บันเทิง

เอกเขนกดูหนัง:'The Theory of Everything'

เอกเขนกดูหนัง:'The Theory of Everything'

06 ก.พ. 2558

'The Theory of Everything' : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม

 
          วินาทีที่หนุ่มหน้าซื่อ เอ็ดดี้ เรดเมย์น ก้าวขึ้นรับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมลูกโลกทองคำประเภทดราม่า ก็ดูเหมือนว่าแสงไฟสปอตไลท์ทุกดวงพุ่งจับไปที่นักแสดงหนุ่มคนนี้ด้วยความสนใจ พร้อมคำถามว่า เขาเล่นหนังได้ดีจริงขนาดเฉือนเอาชนะนักรุ่นใหญ่ที่เข้าชิงในสาขาเดียวกันอย่างสตีฟ คาเรล และ เบเนดิค คัมเบอร์แบช ได้เชียวหรือ? และในอีกไม่กี่วันถัดมา เหล่าบรรดานักแสดงที่เป็นสมาชิกของสมาคมนักแสดงแห่งสหรัฐอเมริกาก็พร้อมใจเทคะแนนให้การแสดงอันโดดเด่นของเรดเมย์นอีกครั้งในฐานะนักแสดงนำชายในงานประกาศผลรางวัลแซก วอร์ด (SAG Awards) หรือสกรีน แอ็คเตอร์กิลด์ (Screen Actors Guild) จากเรื่อง The Theory of Everything และในปลายเดือนนี้เขาก็มีโอกาสลุ้นรางวัลเดียวกันอีกครั้งบนเวทีสำคัญอย่างออสการ์กับผู้เข้าชิงคนเดิมๆ จากสองเวทีที่ผ่านมา ทั้ง คัมเบอร์แบช, คาเรล, ไมเคิล คีตัน โดยมีคู่ชิงคนใหม่อย่างแบรดลีย์ คูเปอร์ เป็นตัวสอดแทรก
 
          ชายหนุ่มหน้าใสหน้าตาดูเด็กกว่าอายุ 33 ปีที่เพิ่งฉลองวันเกิดไปเมื่อวันที่ 6 มกราคมที่ผ่านมา นอกจากแปลงโฉมแต่งองค์ได้ละม้ายคล้ายนักฟิสิกส์ คณิตศาสตร์คนสำคัญของโลกอย่าง ดร.สตีเฟ่น ฮอวร์คกินส์ ใกล้เคียงตัวจริงแล้ว การแสดงของเขาใน The Theory of Everything เรื่องนี้ นอกจากเล่นอย่างสมบทบาทแล้ว เรดเมย์น ยังเก็บรายละเอียดของผู้ป่วยเซลส์ประสาทสั่งการเสื่อมจนนำมาซึ่งโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือเอแอลเอส ได้หมดทุกเม็ด ทุกท่วงท่าอิริยาบถ แค่การแสดงออกเล็กๆ น้อยผ่านทางปลายนิ้วมือ เจ้าหมอนี่ยังใส่ใจแม้คนดูแทบจะไม่สังเกตเห็นก็ตาม ซึ่งฉากนี้ปรากฏตอนต้นเรื่องที่อาการป่วยของฮอว์คกินส์ยังไม่แสดงออกมากนัก ในฉากที่เขาประคอง "เจน" แฟนสาวในงานเต้นรำ มือที่เริ่มอ่อนแรง นิ้วที่เริ่มจะไม่สามารถขยับได้ถนัดแต่เขาก็พยายามโอบไหล่คนรักไว้ในอ้อมแขน
 
          ไม่ใช่แค่การสร้างภาพ และจำลองบุคลิกให้เหมือนกับบุคคลหรือตัวละครที่มีตัวตนอยู่จริง ซึ่งเรดเมย์นต้องรับบทบาทนี้เพื่อความสมจริงในหนังเท่านั้น รายละเอียดต่างๆ ที่แวดล้อมตัวละคร ก็ดูเหมือนว่านักแสดงหนุ่มชาวอังกฤษผู้นี้ให้ความใส่ใจเช่นกัน เจมส์ มาร์ช ผู้กำกับ The Theory of Everything บอกว่า หนุ่มลอนดอนเนอร์คนนี้ใช้เวลากว่าหกเดือนในการศึกษาเรื่องราวชีวิตของสตีเฟ่น ฮอว์คกินส์ เขานั่งดูฟุตเทจบทสัมภาษณ์ทุกอันที่เกี่ยวกับฮอว์คกินส์ใช้เวลามากมายในการเตรียมตัวรับบทยากๆ บทนี้ ซึ่งความยากของมันไม่ใช่แค่เรื่องทางกายภาพ ไม่ใช่แค่ต้องแสดงเป็นคนพิการ แต่ต้องเข้าถึงอาการเจ็บป่วยที่กัดเซาะทั้งร่างกายและจิตใจ รวมถึงปกป้องความรู้สึกนึกคิดให้รอดพ้นไปจากการสึกกร่อนของอาการป่วยด้วย
 
