
เอกเขนกดูหนัง:'Unbroken'
13 ก.พ. 2558
'Unbroken' : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม
เมื่อเช้าตรู่วันจันทร์ที่ผ่านมาตามเวลาบ้านเรา บนเวทีประกาศผลรางวัลบาฟต้า (Bafta) หรือสถาบันศิลปะภาพยนตร์และโทรทัศน์ของอังกฤษ (British Academy of Film and Television Arts)ที่ถูกเรียกกันว่าเป็นรางวัล ‘ออสการ์’ แห่งเกาะอังกฤษ ได้ประกาศชื่อของ แจ็ค โอคอนเนล (Jack O’Connel) เป็นเจ้าของรางวัล Rising Star Award ในฐานะนักแสดงดาวรุ่ง แม้เป็นรางวัลเล็กๆ ไม่ได้มีความสำคัญเทียบเท่านักแสดงนำยอดเยี่ยม แต่อย่างน้อยก็เป็นเครื่องการันตีว่า พ่อหนุ่มคนนี้มีการแสดงที่โดดเด่นและเส้นทางการเป็นนักแสดงของเขาก็ดูจะทอดไกลสดใสในอนาคตต่อไป
‘แจ็ค’ ฝากบทบาทการแสดงอันยอดเยี่ยมในหนัง Unbroken ที่มีนักแสดงสาวเจ้าบทบาท แองเจลินา โจลี มานั่งแท่นผู้กำกับ คอยทำงานอยู่เบื้องหลังกุมทิศทางของหนังเอาไว้อย่างมั่นคง แม้เธอจะมีสิทธิ์พาตัวเองไปปรากฏโฉมบนหน้าจอได้ไม่ยาก ไม่ว่าจะทั้งในฐานะนักแสดงสมทบ หรือปรากฏตัวแบบ คาเมโอ แต่ทว่าเธอกลับตัดสินใจทำงานอยู่เบื้องหลังอย่างแน่วแน่ มุ่งมั่นนำเสนอเรื่องราวมหากาพย์แห่งต่อสู้กับโชคชะตาของมนุษย์คนหนึ่ง ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีชีวิตอยู่ท่ามกลางความพลิกผันและทรหดอดกลั้นต่อความเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับชีวิตจนผ่านพ้นมาได้อย่างสาหัสสากรรจ์ ที่สำคัญนี่คือเรื่องจริงของนักวิ่งมาราธอน หลุยส์ ‘ลูอี้’ แซมเพอรินี ลูกครึ่งอเมริกัน-อิตาเลียน จากเด็กเหลือขอ เกกมะเหรกเกเร มาสู่นักวิ่งโอลิมปิกอนาคตไกล แต่โชคชะตาพลิกผัน ไม่ทันได้คว้าเหรียญใดใดมาครอง ก็เป็นอันต้องไปเป็นทหารประจำเครื่องบินรบ B-24 ที่ถูกยิงตกระหว่างศึกสงคราม หลุยส์ ต้องลอยคอกลางทะเลกับเพื่อนนานถึง 47 วัน ก่อนจะถูกทหารญี่ปุ่นจับกุมตัวนำไปขังในค่ายเชลย ผ่านการถูกทรมานทรกรรมซ้ำซาก จนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่สองยุติลง
นี่คือหนังที่ต้องอาศัยการอุ้มชูประคับประคองของนักแสดงเพียงหนึ่งเดียว ในการพยุงเรื่องราวของ หลุยส์ แซมเพอรินี ให้ดำเนินไปตลอดรอดฝั่ง เป็นหนังอัตชีวประวัติที่ตัวละครต้องเผชิญเคราะห์กรรมมากมาย จนพานให้คิดไปว่า การไม่มีชีวิตอยู่บนโลกนี้ น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า แต่สุดท้ายการดำรงอยู่อย่างมีความหวังก็ทำให้ ‘หลุยส์’ อดรนทนทานพาตัวเองมาพบแสงสว่างได้อีกครั้งในที่สุด ไม่น่าเชื่อว่า ‘โจลี่’ ตัดสินใจเลือกเอาชายหนุ่มวัย 24 ปี จากแดนผู้ดีมารับทสำคัญที่ถือว่าหนักหนาสาหัสเอาการทีเดียว สำหรับนักแสดงที่เพิ่งเล่นหนังมาไม่ถึง 10 เรื่อง หลังแจ้งเกิดจากทีวีซีรีส์ชุด Doctors ทว่าแจ็ค โอคอนเนล ก้ได้พิสูจนให้เห็นถึงพลังของคนหนุ่มสาวผู้มุ่งมั่นทุ่มเทกับการแสดงที่เรียกว่าเปิดช่องให้ปล่อยของได้เต็มที่โดยเฉพาะบทนำ ที่ประเภทต้องอุ้มหนังทั้งเรื่องเอาไว้แบบนี้ ซึ่งปรากฏว่าการแสดงของ แจ็ค โอคอนเนล ทำได้อย่างเยี่ยมยอด ตั้งแต่แววตาไร้เดียงสาของเด็กหนุ่มช่างฝัน สายตาเหือดแห้งแล้งไร้ความหวังยามลอยคอเคว้งคว้างอยู่กลางทะเล หรือกระทั่งสายตาอ้อนวอน ชวนสมเพชเวทนา เมื่อถึงคราอยู่ในฐานะเชลยศึก แจ็ค ถือเป็นนักแสดงที่ใช้การสื่อสารและแสดงอารมณ์ผ่านทางแววตาได้ดีที่สุดคนหนึ่งเลยทีเดียว
เรื่องราวรันทดหดหู่ของชายคนหนึ่ง คงจะไม่สามารถบอกเล่าออกมาได้อย่างทรงพลังเช่นนี้ หากไม่ผ่านฝีมือการกำกับแองเจลินา โจลี...ประสบการณ์ทางการแสดงมากกว่า20 ปีของเธอช่วยได้มากทีเดียว ในการขับเคลื่อนพลังทางการแสดง รวมถึงการจัดวางองค์ประกอบอื่นๆ ที่ช่วยกำหนดทิศทางและอารมณ์ของหนังเป็นไปอย่างที่มันควรจะเป็นในฐานะหนังอัตชีวประวัติของคนผู้ผ่านประสบการณ์เลวร้ายในชีวิตมาอย่างโชกโชน แต่ยังเปี่ยมหวังและใช้มันจุดประกายในชีวิตให้ลุกโชนอีกครั้ง
โจลี สามารถเล่นกับโทนและอารมณ์ของหนังได้หลายระดับ ตั้งแต่หนังครอบครัวแบบคัมมิ่ง ออฟเอจ ที่ตัวละครค้นพบและเรียนรู้ตัวตนในช่วงรอยระหว่างวัย หนังให้ภาพสดใสและวางจังหวะตัดต่ออย่างลงตัวในช่วงที่เล่าถึงชีวิตวัยเด็กของ หลุยส์ แซมเพอรินี ที่ผลักตัวเองจากเด็กเหลือขอสู่โอกาสที่ดีในการเป็นนักกรีฑาทีมชาติ โจลี แสดงทักษะการกำกับให้เห็นในลำดับต่อมา ผ่านฉากสงครามกลางเวหา ระหว่างเครื่องบินรบ B-24 กับฝูงบินขับไล่ซีโร่ของญี่ปุ่นที่ได้อารมณ์ของหนังแอ็กชั่นมันส์ๆ แบบหนังสงครามในยุค 90’s เลยทีเดียว
ความจัดเจนของวิธีออกแบบการแสดง การคุมโทนของหนัง โจลี โชว์เหนือให้เราเห็นอีกครั้งผ่านซีเควนซ์สำคัญนั่นก็คือ หลุยส์ และเพื่อนๆ ต้องอยู่ในสภาวะลอยคว้างกลางทะเล ไร้ซึ่งจุดหมาย โดยต้องพยายามเอาตัวรอดทั้งเพื่อยังชีพและประคับประคองสภาพจิตใจไม่ให้แตกกระเจิงกระจุยกระจายเป็นบ้าใบ้ไปเสียก่อน ไม่เพียงความโดดเด่นในเรื่องการกำกับภาพของโรเจอร์ ดีกินส์ ที่ถ่ายทอดความเวิ้งว้างของผืนฟ้ามหาสมุทรได้อย่างสุดขั้วเท่านั้น การเล่นกับบรรยากาศเพียวๆ ทั้งเสียงคลื่น เสียงนก โดยไม่มีดนตรีประกอบมาเร่งเร้าอารมณ์ กลับช่วยให้ซีเควนซ์นี้สะท้านสะเทือนใจภายใต้องค์ประกอบแบบทำน้อยได้มาก เป็นผลสัมฤทธิ์จากทักษะการกำกับล้วนๆ ก็ว่าได้(ความยอดเยี่ยมของการออกแบบและจัดองค์ประกอบเหล่านี้ ส่งผลให้ Unbroken ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสก้าร์ในสาขา กำกับภาพ, ตัดต่อเสียง และบันทึกเสียงยอดเยี่ยมด้วย)
มาถึงไฮไลท์สำคัญในชั่วโมงสุดท้าย กับช่วงเวลาที่หลุยส์ใช้ชีวิตเชลยศึกในค่ายทหารของญี่ปุ่น ซีเควนซ์ เป็นเรื่องของการแสดงล้วนๆ ที่ทั้งโจลี่ และ แจ็ค ประสานการทำงานกันได้อย่างยอดเยี่ยม ทุกๆฉากที่แสดงให้เห็นเห็นความทุกข์ทรมานของตัวละคร แน่นอนว่ามันมาจากการกำกับที่ต้องรีดเค้นศักยภาพของนักแสดงออกมาอย่างเต็มที่ เช่นเดียวกันกับนักแสดงที่ต้องแบกรับบทบาทอันหนักหนาสาหัส ทั้งในเรื่องของกายภาพจากรูปร่างผอมโซ เนื้อตัวดำกร้านในฐานะเชลยศึกที่ต้องกลายเป็นแรงงานในระหว่างสงคราม ไปจนถึงอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดและจิตใต้สำนึกของคนที่ถูกกดขี่ข่มเหง ถูกกระทำเหยียบย่ำหยามเหยียดราวกับไม่ใช่เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน แองเจลินา โจลี สามารถวิพากษ์ความเลวร้ายของสงครามได้อย่างแสบสัน และแสดงภาพรันทดหดหู่ได้อย่างน่าสมเพชเวทนา
Unbroken คือผลงานและผลพวงของคนที่คร่ำหวอดในประสบการณ์ทำงานและสามารถนำมาต่อยอดการทำงานใหม่ๆ ได้อย่างน่าชื่นชม บอกได้เลยว่า หนังเรื่องต่อไปของแองเจลินา โจลี ไปได้ไกลกว่านี้แน่ๆ
........................................
(หมายเหตุ 'Unbroken' : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม)



