บันเทิง

หนังโรงเล็ก:'เหลียวหลังหนังยุค 90’s'

หนังโรงเล็ก:'เหลียวหลังหนังยุค 90’s'

06 ก.พ. 2558

'เหลียวหลังหนังยุค 90’s' : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร

 
 
          หลังจากประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 100 ปี การคาดคะเนแนวทางของหนังเป็นเรื่องยาก การยึดทางสายกลางสามารถเอาชนะวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ ความหยุดนิ่งทางศิลปะ และการปฏิวัติทางเทคโนโลยีได้ 
 
          กล่าวโดยรวมแล้ว หัวใจของการสร้างหนังยังขึ้นอยู่กับตรรกะทางธุรกิจอยู่ ไม่ใช่การทดลองทางศิลปะ ในสังคมที่ผู้บริโภคเคร่งเครียดและมีเวลาว่างอย่างจำกัด วัฒนธรรมการชมภาพยนตร์ที่ให้ความรู้ หรือวิพากษ์วิจารณ์สังคมไม่ได้รับความนิยมเท่ากับหนังที่สร้างเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด
 
          ในการพัฒนามาตรฐานให้ได้ตามความต้องการด้านความบันเทิงของผู้ชม 
 
          หนังตามกระแสตลาดกับภาพยนตร์ศิลปะได้ก้าวเข้าหากันใกล้ชิดขึ้น คนรักหนังสนุกกับ postmodern ที่มีเรื่องราวบนท้องถนนเรื่อง Wild At Heart (1990) ของ David Lynch และงานตลกเสียดสีผสมแอ็กชั่นสุดโหดเรื่อง Pulp Fiction (1993) ของ Quentin Tarantino 
 
          ในขณะเดียวกัน Sense and Sensibility ที่ Ang Lee ดัดแปลงจากวรรณกรรมของ Jane Austen ทำให้เขากลายเป็นที่รู้จักในวงกว้าง และ Steven Spielberg ค้นหาโลกที่ลึกซึ้งในหนังขาวดำความยาว 3 ชั่วโมง ที่กล่าวถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว (Schindler’s List ปี 1993)
 
          เนื่องจากหนังทั่วโลกมีแนวโน้มที่จะยึดติดกับสูตรหนัง Hollywood เพื่อความสำเร็จด้านรายได้ ภาพยนตร์เพื่อความบันเทิงของยุโรปและอเมริกากับภาพยนตร์ศิลปะแทบจะไม่สามารถแยกความแตกต่างกันได้เลย มีการทำ remake หนังยุโรปนับครั้งไม่ถ้วนเพื่อเปิดฉายในอเมริกา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าหนังสมัยใหม่ของยุโรปได้ก้าวตามกระแสหลังของอเมริกาเสียแล้ว
 
          ในทศวรรษที่ 90 หนังนำเสนอสิ่งที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน นั่นก็คือ ภาพความเป็นจริงที่เคลื่อนไหวได้ ในปัจจุบันภาพยนตร์สามารถนำเสนอสิ่งที่ไม่มีจริงได้อย่างสมจริง 
 
          ไดโนเสาร์ที่กลับมามีชีวิตอีกใน Jurassic Park และ The Lost World (1993, 1996) ทำได้ดูเหมือนมีชีวิตมาก ในขณะที่ special effect ใน Terminator 2 สามารถนำเสนอภาพหุ่นยนต์นักล่าที่ทะลุกำแพงโดยไม่มีบาดแผลและกลายร่างเป็นมนุษย์และสิ่งไม่มีชีวิตได้อย่างน่าทึ่ง
 
          ความเจริญด้านศิลปะในยุค 70 กับสภาพเศรษฐกิจที่เฟื่องฟูในยุค 80 ทำให้นวัตกรรมด้านการสร้างภาพยนตร์ในยุค 90 มีลักษณะพึ่งพาเทคโนโลยีสูงเช่นเดียวกับเพื่อร้อยปีก่อน ผู้คนไปชมภาพยนตร์เพราะคาดหวังว่าจะได้เห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เรื่อง Terminator 2 - Judgment Day ของ James Cameron ทำรายได้มหาศาลจากการที่สามารถตอบสนองความต้องการนี้ได้ในปี 1990 ภาพยนตร์เรื่องนี้กลายเป็นประเภทหนังที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน 
 
          ซึ่งก็คือ หนังแอ็กชั่น ระทึกขวัญ ผจญภัย ซึ่งผสมผสานเรื่องความรัก นิยายวิทยาศาสตร์ และความลึกลับเข้าด้วยกัน การผสมผสานดังกล่าวเปิดโอกาสให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์สำแดงความก้าวหน้าอันรวดเร็วของอุตสาหกรรม special effect ใน Terminator 2 นั้น special effect ที่ใช้มีมูลค่าถึง 17 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นเงิน 1 ใน 5 ของทุนการสร้างทั้งหมด ซึ่งแสดงให้เห็นว่าใครก็ตามที่ต้องการประสบความสำเร็จด้านรายได้ไม่สามารถมองข้ามเทคโนโลยีใหม่ของ computer animation ได้ คำกล่าวนี้พิสูจน์ได้จากภาพยนตร์ที่ทำรายได้มหาศาลในยุค 90 ตั้งแต่ Batman’s Return (1991) ของ Tim Burton, Forrest Gump (1993) ของ Robert Zemeckis ไปจนถึง Independence Day (1995) ของ Roland Emmerich และ Jurassic Park ทั้ง 2 ภาค
 
          Effect ที่น่าทึ่งมากที่สุดใน Terminator 2 คือ การเปลี่ยนรูปร่างของโลหะเหลว Cyborg โลหะเหลวนี้สามารถผ่านกรงขัง โผล่ขึ้นจากพื้นพรมน้ำมัน กลายร่างเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยใส่เครื่องแบบ และฟื้นคืนชีพหลังจากถูกทำลายอย่างสิ้นซากโดยไม่มีการเปลี่ยนมุมกล้อง เทคนิคนี้เรียกว่าการเปลี่ยนโครงสร้าง (morphing) หรือการแปลงรูปร่าง (shape shifting) 
 
          เทคนิคนี้ไม่ได้สร้างขึ้นจากกล้อง แต่ใช้การคำนวณและสร้างจากคอมพิวเตอร์ จุดเริ่มต้นและจุดจบในการแปลงรูปร่างนี้ใช้วิธีการถ่ายทำตามปกติ และใช้คอมพิวเตอร์คำนวณการเปลี่ยนแปลงจากข้อมูลนี้ อย่างไรก็ดี ใน Terminator 2 ยังมีการใช้หุ่นแม่แบบที่ทำจากมืออยู่ ซึ่งทำให้ได้ภาพการกลายร่างที่แตกต่างทั้งดานความคมชัดและโฟกัส
 
          การจัดเรียงฟิล์มจริงนี่แหละที่สร้างความประทับใจในการแปลงรูปร่างอย่างสมบูรณ์
 
          ความสำเร็จของผู้สร้างหุ่นแม่แบบและผู้เชี่ยวชาญด้าน computer animation ขึ้นอยู่กับการประมวลเทคนิค special effect ทั้งหลายเข้าด้วยกันจนมองไม่ออก computer animation ไม่เพียงสร้าง effect บางอย่างเท่านั้น 
 
          แต่ยังกลายเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างภาพยนตร์หลังการถ่ายทำในการปรับปรุงฟิล์มจากการถ่ายทำ โดยทั่วไปแล้วภาพยนตร์ยังถ่ายทำกันด้วยวิธีปกติ โดยใช้แผ่นฟิล์มหรือวิดีโอเทป และนำไปตัดต่อโดยใช้ special effect
 
          Special effect ในปัจจุบันสร้างจากเทคนิคมากมาย โดนเริ่มแรกแล้ว Jurassic Park จะใช้การถ่ายทำจากหุ่นแม่แบบเท่าขนาดจริง และจะใช้เทคนิค digital ในฉากฝูงไดโนเสาร์วิ่งบนเนินเขาเพียงฉากเดียว แต่เทคนิค animation ดูแนบเนียนมากจน Spielberg ใส่ภาพ computer ลงไปในฟิล์มมากขึ้นเรื่อยๆ 
 
          ยิ่งไปกว่านั้น ฉากแอ็กชั่นหลายๆ ฉากที่ถายทำด้วยหุ่นไดโนเสาร์ยังถูกตกแต่งด้วย computer ในภาพยนตร์เรื่อง Toy Story (1995) ที่บอกเล่าเรื่องราวการต่อสู่ระหว่างของเล่นสองชิ้นเพื่อเอาชนะใจเด็กชายผู้เป็นเจ้าของ เป็นภาพยนตร์ผจญภัยเรื่องแรกที่สร้างด้วยคอมพิวเตอร์ทั้งหมด
 
          ใน Forrest Gump ผู้กำกับ Zemeckis แสดงให้เห็นความสามารถของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่น่าทึ่งยิ่งกว่า ในฉากที่ตัวฮีโร่พบกับ John F. Kennedy ตัวจริง เขาใช้เทคนิคโดยถ่าย Tom Hanks บนฉาก bluescreen และ scan ภาพนั้นลงในภาพยนตร์สารคดี แล้วใช้คอมพิวเตอร์ทำให้ปากของ Kennedy เคลื่อนไหวตามปากขิงนักแสดง ความก้าวหน้าของเทคนิคการ scan ภาพนักแสดงลงคอมพิวเตอร์ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น ตามทฤษฎีแล้ว
 
          เทคนิคนี้สามารถใช้สร้างภาพยนตร์ที่มี Marlene Dietrich หรือ Clark Gable ได้โดยใส่ภาพของนักแสดงที่ยังมีชีวิตลงในภาพยนตร์ที่นักแสดงเสียชีวิตไปแล้วด้วยนวัตกรรมเหล่านี้ ศักยภาพของ Hollywood จึงถูกว่าจะไม่มีขีดจำกัด ไปอีกนาน
 
.......................................
(หมายเหตุ 'เหลียวหลังหนังยุค 90’s' : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร)