ตามความสงสาร ผู้ให้ก็อาจเป็นเหยื่อของผู้รับได้เช่นกัน ดังนั้นจงให้อย่างมีสติและพอเพียง ... ฉันยังคงเชื่อว่า “การให้อภัย” นั้นยิ่งใหญ่ที่สุด รองลงมาคือ “การให้โอกาส” และให้ความรู้ เพื่อที่ว่าคนๆ นั้นจะได้ใช้มันหาเลี้ยงชีพตนเอง ในอนาคตก็จะได้เป็นผู้ให้ต่อๆ กันไป “การสอนให้คนรู้จักให้” คือ การให้ที่ไม่สิ้นสุด และการให้นั้นแทรกอยู่ในทุกๆ ธรรมเนียมปฎิบัติและเทศกาลต่างๆ ของคนแต่ละเชื้อชาติบนโลกนี้
เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้มี 2 เทศกาลที่ไม่เกี่ยวกับคนไทยแท้ๆ แต่ทุกวันนี้มันก็ผสมปนเปกันจนแยกไม่ออกแล้วว่าใครสืบเชื้อสายมาจากเชื้อชาติใด แยกง่ายๆ ตามลักษณะตา ตาคม ตากลม ตาหยีก็ว่ากันไป เอาเป็นว่าทำตามธรรมเนียมปฎิบัติที่พ่อแม่ปู่ย่าตายายทำมาก็แล้วกัน แต่ถึงกระนั้นวันวาเลนไทน์นี่มันมาเกี่ยวอะไรกับคนไทยคะคุณ เป็นเทศกาลที่ชาวคริสต์เขารำลึกถึงนักบุญวาเลนไทน์ ถูกกำหนดขึ้นครั้งแรกในปีค.ศ.496 โดยสมเด็จพระสันตะปาปาเกลาซิอุสที่ 1 สิ้นสุดในปีค.ศ.1969 โดยสมเด็จพระสันตะปาปาปอลที่ 6 จากนั้นก็กลายมาเป็น “ประเพณีรักเทิดทูน” (Courtly Love) ในยุคกลาง (High Middle Ages) ในแวดวงสังคมของเจฟฟรีย์ ชอเชอร์ (Geoffrey Chaucer) กวี นักปรัชญาและนักการฑูตชาวอังกฤษ จนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 15 จึงกลายมาเป็นวันของการแสดงความรักต่อคู่รักผ่านดอกไม้ ช็อกโกแลต หรือลูกกวาด และการ์ดอวยพร ความรักจะผลิบานรึเปล่าไม่รู้ รู้แต่ว่าดอกไม้ขายดีคือดอกกุหลาบสีแดง หลังเที่ยงคืนของวันวาเลนไทน์ถ้าไปปากคลองตลาด ดอกกุหลาบจะราคาตกฮวบฮาบ เหมือนกับผู้หญิงที่เสียตัวแล้วล่ะคะคุณ อะไรในโลกนี้มันมีช่วงพีคของมััน ช่วงเดียวคือ ช่วง “ยังไม่ได้-ไม่เสีย” นี่แหละค่า หลังจากนั้นก็ตัวใครตัวมัน
“อีนุช ... อีนุช มึงดูโต๊ะข้างหลังกูนี่ ผู้ชายซื้อนาฬิกาโรเล็กซ์ จูบิลี่ สองกษัตริย์ให้ผู้หญิงนะมึง” นังนุชนาฎหันหน้ามองหาเลิ่กลั่กทั้งๆ ที่ข้าวปั้นยังคาปากอยู่ ส่วนคุณสีเกด ผู้จัดการ นั่งฟาดอาหารจานด่วนแบบญี่ปุ่นพุงอืดไม่สนใคร ... ฉันกับนังนุชนาฎแอบมองคู่รักคู่นั้นด้วยความอิจฉาตาร้อน ผู้ชายประคองมือผู้หญิงที่ยกแขนดูนาฬิกาอย่างไม่วางตา คุยกันงุ้งงิ้ง มุ้งมิ้ง สีเกดขว้างค้อนไปเคี้ยวข้าวไป
“อย่าให้กรูรู้นะว่าซื้อให้ตัวเองแล้วสร้างภาพว่าผู้ชายให้ เดี๋ยวกรูจะไปซื้อมามั่ง!” ฉันหันไปบอกกับนังนุชนาฎ มันหัวเราะคิกคักกับความบ้าบอที่ฉันเป็น
“จะให้กรูกรี๊ดในวันวาเลนไทน์นี่ง่ายมาก อย่ามาให้ดอกไม้กู มันกินไม่ได้ ให้มันเอาเงินเป็นปึกๆ ละล้านใส่ถุงก็อบแก๊บมา แค่นี้กูก็น้ำตาไหลแล้ว ... นี่แหละมูลค่าที่ดิฉันคู่ควร!”
“เฮ้อ! พี่นี่ก็เพ้อนะ” นังนุชนาฎมาพร้อมประโยคดับฝัน
เลย 14 ก.พ. ไปหา 18 ก.พ. วันไหว้บรรพบุรุษและเทพเจ้าของคนจีน บ้านฉันไม่พลาดอยู่แล้ว ปีนี้ต้องไหว้เตี่ยที่ชุกซัว (ขึ้นสวรรค์) เพิ่มอีก 1 คน แต่ธรรมเนียมของจีนถ้าผู้ใหญ่ในบ้านเสียไปไม่ถึง 3 ปี ต้องทำพิธีไหว้ก่อนวันไหว้บรรพบุรุษ 1 วัน ที่บ้านจึงต้องจัดชุดพิเศษแบบลิมิเต็ด เอดิชั่น (Limited Edition) ให้เตี่ยในวันที่ 17กุมภาพันธ์ ฉันไม่รู้หรอกว่าไหว้ไปแล้วเตี่ยจะได้รับรึเปล่า แต่คนที่ทำแล้วสบายใจคือ “แม่” ที่ได้ไหว้ผัวด้วยอาหารมากมายหลายสิ่ง เอฟรี่ติงริงมายเบลในเวอร์ชั่นที่เตี่ยฉันชอบกินแล้วใส่บาตรให้พระไม่ได้ เพราะพระคงฉันไม่เป็น ไม่่ว่าจะเป็น ขาห่าน (คงติดคอท่านเสียก่อน) ปลาดิบจีน ปลาตะเพียนต้มเกี้ยมฉ่าย เป๋าฮื้อน้ำแดง แกงจืดมะระต้มใส่ปลาหมอ (นี่ก็ก้างแยะอีก) ฯลฯ สมัยเตี่ยยังหายใจอยู่ เตี่ยกินทุกอย่างที่อยากกิน บ้านฉันเป็นภัตตาคารย่อมๆ เตี่ยสรรรับประทาน ส่วนแม่ก็ประดิดประดอยสนองความต้องการผัว รักกันจนวันตาย แม้ตายแล้วก็ยังคงเป็นผัวเมียกันอยู่ คู่เตี่ยกับแม่ฉันเป็นตัวอย่างให้ฉัน ... ไม่เอาเป็นเยี่ยงอย่าง!! รักกันจนน่ารำคาญมากค่ะคุณตำรวจ แม่ขี้ร้อนต้องอยู่ห้องแอร์ ส่วนเตี่ยขี้หนาวไม่ชอบแอร์ แต่ก็อยู่กันได้ นางก็จับผัวใส่ถุงเท้า สวมหมวกไหมพรมมีผ้าห่มๆ ทับอีกชิ้น แล้วนั่งบนเก้าอี้เลซี่บอย (LazyBoy) จับมือคุยกันหนุงหนิง ชี้ชวนกันดูทีวี หัวเราะคิกคักไปยันลั่นบ้าน ฉันยืนมองแล้วส่ายหัวเดินมาดูทีวีหลังบ้านดีกว่า เพราะคู่นั้นเขาตีตั๋ว “ฮันนีมูนสวีท” ตลอด ไม่เห็นใจลูกมั่ง ผัวเผอไม่มีต้องอยู่ตัวคนเดียวยังจะโรแมนติกให้ดูทุกวัน ถึงกระนั้นฉันก็ยังไม่อยากมีผัวอยู่ดี เพราะตอนเตี่ยกับแม่เขาโกรธกัน บรรยากาศในบ้านจะมาคุโคตรๆ แม่จะขึ้นไปดูทีวีชั้นบน ขลุกอยู่กับน้าของฉันไม่พูด ไม่ดูแลผัวปล่อยเป็นภาระของลูกๆ ที่ต้องดูแลอย่างดีเหมือนที่แม่ทำ งานนี้ไม่ต้องห่วง พี่สาว น้องสะใภ้และน้องชายฉันเป็นหน่วยอนุบาลเตี่ย วันไหนฉันเข้าบ้านพาเตี่ยไปกินข้าวนอกบ้านกับพี่น้อง แม่ไม่ยอมไป นางเชิดใส่! เตี่ยจะฟ้องว่าแม่งี่เง่าเอาแต่ใจ แล้วก็เล่าเรื่องเก่าๆ สมัยเขารักกันตอนพวกเรายังเด็กให้ฟัง รวมถึงเวอร์ชั่นไดเร็คเตอร์คัท (Director's cut) ที่แม่ไม่เคยเล่า แต่เตี่ยเล่าให้ฟังอย่างละเอียดถึงอิทธิฤทธิ์และพิษสงของนาง นี่แม่กูหรือพญานาคตัวเมียคะ? ฉันไม่โทษแม่หรอกเพราะการมีผัวเจ้าชู้และมีเมียหลายคน ถ้าเมียแต่ละคนไม่มีฤทธิ์เดชก็คงจะเอาไม่อยู่หรอกคะคุณ เตี่ยฉันเป็นพวกสุขนิยม สุขเฉียบพลัน สุขณปัจจุบัน ถ้าเขาโกรธกับแม่แล้วลูกพาไปเที่ยวนอกบ้าน เตี่ยก็จะลืมเมียสนิท ทำตัวเหมือนอยู่เป็นโสดเมียตายมานานแล้ว ฉันชอบมุขนี้ของเตี่ยจริงๆ รักจะเจ้าชู้ก็ต้องอยู่อย่างอิสระ! ไม่ได้บอกว่าอย่ามีคู่ แต่บอกว่าอย่าผูกขาดเจ้าเดียว หรืออย่ามีเป็นตัวเป็นตน คบเอาไว้หลายๆ คนงี้! แต่คนอย่างเตี่ยฉันไม่เคยมีใครบังคับได้ เขาเป็นอิสระเท่าที่เขาอยากเป็น และนั่นมันเป็นพันธุกรรมที่ตกทอดมาสู่ฉันเต็มๆ
โปรดติดตามตอนต่อไป
.......................................
(หมายเหตุ 'เดือนที่ 2 ของปฎิทิน' : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม
)



