บันเทิง

'บทบาท เวที ลีลา และ โลลา มอนเทซ'

'บทบาท เวที ลีลา และ โลลา มอนเทซ'

05 ก.พ. 2558

'บทบาท เวที ลีลา และ โลลา มอนเทซ' : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม โดย... วิภว์ บูรพาเดชะ

 
 
          โลลา มอนเทซ (Lola Montez) คือดาวยั่ว คือนางร้าย คือศิลปิน คือเซเลบ และคือตำนานบทหนึ่งของสตรีในยุควิกตอเรียน
 
          ชีวิตของโลลาเริ่มต้นอย่างเรียบง่ายและค่อนข้างยากลำบากในปี 1820 ชื่อเดิมของเธอคือ อลิซาเบธ โรซานนา กิลเบิร์ต เธอเป็นลูกของทหารอังกฤษที่ต้องไปประจำการที่อินเดีย อลิซาเบธในวัยเยาว์ย้ายจากอังกฤษไปสู่อินเดียตามบิดา แต่พอไปถึงที่นั่นไม่นานพ่อของเธอก็เสียชีวิต แม่ของเธอแต่งงานใหม่กับนายทหารอีกคน อลิซาเบธมีชีวิตวัยเด็กที่ค่อนข้างเถื่อนๆ แบบเด็กดื้อในอินเดีย เมื่อพ่อเลี้ยงและแม่ของเธอเหลือทนจึงส่งเธอไปอยู่กับญาติที่สกอตแลนด์ จากเมืองร้อนย้ายมาสู่เมืองหนาว เด็กหญิงที่ถูกทิ้งคนนี้กลายเป็นจอมกบฏที่เหล่าผู้ใหญ่ส่ายหน้า ครั้งหนึ่งเธอถึงกับวิ่งแก้ผ้าไปตามท้องถนนจนอื้อฉาวไปทั้งเมือง
 
          เมื่อแม่ของอลิซาเบธบังคับให้เธอกลับอินเดียไปแต่งงานกับเศรษฐีชรา อลิซาเบธกลับแอบไปแต่งงานกับทหารหนุ่มอีกคนก่อนจะกลับสู่อินเดีย แต่กลับกลายเป็นว่าสามีคนแรกของเธอดื่มหนัก นอกใจ และลงไม้ลงมือกับเธอ การแต่งงานพังล้มไม่เป็นท่า คราวนี้เธอไม่มีแม้แต่ที่ยึดเหนี่ยวจากสายใยบางๆ ของครอบครัวอีกแล้ว อลิซาเบธตัดสินใจเดินทางกลับอังกฤษ ระหว่างทางเธอสร้างสัมพันธ์สวาทกับนายทหารอีกคน ก่อนที่จะจบลงเมื่อถึงเกาะอังกฤษ
 
          ตอนนั้นเธออายุราว 20 ปี แต่ผ่านเรื่องอื้อฉาวมาแล้วหลายครั้ง เมื่อบทบาทในชีวิตจริงของเธอดูจะล้มเหลวและสิ้นหวัง อลิซาเบธจึงต้องหาเวทีใหม่ให้ตัวเอง - เธอตัดสินใจเป็นนักเต้น
 
          เพราะแก่เกินจะเริ่มเรียนบัลเลต์ เธอจึงเดินทางไปสเปนแล้วหัดเรียนเต้นฟลามิงโกและเต้นแบบสเปนอยู่นาน 6 เดือน เมื่อกลับมาลอนดอนอีกครั้ง เธอก็เปลี่ยนชื่อเป็น โลลา มอนเทซ และบอกใครๆ ว่าเธอเป็นลูกสาวของขุนนางจากสเปน
 
          การแสดงของโลลาไม่ได้รับคำชมเท่าไหร่ หากแต่สิ่งที่ทำให้เธอโด่งดังกลับเป็นความใจกล้าหน้าด้าน ทั้งชุดแต่งตัวที่ขับเน้นรูปทรงองค์เอว โดยเฉพาะเมื่อเธอเต้นรำในท่าทารันทูลาหรือท่าแมงมุม ที่ระหว่างการเคลื่อนไหวอันฉับไว เธอจะเผยเรียวขาให้เห็นอย่างมากมายจนคนดูตื่นตะลึง 
 
          ด้วยบทบาทการเป็นนักเต้นรำลีลายั่วยวนและนักแสดงจอมกบฏ นำพาให้เธอตระเวนแสดงไปทั่วยุโรป เธอสร้างเรื่องอื้อฉาวตลอดเส้นทางที่เธอเดินผ่าน แถมยังพยายามเข้าหาคนดังเพื่อให้กลายเป็นข่าวอีกด้วย ความสำเร็จในเรื่องนี้ครั้งสำคัญของโลลาก็คือเมื่อเธอสามารถสร้างสัมพันธ์สวาทกับสุดยอดคีตกวีแห่งยุคอย่าง ฟรานซ์ ลิสต์ ได้สำเร็จ เธอกับเขานัวเนียกันอยู่แค่อาทิตย์เดียว แต่เรื่องนี้กลายเป็นเครดิตติดตัวเธอไปอีกยาวนาน
 
          เรื่องที่ทำให้เธอโด่งดังในระดับโลกเกิดขึ้นที่บาวาเรีย เมื่อเธอไม่ได้รับบทในการแสดงที่โรงละครแห่งชาติ เป็นผลให้โลลาโต้ตอบด้วยการบุกไปร้องเรียนกับกษัตริย์ถึงในพระราชวัง แล้วตำนานบทสำคัญของเธอก็เกิดขึ้น เมื่อกษัตริย์ลุดวิก (Ludwig I of Bavaria) ถามเธอว่าหน้าอกของเธอเป็นของจริงหรือเปล่า โลลาก็หยิบกรรไกรออกมาแล้วตัดผ้าให้พระองค์ได้ยลเรือนร่างและหน้าอกที่เธอภูมิใจ แล้วเธอก็ได้งานแสดงที่เธออยากได้ แถมยังได้บทบาทใหม่ คือการเป็นนางในของกษัตริย์แห่งบาวาเรีย
 
          กษัตริย์วัยหกสิบกว่าหลงใหลโลลาอย่างถอนตัวไม่ขึ้น พระองค์สร้างบ้านให้เธอ เขียนรูปให้เธอ แต่งบทกวีให้เธอ และที่สุดเหวี่ยงมากๆ ก็คือการมอบบรรดาศักดิ์ให้เธอเป็นถึงเคาน์เตสแห่งแลนด์สเฟลด์เพื่อให้แวดวงไฮโซในบาวาเรียยอมรับ ในเวลาไม่นาน โลลาก็มีอิทธิพลเหนือกษัตริย์ลุดวิก เธองัดข้อกับนักการเมืองที่ไม่ชอบเธอ เธอทำพฤติกรรมหลายแหกขนบอย่างเพื่อท้าทายชนชั้นสูง 
 
          ชีวิตทางการเมืองของ โลลา มอนเทซ จบลงอย่างไม่สวยงามนัก รัฐบาลบีบให้กษัติรย์ลุดวิกขับโลลาออกนอกประเทศ แถมพระองค์ยังต้องสละราชสมบัติให้พระโอรสเพื่อลดแรงเสียดทานจากเรื่องอื้อฉาวนี้ด้วย 
 
          หลังขึ้นสู่จุดสูงสุดด้วยการเป็นเซเลบ ผู้อื้อฉาวระดับโลกไปแล้ว โลลาก็เดินทางสู่โลกใหม่-อเมริกา
 
          เธอเริ่มต้นที่นิวยอร์ก โดยการเปิดให้สัมภาษณ์ที่เธอได้แสดงความคิดแบบเสรีนิยม ก่อนจะหวนกลับสู่เวทีการแสดงอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นการจัดแสดงละครเรื่อง โลลาในบาวาเรีย ที่เป็นละครเวทีผสมสารคดีเพื่อเล่าเรื่องของเธอในบาวาเรียให้กับผู้ชมได้ดู แน่นอนว่าเธอแสดงเป็นตัวเอง 
 
          เมื่อลงหลักปักฐานที่แคลิฟอร์เนีย เธอยังคงเห็นผู้หญิงที่ไม่เคยขาดความรัก แต่ระหว่างนี้เธอก็เริ่มสร้างบทบาทใหม่โดยการกลายเป็นผู้หญิงที่อุทิศตัวเพื่อสังคม เธอช่วยเหลือชาวเมืองโดยเฉพาะผู้หญิงที่ยากลำบาก แต่ต่อมาเมื่อทรัพย์สินเริ่มร่อยหรอ เธอก็เริ่มต้นบทบาทใหม่อีก คราวนี้เธอหันมาเป็นนักพูด
 
          โลลาสามารถพูดในลีลาจริงจังถึงประเด็นที่หลากหลาย ตั้งแต่เรื่องบทบาทของสตรี เรื่องความกล้าหาญ ไปจนถึงเรื่องบุคคลในประวัติศาสตร์ บทบาทนี้ทำให้เธอได้รับการยอมรับจากสังคม หนังสือพิมพ์บางฉบับบอกว่าเธอเป็น ‘ราชินีแห่งนักพูด’ แถมบทบาทนี้ยังทำให้เธอเป็นนักเขียนที่มีงานออกมาอีกหลายเล่ม ส่วนใหญ่เป็นเรื่องบทบาทและที่ทางของผู้หญิง
 
          ในวัยปลาย 30 เมื่อชีวิตเริ่มนิ่งสงบ โลลาก็เริ่มหันมาสนใจศาสนา เธอศึกษาคัมภีร์ไบเบิลอย่างจริงจัง แต่ช่วงเวลาแห่งการสำนึกผิดและการพยายามตื่นรู้ก็อยู่กับเธอไม่นาน เมื่อเธอล้มป่วยเป็นโรคเส้นเลือดในสมองแตก เป็นผลให้ต้องพักรักษาตัวอยู่ เมื่ออาการดีขึ้นหน่อย โลลาก็ออกไปเดินเล่นท่ามกลางอากาศหนาวเย็น การเดินเล่นครั้งนั้นส่งผลให้เธอป่วยเป็นโรคปอดบวมและปิดม่านชีวิตด้วยวัย 40 ปีในเดือนธันวาคมปี 1861
 
          เรื่องราวของ โลลา มอนเทซ กลายเป็นเรื่องเล่าต่อมาอีกยาวนาน มีการแต่งเรื่องของเธอขยายออกไปอีกมากมาย ชื่อของเธอ บุคลิกของเธอ ข่าวลือของเธอ ถูกนำไปผสมผสานในนิยาย ภาพยนตร์ และบทเพลง
 
          ลองมาดู 2 บทเพลงที่เพิ่งแต่งขึ้นในช่วงปีหลังๆ นี้ที่ยังพูดถึงชีวิตของโลลากันสักหน่อย
 
          วงเฮฟวีเมตัลจากเดนมาร์กชื่อ Volbeat ปล่อยอัลบั้ม Outlaw Gentlemen & Shady Ladies ในปี 2013 ซึ่งมีเพลงดังเพลงหนึ่งของพวกเขาชื่อว่า Lola Montez เพลงนี้เป็นร็อกดุดันเร้าใจ เนื้อหาพูดถึงสเน่ห์ของโลลาแบบตรงไปตรงมา มีประโยคอย่าง ‘รู้สึกร้อนผ่าวเวลาสาวงามคนนี้เดินผ่าน’ หรือ ‘อย่ามองตาเธอนะ เดี๋ยวคุณจะเจอะกับความรักฝังใจเข้าให้’ แถมยังบรรยากาศการแสดงอันอื้อฉาวของเธอราวกับพยายามจะเล่าประวัติศาสตร์ เพลงนี้คือมุมมองจากไอ้หนุ่มร็อกเกอร์ที่มีต่อเธอ ทั้งลุ่มหลง ประทับใจ และแม้จะรู้ว่าผิดบาปแต่ก็ยังหักห้ามใจได้ยากยิ่ง สรุปว่าคือนี่เป็นเพลงที่เล่นกับบุคคลในประวัติศาสตร์ได้อย่างบันเทิงมากๆ
 
          แต่ถ้าเป็นมุมมองของผู้หญิง ต้องยกให้งานในปี 2010 ของนักร้อง-นักแต่งเพลงโฟล์กชื่อ โจแอนนา นิวซัม ปีนั้นเธอปล่อยอัลบั้มชื่อ Have One on Me ที่มีความยาว 2 ชั่วโมงกว่า โดยเพลงเด่นของงานชุดนี้คือ Have One on Me ที่เธอทั้งร้องร่วมกับฮาร์ปและเครื่องดนตรีอะคูสติกเบาบางอีกหลายชิ้น ในเพลงนี้เธอแทบจะเอาตัวเองไปสวมบทบาทของ โลลา มอนเทซ แต่บางขณะก็ราวกับโจแอนนากำลังสนทนากับโลลาก็มี เธอเริ่มต้นจากการฉายมุมมองความรู้สึกของโลลาในวันที่ต้องอำลากษัตริย์ลุดวิก ก่อนจะร่ายฉากความทรงจำอันหลากหลาย พูดถึงการแสดงอันโด่งดัง บรรยายเศษเสี้ยวของความรู้สึกอันไม่ประติดประต่อ เพลงนี้ยาวถึง 11 นาที แต่กลับไม่ได้ให้ภาพชีวิตของโลลามากมายนัก หากแต่เต็มไปด้วยความรู้สึก ความรู้สึก และความรู้สึกอันท่วมท้นต่อชีวิตและความพลิกผันแห่งโชคชะตา 
 
          ไม่ต้องเอ่ยตรงๆ ก็รู้ว่า โจแอนนา นิวซัม ก็ประทับใจชีวิตของ โลลา มอนเทซ เหลือเกิน ...แต่เป็นคนละเหตุผลและเป็นคนละท่าทีกับหนุ่มๆ ขาร็อกจากเดนมาร์กวงนั้น
 
          หรือบทบาทในชีวิตของคนเราก็เป็นอย่างนี้ ไม่ว่าจะแสดงได้ดีแค่ไหน โด่งดังเท่าไหร่ หรือจะปรับเปลี่ยนลีลาท่าทางไปอย่างไร ที่สุดแล้วก็ไม่มีบทบาทของใครที่จะถูกใจมนุษย์ทุกผู้คนได้หรอก
 
.......................................
(หมายเหตุ 'บทบาท เวที ลีลา และ โลลา มอนเทซ' : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม โดย... วิภว์ บูรพาเดชะ)