
Eat play life:'Biopic งานออสการ์'
10 ก.พ. 2558
'Biopic งานออสการ์' : คอลัมน์ Eat play life โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร
ในรอบไม่กี่ปีมานี้ ที่ทางของหนัง biopic บนเวทีออสการ์ ถือได้ว่ามีส่วนร่วมไม่น้อยเลยทีเดียว ยกตัวอย่างเช่น The King's Speech, Argo หรือ 12 Years a Slave เข้าชิงในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ขณะที่ยังสามารถเข้าชิงในสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจาก ฌอน เพนน์ ใน Milk, โคลิน เฟิร์ธ ใน The King's Speech, แดเนียล เดย์-ลูอิส ใน Lincoln
รวมทั้ง แมทธิว แม็คคอนาเฮย์ ใน Dallas Buyers Club แล้วยังมีเข้าชิงในหมวดนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจาก เฮเลน มีร์เรน ใน The Queen, แมเรียน คอติลลาร์ด ใน La Vie en Rose, แซนดรา บูลล็อค ใน The Blind Side และขาประจำอย่าง เมอรีล สตรีพ ใน The Iron Lady ถึงขนาดมีการเปรียบเปรยกันว่าเหล่าบรรดาสตาร์ดังหรือขาใหญ่ในวงการภาพยนตร์เลือกสร้างหนังประวัติชีวิตบุคคล เพื่อโอกาสในการคว้ารางวัลมาครองนั่นเอง
โดยปกติในเดือนมกราคมของทุกปี ออสการ์มักประกาศชื่อผู้เข้าชิงรางวัลในสาขาต่างๆ ตามหลังการประกาศรางวัลลูกโลกทองคำ ซึ่งเป็นอันรู้กันว่าถึงเวลาของเทศกาลประกาศผลรางวัลของเวทีต่างๆ แล้ว นี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งว่า ทำไมหนังที่คาดหวังว่าจะได้รางวัล ถึงมักเปิดตัวฉายแบบจำกัดโรงภาพยนตร์ ในเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม แล้วมาเปิดตัวให้ชมเต็มรูปแบบในวงกว้างเมื่อเดือนมกราคม ย่างกรายเข้ามา
เพราะผู้ผลิตในกลุ่มนี้เชื่อว่า ช่วงเวลาที่หนังออกฉายใกล้เคียงกับเวลาประกาศรางวัล มีผลต่อกรรมการตัดสิน
แต่หลายคนอาจไม่คิดแบบนั้น รวมทั้งตัวผู้เขียนเองด้วย เพราะในลิสต์นักแสดงยอดเยี่ยมปีนี้ของเขา มีชื่อของ เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบทช์ ที่รับบท อลัน ทูริ่ง ใน The Imitation Game, เดวิด โอเยโลโว ในบท มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ใน Salma, แจ็ค โอ'คอนเนลล์ ซึ่งรับบท ซามเปอรินี ใน Unbroken และ แชดวิค โบสแมน ผู้รับบท เจมส์ บราวน์ ใน Get On Up ซึ่งน่าเสียดายที่เรื่องนี้ถูกมองข้ามไป
แม้การสร้างหนังในตระกูล biopic จะฮิตมากมายขนาดไหน แต่โครงเรื่องและการเล่าเรื่องก็ดูเหมือนจะไม่แตกต่างไปจากหนังในตระกูลอื่นเท่าใดนัก แต่ความแตกต่างที่พอจะเห็นได้ชัดเจนก็คือ ตอนจบหรือบทสรุปเรื่องราวของหนังแนวนี้มักจะเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไป ทั้งจากการเรียนประวัติศาสตร์หรือแม้แต่การเข้าไปในเว็บไซต์สารานุกรมบันลือโลกอย่าง Wikipedia
หนัง biopic บางเรื่องก็พยายามหาแง่มุมบางด้านมานำเสนอให้ดูน่าสนใจมากขึ้น เหมือนอย่างที่ Selma และ Lincoln นำเสนอแง่มุมการต่อสู้เพื่อแก้ไขกฎหมายฉบับสำคัญของกษัตริย์และประธานาธิบดี ตามลำดับ พอมาในปีนี้ เราจึงได้เห็นความละม้ายคล้ายคลึงจากที่กล่าวมาจาก The Theory of Everything กับ The Imitation Game
นอกจากนี้ ภาพยนตร์ 2 เรื่องนี้ ยังเดินตามแนวทางความสำเร็จของ The King's Speech ที่คว้ารางวัลหนังยอดเยี่ยมจากออสการ์เมื่อปี 2011 ด้วยทุนสร้าง 15 ล้านดอลลาร์ แต่สร้างรายได้จากบ็อกซ์ออฟฟิศทั่วโลกไป 414 ล้านดอลลาร์ และเข้าชิงออสการ์ไปทั้งหมด 12 รางวัล
ทีนี้ก็มาดูว่า ม้าตัวไหน หนังเรื่องไหนจะเข้าวิน ปลายเดือนนี้
.......................................
(หมายเหตุ 'Biopic งานออสการ์' : คอลัมน์ Eat play life โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร)