          เรดเมย์น บอกว่า ตัวเขาเองมีโอกาสพบกับสตีเฟ่น ฮอว์คกินส์ เพียงแค่ครั้งเดียวก่อนการถ่ายทำจะเริ่มขึ้นเท่านั้นพวกเขาใช้เวลาอยู่ด้วยกันร่วมสามชั่วโมงในการสนทนา เรดเมย์นเองก็ไม่ได้ถามเรื่องส่วนตัวมากนัก เขาก็เตรียมตัวรับบทนี้ด้วยการลดน้ำหนักไปถึง 40 ปอนด์ ใช้เวลาสี่เดือนในการเรียนรู้ที่จะควบคุมร่างกายของตัวเองกับแดนเซอร์ ไปพบกับผู้ป่วยโรคเอแอลเอสถึง 40 คน เพื่อศึกษาและเก็บรายละเอียดของอาการป่วยเพื่อใช้ในฉากที่ ฮอว์คกินส์ มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงลงเรื่อยๆ เขายืนอยู่หน้ากระจกเป็นเวลาหลายชั่วโมง แสดงอาการใบหน้าบิดเบี้ยว แต่สุดท้ายใบหน้าแบบไร้อารมณ์และการเดินหลังค่อมๆ กลับถูกใช้ในการแสดงมากกว่า เรดเมย์นยอมรับว่า เขาหมกมุ่นอยู่กับบทนี้ และหมอกระดูกเคยบอกให้เขาไปจัดตำแหน่งกระดูกสันหลัง แต่เขาก็กลัวและไม่แน่ใจว่ามันมีผลต่อสุขภาพหรือเปล่า
 
          นั่นเป็นเพียงการเตรียมพร้อมรับบทในด้านกายภาพ แต่การเข้าถึงบทบาทและความรู้สึกนึกคิดของตัวละครแล้ว เรดเมย์น มีความสามารถด้านนี้เหนือกว่าหลายขุม แววตาแห่งความมุ่งมั่น เพื่อพิสูจน์ทฤษฎีในเรื่องกำเนิดจักรวาล และการเดินทางของเวลาในการทำวิทยานิพนธ์ จนคว้าปริญญาเอกมาได้สำเร็จ ความน้อยเนื้อต่ำใจในโชคชะตาหลังรู้ว่าตัวเองป่วย จนอยากเดินออกจากชีวิตคนที่รัก ฉากเหล่านี้ ผ่านการแสดงที่เรียกว่าตีบทแตกกระจุยกระจาย มีทั้งแสดงออกอย่างเกรี้ยวกราด ซ่อนความรู้สึกและครุ่นคิดอย่างลุ่มลึก แม้ร่างกายจะพิกลพิการแต่ก็เป็นคนอารมณ์ขันและมองโลกด้วยสายตาแห่งความรักแทบจะตลอดเวลา ทุกสิ่งทุกอย่างทั้งโลกและชีวิตของฮอว์คกินส์ เอ็ดดี้ เรดเมย์น ถ่ายทอดผ่านหน้าแววตาและร่างกายที่ความป่วยไข้เป็นข้อจำกัดกีดขวางในการส่งผ่านอารมณ์เหล่านั้นได้อย่างเหลือเชื่อ เป็นการแสดงอันน่ามหัศจรรย์ในรอบหลายปีที่หาชมได้ยากจากนักแสดงรุ่นใหม่ๆและ เขาสามารถเดินขึ้นไปรับรางวัลนักแสดงนำชายบนเวทีออสก้าร์ได้อย่างสมเกียรติ หากสถาบันนี้มองว่าการแสดงของเรดเมย์นยอดเยี่ยมที่สุดในรอบปี 2014 ที่ผ่านมา
 
          ไม่ใช่แค่ เอ็ดดี้ เรดเมย์น เท่านั้น หากแต่ The Theory of Everything คือหนังที่เต็มไปด้วยพลังทางการแสดงของคนรุ่นใหม่ เฟเลซิตี้ โจนส์ ในบท เจน ไวลด์ ฮอว์คกินส์ ภรรยาคู่ทุกคู่ยากของฮอว์คกินส์ก็เช่นกัน สาวหน้านิ่งคนนี้ แม้ภายนอกเธอเป็นหญิงแกร่งในการดูแลลูกๆ และสามีแล้ว แต่บางครั้งดูเหมือนจะเก็บซ่อนความระทมทุกข์ไว้ภายในภายใต้จิตใจอ่อนไหวและอ่อนโยนในฐานะของศิลปินผู้มุ่งมั่นอยากเป็นกวี เอาเข้าจริงบทของ เจน ดูลึกซึ้งและสามารถตีความไปได้หลากหลายมากกว่าฮอว์คกินส์ด้วยซ้ำ อีกบทบาทหนึ่งที่โดดเด่นไม่แพ้กันก็คือ โจนาธาน โจนส์ ครูสอนร้องเพลงในโบสถ์ของเจนที่กลายมาเป็นเพื่อนสนิทช่วยดูแลครอบครัวฮอว์คกินส์ในเวลาต่อมา การแสดงของ ชาร์ลี คอกซ์ ที่แม้จะโผล่มาเอาตอนกลางเรื่องแล้ว แต่บทชายผู้ทำทุกอย่างเพื่อคนที่ตัวเองแอบรักโดยเก็บงำควมรู้สึกเอาไว้ไม่ให้ใครรู้ ก็ดูน่าเห็นอกเห็นใจเป็นที่สุด
 
          ตัวหนังอาจจะไม่ได้โดดเด่น บทที่ยังไม่คมคายพอ รางวัลภาพยนตร์และบทยอดเยี่ยม อาจจะห่างไกลเกินกว่าที่หนังจะสัมผัสได้ แต่ The Theory of Everything เต็มไปด้วยการแสดงที่ยอดเยี่ยมของนักแสดงรุ่นใหม่ๆ แม้พวกเขาจะพลาดรางวัลในครั้งนี้ แต่เส้นทางการทำงานของพวกเขาจะทอดยาวต่อไปอย่างงดงามแน่นอน
 
.......................................
(หมายเหตุ 'The Theory of Everything' : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม)