บันเทิง

เอกเขนกดูหนัง:‘Comet’

เอกเขนกดูหนัง:‘Comet’

20 ก.พ. 2558

‘Comet’ : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม

          
          สิ่งที่น่าชื่นชมของหนังเรื่องนี้อย่างหนึ่งคือการตั้งชื่อภาษาไทยได้อย่างสละสลวยว่า “ตกหลุมรัก กลางใจโลก” ซึ่งเอาเข้าจริงความหมายของชื่อที่สื่อไปถึงตัวหนังอาจเกี่ยวข้องกันเล็กน้อยมาก และไม่ได้สลักสำคัญไปกว่าเหตุผลด้านการตลาด เพราะแท้จริงแล้ว หนังรักเรื่องนี้ อาจทำให้ผู้ชม ทั้งตกหลุมรัก ตกหลุมพราง หรือกระทั่งตกอยู่ในความงวยงงสงสัย กับความประหลาดล้ำหลายอย่างในหนังรักเรื่องนี้
Comet เป็นหนังที่เล่าพล็อตหรืออธิบายเรื่องราวเพียงย่นย่อได้อย่างยากลำบาก เพราะตลอดความยาวร่วม 90 นาที มีเพียงบทสนทนาโต้ตอบไปมาระหว่าง ชายหนุ่ม หญิงสาว คู่หนึ่ง ที่เกิดขึ้นต่างกรรม ต่างวาระ ต่างสถานที่ ต่างเวลาและสถานะกันไป เริ่มจากการเป็นรักแรกพบ เป็นคู่รักที่เตรียมเข้าพิธีแต่งงาน และเป็นคู่ร้างที่กลับมาเจอกันอีกครั้ง
 
          ภายใต้เรื่องราวราบเรียบแสนธรรมดา Comet กลับมีวิธีการสื่อสารแตกต่างออกไป หนังมีงานกำกับภาพที่แปลกตาเอามากๆ เพราะตลอดทั้งเรื่อง แทนที่คู่หนุ่มสาวจะปรากฏอยู่กลางเฟรมภาพในฐานะหัวใจสำคัญของเรื่องราวที่ผู้ชมต้องเฝ้าติดตามความสัมพันธ์ของเขาและเธอ แต่ปรากฏว่าตลอดทั้งเรื่องภาพของ เดลและคิมเบอร์ลีย์ กลับเต็มไปด้วยสเปซ โดยเว้นพื้นที่ว่างไว้ในเฟรม ไม่บนก็ล่าง ไม่ซ้ายก็ขวา แทบไม่มีฉากใดเลยที่กล้องจะบันทึกภาพคู่รักสองคนนี้ในลักษณะสมดุลบนกรอบภาพ หนังต้องเว้นพื้นที่ว่างไม่ส่วนใดก็ส่วนหนึ่งเสมอ บางครั้งเป็นพื้นที่ว่างเปล่า บ้างก็มีอุปกรณ์ประกอบมาเสริมแต่ง บ้างก็เป็นผนังมีลวดลาย พื้นผิว บ้างก็ใช้การกำกับภาพโดยเล่นกับโฟร์กราวน์ แบ็กกราวน์ แต่เหนืออื่นใดภาพเหล่านั้นกลับดูงดงามอย่างน่าประหลาด และเมื่อเพ่งพิศนานๆ เข้า เหมือนภาพเหล่านั้นดึงเราเข้าไปตกอยู่ในห้วงแห่งความอัศจรรย์บนความสัมพันธ์ของคู่รัก เดล และคิมเบอร์ลีย์
 
          บางทีความแหว่งวิ่นของภาพ อาจคล้ายความรักที่ไม่สมบูรณ์ลงตัวของทั้งคู่ พวกเขาเจอกันครั้งแรก ฝ่ายหญิงมากับแฟนหนุ่ม ในงานชุมนุมดูฝนดาวตกในสุสาน (และดูเหมือนเดลกับคิมเบอร์ลีย์แทบไม่สนใจดูดาวเลยด้วยซ้ำ) ครั้นเมื่อตกร่องปล่องชิ้นคบหาดูใจกัน หนังก็หาได้แสดงภาพความรักดื่มด่ำของทั้งคู่ หากแต่จับเอาช่วงเวลาความง่อนแง่นสั่นคลอนในความสัมพันธ์ ความไม่มั่นใจของการต้องใช้ชีวิตคู่ หรือในฉากถัดมาที่หนังข้ามไปเล่าความสัมพันธ์ที่แตกร้าว พื้นที่ว่างในภาพ เหมือนกับการตามหาส่วนที่ขาดหายไปของทั้งคู่อีกครั้ง และไม่ว่าอย่างไรก็ตามภาพเหล่านั้นกลับ
 
          เต็มไปด้วยสีสันสวยงาม องค์ประกอบภาพแปลกๆ ที่ว่ากลับดูดีเมื่อเราเพ่งมองมันห่างๆ และค่อยๆ ถอยออกมาเพื่อสำรวจความสัมพันธ์ของเดลและคิมเบอร์ลีย์ ซึ่งก็ไม่ได้คำตอบหรือบทสรุปใดใดที่ชัดเจนนัก
 
          เสน่ห์ของภาพใน Comet ไม่ใช่มาจากงานกำกับภาพเท่านั้น หากแต่งานลำดับภาพก็เล่นกับเทคนิคแปลกๆใหม่ๆ ได้อย่างน่าสนใจ การชตัดต่อที่ไม่ได้เปลี่ยนแค่จากฉากหนึ่งไปสู่อีกฉากหนึ่ง หากแต่ยังเป็นการตัดต่อแบบเปลี่ยนฟอร์ม เปลี่ยนรูปร่างของวัตถุ ผู้คน และรูปทรงในฉากนั้นๆ ด้วย จะว่าไปแล้ว ความรักของคนหนุ่มสาวเปรียบไปก็คล้ายผีพุ่งไต้ที่ปรากฏแสงสว่างไสวให้เห็นช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนจะมืดหายไปในท้องฟ้าในเวลาอันรวดเร็วแม้หนังจะเต็มไปด้วยบทสนทนาที่อาจจะหาสาระ หรือจับใจความเป็นชิ้นเป็นอันใดใดให้พอเข้าใจไม่ได้ แต่ทว่าเสน่ห์ของนักแสดงกลับสร้างชีวิตชีวาให้กับหนังได้อย่างน่าสนใจ
จัสติน ลอง อาจจะไม่ได้อยู่ในสายแข็ง หรือมีชื่อเสียงเรียงนามติดกลุ่มนักแสดงคุณภาพรุ่นใหม่ๆ แต่ธรรมชาติและบุคลิกบางอย่างในตัวเขา ทำให้ตัวละครเดล ดูมีมิติ
          มากกว่าหนุ่มเกรียนๆ คนหนึ่ง และเอมมี รอดซัม เองก็ตาม ประสบการณ์ทำงานอันเชี่ยวกราก ทำให้เธอพาตัวเองไปอยู่ตรงไหนในหนังก็ได้ หรือแม้แต่จะรับบทอะไรก็ตาม เธอสามารถขยี้มันให้แหลกคามือ แล้วสวมทับกลายเป็นตัวละครตัวนั้นแทนได้อย่างกลมกลืน การจับคู่กันของคนทั้งสอง กลายเป็นเคมีที่ทำปฏิกิริยาต่อกันที่ทั้งผสานเป็นเนื้อเดียว หรืออาจดูแปลกแยกแตกต่างอย่างไม่อาจผสมผสานเข้าด้วยกันก็ได้ ความสัมพันธ์แปลกๆ ถูกถ่ายทอดผ่านมุมมองและวิธีการแปลกๆ ทำให้ Comet เป็นหนังรักที่บางครั้งเราสามารถมองข้ามไปอย่างไม่สนใจไยดี หรืออาจจะหันกลับมาสำรวจตรวจตราเรื่องราวของพวกเขาอย่างถ้วนถี่อีกทีก็เป็นได้
 
          นี่คือผลงานหนังเรื่องแรกของ แซม เอสเมล ผู้กำกับที่ขยับตัวเองออกมาจากวงการโทรทัศน์ เป็นผู้กำกับหน้าใหม่ที่แทบไม่มีข้อมูลใดใดให้เราได้รู้จักเขามากไปกว่าแค่เป็นแฟนหนุ่มเอมมี รอดซัม นักแสดงนำของเรื่องนั่นเอง และข้อผิดพลาดประการเดียวของหนังเรื่องนี้คือการเล่นกับสไตล์มากเกินไปจนไม่สามารถจับใจความหรือสารสำคัญใดใดในหนังได้อย่างชัดแจ้ง และกระทั่งอารมณ์ร่วมและความรู้สึกถึงความสัมพันธ์ของตัวละครที่ตัดต่อกระโดดไปมาจนไม่สามารถเชื่อมโยงใดใดกับพวกเขาได้เลย ทำให้ Comet กลายป็นหนังรักน่าตาประหลาดๆ ที่อยู่ในโซนก้ำกึ่งของการเป็นหนังรักพูดมากน่ารำคาญ กับการเป็นหนังโรแมนติกที่ใช้การเล่าเรื่องด้วยภาพแสนเก๋ไก๋ จนไม่อาจดูได้แค่รอบเดียวเพื่อถอดความหมายในความสัมพันธ์ของคู่รัก หรืออาจจะแค่รอบเดียวก็มากเกินพอที่จะทำความรู้จักกับหนังรักดาดๆเรื่องหนึ่งที่มีแค่สไตล์แต่ไม่ได้รับใช้เนื้อหาที่แท้จริงของมัน
 
          เรื่องราวความรักไม่ได้แค่เริ่มต้น หรือสุกงอมหอมหวานแค่ในช่วงเทศกาลวาเลนไทน์เท่านั้น ความสัมพันธ์ของคู่รักอาจยั่งยืน สั้นยาวไม่เท่ากัน หากแต่เรื่องรัก อาจต้องมองกันนานๆ ใช้เวลาทำความเข้าใจและรู้จักกันให้ลึกซึ้ง ซึ่งไม่ได้กินเวลาแค่ผีพุ่งไต้ หรือการโคจรของดาวหางที่สว่างวาบแล้วดับไปอย่างรวดเร็วเหมือนสายตาเรามองเห็น


...........................................
(หมายเหตุ ‘Comet’ : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม)