บันเทิง

'บางระจัน ตอนที่19'

'บางระจัน ตอนที่19'
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

'บางระจัน ตอนที่19'

บางระจัน ตอนที่19  
 
ทัพกับแฟงยืนซุ่มรออยู่ที่ท่าน้ำ เสียงใบไม้ไหว แฟงหันไป 
"มันมาแล้ว"
ทัพดึงแฟงหลบ สองคนมองลุ้นว่าจะเป็นใคร ที่หลังพุ่มไม้ ร่างๆ หนึ่งกำลังก้าวออกมา แฟงตาโต ทัพมองจ้อง เห็นเป็นสไบ
"พี่สไบ" แฟง ทัพตกใจ สไบเห็นทัพกับแฟงก็ตกใจเหมือนกัน
"ฉันกับพี่ทัพ เรามาดักดูหน้าพวกสอดแนมอังวะ"
"ฉันตามพี่ใจออกมา ฉันไม่แน่ใจ เขาหายออกมากลางดึก ฉันถึงได้ตามออกมา"
"ถ้ามันจะลอบออกไปนอกค่าย ก็ต้องมาละแวกนี้ นี่เราก็ยังไม่เห็นมันเลย พี่จะไปตามหามัน" 
"ถ้าพี่ใจหลบไม่ยอมให้เราตามเจอ ก็แสดงว่า" แฟงชะงัก
"ยังมีอีกที่ พี่ใจเคยบอกว่าดึกๆ ต้องไปที่นั่น"
"ที่ไหน" แฟงสงสัย
ทัพ แฟง สไบ เดินเร็วมาที่ลานหน้าบ้านพ่อค่าย เห็นนายทองเหม็นกับพวกกำลังกินนั่งดื่มสุรา สามคนกวาดตามองหาใจในกลุ่มชายฉกรรจ์
"พี่ใจบอกว่าต้องมาคอยมารับใช้พ่อค่าย นายทองเหม็น" 
"ไม่เห็นมีพี่ใจเลย" แฟงมองหา
"ฉันจะเข้าไปถามพ่อทองเหม็นว่าพี่ใจมาที่นี่หรือเปล่า"
สไบทำท่าจะเดินเข้าไป แต่ทัพเห็นก่อน รีบเรียกไว้ "สไบ อย่าเพิ่ง"
ทั้งสามมองไป เห็นใจกำลังเดินถือไหเหล้าออกมาจากอีกด้าน วางลงให้กลางวงเหล้า ใจคอยรินเหล้าให้นายทองเหม็น แฟงกับสไบเห็นแล้วก็พูดอะไรไม่ถูกเหมือนกัน 
คืนนั้น เฟื่องยืนรออยู่หน้าชานเรือน เห็นทัพ แฟง สไบเดินกลับมา เฟื่องรีบเดินลงมาหา
"หายไปไหนกันมา"
"เราไปดักจับพวกไส้ศึก"
"เจอตัวมั้ยจ๊ะ พี่ทัพ"
สามคนเงียบ เฟื่องถามซ้ำ อยากรู้
"พี่สงสัยใคร" ทัพเหลือบมองสไบ
"พี่กลับเรือนก่อนนะ"
ทัพเดินออกไป เฟื่องพอเข้าใจ เดินเข้าไปจับมือสไบ แฟงมายืนข้างสไบ สไบเสียงสั่น น้ำตาคลอ
"ตั้งแต่ไอ้เจิดฆ่าพี่ดอกรัก ฉันไม่เคยหลับตาลงได้เลย ฉันเห็นแต่หน้าไอ้เจิด คนที่เราไว้ใจ  แต่มันกลับฆ่าพี่ดอกรัก แล้วพี่ใจ พี่ใจเป็นน้องมัน ฉันสงสัย ฉันระแวง ทั้งๆ ที่ฉันเป็นเมียพี่ใจ" 
สไบมองเฟื่องและแฟงด้วยความละอาย เฟื่องเห็นใจ ดึงสไบมากอด แฟงบีบมือให้กำลังใจ
"เฟื่อง ถ้าคนที่เรารักโกหก เฟื่องจะยังรักเขาอยู่อีกมั้ย"
"รักสิ สไบ ถึงคนเลวที่สุดก็มีความรักได้" 
สไบน้ำตาร่วง สะอื้นออกมาด้วยความอัดอั้น       
"ถ้าคนรักเราเป็นคนชั่ว ฉันกลับจะยิ่งรักเขาให้มาก ให้ความรักเปลี่ยนใจเขา หันมาเป็นคนดี" 
สไบฟังเฟื่องแล้วยิ่งสะอื้น เฟื่องกอดให้กำลังใจสไบ   
ที่ลานหน้าบ้านพ่อค่าย ใจมองทุกคนในวงเหล้าหลับพับไป เขาลุกขึ้น สีหน้าปกติ ไม่เมามาย กำลังจะเดินออกไป เสียงนายทองเหม็นพูดขึ้น
"เอ็งนี่มันเป็นคนดีว่ะ ไอ้ใจ"
ใจชะงักหันมามอง นายทองเหม็นตาปรือขึ้นมายิ้มมอง
"เอ็งมันคนมีน้ำใจ ดึกดื่นยังมาเป็นหูเป็นตาช่วยเฝ้าค่าย เพื่อให้คนอื่นได้นอนหลับสนิท ต่อไปเอ็งจะเจริญ"
นายทองเหม็นพูดเสร็จก็พับหลับไป ใจขบกรามด้วยความกดดัน รีบวิ่งออกไป
ใจวิ่งกลับมาที่กระท่อม เห็นที่นอนว่างเปล่า 
"สไบ" ใจเดินมาหยิบผ้าสไบบางของสไบที่พาดอยู่บนที่นอนขึ้นมา สูดกลิ่นกายของสไบ
"สไบ พี่รักสไบจากใจจริง พี่ต้องพาสไบออกไปจากที่นี่ ก่อนที่ค่ายบ้านระจันจะแตก"   
ใจมองไปไกล คำพูดนายทองเหม็นทำให้ใจยิ่งสลด  
"เอ็งมันคนมีน้ำใจ ดึกดื่นยังมาเป็นหูเป็นตาช่วยเฝ้าค่าย เพื่อให้คนอื่นได้นอนหลับสนิท สมกับเป็นคนระจันจริงๆ" ใจนึกแล้วยิ่งสับสน 
"ข้าไม่ใช่คนบ้านระจัน ข้ามาที่นี่เพื่อแผ่นดินของข้า กองทัพของข้า" ใจเจ็บปวด อัดอั้น 
ตอนเช้า ที่กองบัญชาการเกียกกาย ค่ายอังวะวิเศษไชยชาญ มีการประชุมของสุรินทจอข่อง จาดและเหล่าทหาร 
"รบครั้งนี้ ข้ามีทั้งกองม้า กองปืน กองพลเดินเท้านับพัน เราจะฆ่าชาวบ้านพวกนั้น แล้วบุกเข้าไปเผาพวกมันทั้งค่าย"  
"แต่ทางเดินทัพที่ท่านวางแผนไว้เป็นทางอ้อม ทัพเราจะเสียเวลา เสียกำลังพล"
สุรินทจอข่องไม่พอใจที่จาดท้วงขึ้น
"แล้วมีทางไหนที่ดีกว่า หรือจะให้รอกองสอดแนมที่มันหักหลังเพื่อน แปรพักตร์ไปเข้ากับพวกระจัน"
จาดตาวาวเมื่อถูกจี้จุดเรื่องใจ
"อองนาย ศิษย์ข้าจะต้องส่งข่าวแผนการรบบ้านระจันมาให้เรา"
"มันทรยศเราไปแล้ว ข้าไม่เชื่อใจคนของท่านอีก รบครั้งนี้ข้าจะไม่พึ่งมัน เจอไอ้อองนายที่ไหน ข้าจะตัดหัวมันเสียบประจาน" 
สุรินทจอข่องเสียงแข็ง จาดได้แต่ก้มหน้า เถียงอะไรไม่ได้อีก
ที่ลานโล่งกลางป่า นายทองเหม็นกับพวก ลาดตระเวนมองไปรอบๆ
"รบครั้งหน้า เราต้องล่อพวกอังวะมาที่นี่ ให้มันติดกับเราตรงนี้ ป่าไม้รอบๆ จะกำบังเรา ทำตรงนี้เป็นลานประหารของพวกมัน"
ใจยืนอยู่ด้านหลังนายทองเหม็น เป็นหนึ่งในกลุ่มลาดตระเวนที่ได้ยินแผนทุกอย่าง 
ที่ป่าหลังค่าย ใจกำลังไต่ลงมาจากต้นไม้ใหญ่ อุ้มกรงนกพิราบสื่อสารไว้ในมือ สไบเดินมาหลบมองเงียบๆ ใจมองนกที่มีกระดาษชิ้นเล็กที่ขา สไบมองกังวลว่าใจกำลังจะทำอะไร  เพราะใจทำท่าเหมือนจะปล่อยนกออกไป
ใจคิดถึงตอนที่ใกล้ชิดสไบ จนวันที่ได้กอดสไบ เขากดดันมาก สไบมองจ้องใจ ใจตัดสินใจปล่อยนกออกไป สไบตกใจ ไม่อยากจะเชื่อว่าใจคือคนที่ส่งข่าว สไบน้ำตาคลอ ถอยหลังวิ่งหายไปจากตรงนั้นอย่างเงียบกริบ ใจเศร้า มองมือตัวเอง มีกระดาษม้วนเล็กที่ไม่ได้ส่งออกไปกับนก
สไบวิ่งมาหยุดที่เรือนแฟง แฟงเห็นสไบหน้าตาตื่นก็วางงานในมือ วิ่งเข้ามาหา
"พี่สไบ" สไบจับแขนแฟง น้ำตานองหน้า
"แฟง ฉันเห็นพี่ใจส่งข่าวไปให้พวกอังวะที่หลังค่าย พี่ใจเป็นพวกสอดแนมอังวะจริงๆ คนที่ฉันไว้ใจ คนที่ฉันรักที่สุด คือคนหักหลังพวกเรา"
สไบตัวสั่น ตกใจกับความจริงที่รู้ แฟงมองลำบากใจ
"ฉันต้องไปบอกพี่ทัพ พี่สไบอย่าเพิ่งเล่าให้ใครฟังนะ"   
แฟงรีบวิ่งออกไป สไบสะอื้นด้วยความเสียใจ
ทางเดินใกล้ลานตีไก่ ทัพกำดาบจะพุ่งออกไป แฟงรีบขวางไว้
"ไอ้ใจมันอยู่ไหน" 
"พี่ทัพ พี่จะฆ่าพี่ใจหรือเปล่า"
"โทษตายมันยังน้อยไป มันเป็นพวกข้าศึก"   
"ฉันรู้ แต่พี่ใจเป็นคนรักของพี่สไบ ให้โอกาสพี่ใจกลับตัวก่อน"
แฟงจับแขนทัพ แววตาขอร้อง
"ฉันรู้ว่าผิดร้ายแรง แต่ถ้าเป็นพี่ พี่จะทนเห็นคนรักถูกฆ่าลงได้เชียวหรือ" 
"แต่คราวนี้ไอ้ใจมันอาจจะทำให้พวกเราตายกันหมด" 
ทัพจับแขนแฟงแน่น ดึงเข้าหาตัว เกร็งไปทั้งร่างด้วยความโมโห เฟื่องเดินมาเห็นท่าทางใกล้ชิดของสองคนก็หยุดมอง ทัพกับแฟงหันไปเห็นเฟื่องมองตรงมา แฟงรีบผละออกจากทัพ เฟื่องมองทัพด้วยสายตามีแต่คำถาม ทั้งสองไปคุยกันที่ท่าน้ำหลังค่าย ทัพมองเฟื่องแล้วพูดทำความเข้าใจกัน
"พี่กับแฟงกำลังคุยกัน"
"คุยเรื่องอะไร พี่ถึงต้องดึงแฟง น้องฉันเข้าไปเสียใกล้ ถ้าคนมาเห็นไม่ใช่ฉัน แฟงจะถูกนินทาแค่ไหน"
"พี่ผิดเอง ที่ไม่ระวัง"  
"พี่ทัพ ถ้าฉันจะถามตรงๆ สักข้อ พี่จะตอบฉันได้มั้ย" ทัพมองเฟื่อง 
"ฉันกับพี่ ถึงจะเคยรัก เคยสัญญาว่าจะไม่แปรเปลี่ยนใจไปจากกัน แต่ชาตินี้บุญเราคงสร้างสมมาไม่พอที่จะได้อยู่เคียงคู่กัน ฉันยังรักพี่ แต่เป็นรักที่ไม่ล่วงล้ำกล้ำเกินด้วยลมหลงเหมือนก่อน เพราะฉันได้ชื่อว่าเป็นเมียพี่ขาบ"  
"พี่เข้าใจ เฟื่อง เอ็งเป็นหญิงดีงามทั้งกายทั้งใจ เอ็งเป็นเมียของเพื่อนรักพี่ ความรักความหลงใหลที่เราเคยก่อไว้ มันเหือดแห้งหายไปสิ้นจากใจพี่แล้ว จะเหลือก็เพียงความรักและความห่วงใยอย่างที่เห็นเฟื่องเป็นน้องสาวคนหนึ่ง"    
"แล้วพี่ยังมีใจให้ผู้หญิงคนอื่นได้อีกมั้ย"
"เฟื่อง"
"ตอบเฟื่องคนนี้ให้ชื่นใจทีเถิด พี่ทัพยังมีใจรักผู้หญิงอื่นได้อีกมั้ย"
"ถ้าเฟื่องถามพี่เมื่อหลายเดือนก่อน พี่ก็จะตอบว่าไม่ แต่ตอนนี้"
เฟื่องยิ้ม "หัวใจพี่ทัพกำลังรักผู้หญิงคนหนึ่งได้มากกว่าที่เคยรัก ห่วงใยหญิงคนนั้นมากเสมอชีวิตตัวเอง"   
"พี่รัก พี่เป็นห่วงผู้หญิงคนนั้น ไม่ทันรู้ตัวว่าเมื่อไหร่ รู้แต่ว่าอยากเห็นอยู่ในสายตา อยากให้อยู่ใกล้ๆ ไม่อยากปล่อยให้อยู่ไกลกัน" 
เฟื่องมองด้วยแววตาและรอยยิ้มที่อ่านใจทัพออก
"พี่ก็จงรัก ดูแลผู้หญิงคนนั้นให้สมรัก สมปรารถนา อย่ากังวลเรื่องอะไร เพราะลมหายใจยามศึกนั้น มันอาจจะสั้นแค่ชั่วกระพริบตา"
ทัพมองเฟื่องที่เตือนสติ
"ฉันฝากแฟง น้องสาวฉันด้วย" 
ทัพยิ้มกับเฟื่องด้วยหัวใจพองโตเป็นสัญญา
แฟงเดินไปเดินมาที่คอกม้า พอหันไปเห็นทัพ ก็วิ่งเข้าไปหา 
"พี่ทัพ พี่คุยอะไรกับพี่เฟื่อง ใช่เรื่องพี่ใจเป็นพวกสอดแนมมั้ย"
"พี่ยังไม่ได้คุยเรื่องไอ้ใจ"  
"แล้วคุยเรื่องอะไร ตกลงว่าพี่จะไม่ฆ่าพี่ใจแล้วใช่มั้ย"
"ใจเย็นๆ ก่อนแฟง เอ็งนี่ห่วงแต่สไบ"
"พี่สไบเป็นเหมือนพี่ฉันคนหนึ่ง ฉันไม่อยากให้พี่เขาร้องไห้ พี่สไบรักพี่ใจมาก มีทางไหนบ้างที่พี่ทัพจะช่วยเปลี่ยนให้พี่ใจกลับมาเข้าข้างพวกเรา"
แฟงเข้าใกล้แววตาวิงวอนทัพ
"พี่ต้องช่วยเรื่องนี้ได้ พี่ต้องช่วยพี่สไบ"
ทัพดึงแฟงมาใกล้ มองแฟงด้วยสายตาผูกพัน
"เอ็งกำลังขอเรื่องที่พี่ให้ไม่ได้"  
"ฉันรู้ว่าพี่ให้ฉันได้"
"ทำไมเอ็งถึงมั่นใจนัก"
แฟงชะงักไป มองเห็นแววตาของทัพที่จ้องมองมาอย่างลึกซึ้ง แฟงเริ่มเก้อเขิน
"เพราะเอ็งรู้ว่าพี่จะยอมทำทุกอย่าง สิ่งไหนถ้าแฟงต้องการ พี่ทัพคนนี้ก็จะเอามาวางลงตรงหน้ายังงั้นใช่มั้ย" 
ทัพทอดสายตามองแฟงด้วยความรู้สึกรัก แฟงมองสบตาทัพ
"ยามศึกอย่างนี้ ชีวิตอาจจะหลุดลอยไปชั่วคมดาบฟัน แฟง พี่อยากจะขอสัญญาจากเอ็งบางอย่าง แต่พี่กลัวจะกลายเป็นคนเห็นแก่ตัว ขอให้ศึกครั้งนี้ผ่านไปก่อนให้พี่ได้รอดกลับมา พี่จะมาถามความจริงจากปากเอ็ง"
"พี่ต้องรอดกลับมา พี่ทัพ"
แฟงดวงตาแวววาว คลี่ยิ้ม มองทัพ ทัพมองปลาบปลื้มใจ
"ฉันจะรอให้พี่กลับมา"   
ทัพกุมมือแฟงไว้แน่นด้วยความดีใจ สองใจตรงกัน มองกันด้วยความผูกพันที่ก่อตัวขึ้นแนบแน่น
 
00000000000000000000
 
เฟื่องนั่งชุนเสื้อให้ขาบเงียบๆ อยู่คนเดียว ขาบเดินเข้ามาชะงัก นึกไม่ถึง ดีใจ ลงมานั่งใกล้ๆ
"เสื้อถูกดาบฟันขาดยาวเป็นคืบ ทำไมไม่เอามาให้ชุน"
"ใครจะกล้า พี่ไม่รู้นี่ว่าเฟื่องจะเมตตาพี่แค่ไหน" 
"พี่กับฉัน เป็นเหมือนคนๆ เดียวกันไปแล้ว มีอะไรก็บอกมา ฉันเต็มใจจะทำให้"
เฟื่องเอ่ยแค่นั้น แต่ขาบยิ้มหัวใจพองโต ขยับเข้าใกล้เฟื่อง กุมมือเฟื่องด้วยสายตาซึ้งใจ
ทัพเดินมากับแฟงตามทางในค่าย
"อย่าเพิ่งให้ใครรู้เรื่องไอ้ใจ กำชับสไบด้วยว่าอย่าเพิ่งมีพิรุธให้มันรู้ตัว คอยจับตาดูมันไว้ มีอะไรผิดหูผิดตา ให้รีบมาบอก"
"เรายังพอจะเปลี่ยนใจพี่ใจได้อยู่ใช่มั้ยจ๊ะ"
ทัพมองแฟง ยังไม่กล้ายืนยัน ใจเดินมาอีกด้านหนึ่ง ทักทายชาวบ้าน ทัพกับแฟงได้ยินเสียงก็หันขวับไปมอง ทัพเห็นใจก็ขยับจะเข้าไปหา แฟงรีบดึงไว้ ใจรู้สึกแปลกๆ หันมา แต่ไม่เห็นใครผิดสังเกต ก็เดินเลยไป แฟงดึงทัพหลบอยู่มุมหนึ่ง
"พี่บอกเองว่าอย่าเพิ่งให้พี่ใจรู้ตัวไง"
ทัพกำดาบแน่น ข่มความเจ็บใจไว้เต็มที่
"ไอ้ใจมันซ่อนหน้าได้สนิทจริงๆ มันใจเย็นมาก" 
ทัพผิดหวังเต็มที แฟงมองอย่างเห็นใจ 
ใจเดินกลับมาบ้านหน้าชื่นบาน เห็นสไบทำงานเก็บกวาดอยู่ที่ลานบ้าน ก็ยิ้มเดินเข้าไปโอบกอดสไบไว้
"วันนี้พี่ไปลาดตระเวนกับพ่อทองเหม็นมา" 
สไบได้ยินก็โมโห สะบัดตัวออกห่าง "สไบ โกรธอะไรพี่"
สไบมองหน้าใจ อยากจะพูดความเจ็บใจออกมา "สไบ"
"พี่หิวข้าวหรือยัง"
สไบปรับสีหน้า ยิ้มออกมา เอื้อมไปแตะแขนดึงใจ
"รอเดี๋ยวนะ วันนี้ฉันแกงสายบัวที่พี่ชอบไว้ให้ ฉันจะไปยกมาให้นะ"
ใจยิ้ม โอบสไบไว้
"เดี๋ยวก่อนก็ได้ หิวแค่ไหนก็ขอคุยกับเมียก่อน"
"เหนื่อยมั้ยจ๊ะ ไปกับพ่อทองเหม็น ถึงไหนมา"
"ก็เดินลาดตระเวนดูไปรอบๆ ค่าย แล้วเลยคลองสตือลงไปอีกเกือบร้อยเส้น"
สไบมอง ยิ้มตอบ แกล้งไม่รู้ ไม่ซักอะไร
"โอโฮ ไกลขนาดนั้นเลยหรือ ระวังไปเจอพวกกองทหารอังวะเอานะ"  
"พ่อทองเหม็นบอกว่าเพื่อให้แน่ใจว่าพวกอังวะ ไม่ได้แอบมาซุ่มอยู่ใกล้ๆ ค่ายเรา"
ใจรวบตัวสไบมากอดไว้ด้วยความรัก สไบซบลงที่อกใจ ซ่อนสายตาขมขื่น 
พ่อแท่นยืนคุมนักรบระจันซ้อมดาบอยู่เต็มลาน ทัพกับสังข์ ซ้อมดาบกันเหงื่อเต็มตัว ขาบซ้อมอยู่กับนักรบอื่นๆ เสียงยามค่ายดังขึ้น
"เปิดประตูให้กองลาดตระเวน"
ประตูค่ายเปิดออก กองสอดแนมชาวบ้านระจัน 3-4 คนควบม้าเข้ามา แล้วรีบวิ่งมาหาพ่อแท่น สังข์ ขาบ รีบเดินมาหาทัพที่ยืนฟังอยู่ไม่ไกล ทัพเห็นกองสอดแนมพูดอยู่กับพ่อแท่น  ก่อนที่พ่อแท่นจะเดินมาที่กลุ่มนักรบ
"กองสอดแนมบอกว่า เห็นพวกอังวะที่ค่ายวิเศษไชยชาญ มันกำลังจัดเตรียมกำลังทหาร  อาวุธครบมือเป็นการใหญ่ ครั้งนี้สุรินทจอข่อง แม่ทัพใหญ่มัน จะยกมาเอง"  ทุกคนกังวล
"พวกมันคงจะเดินทัพมาหักค่ายเราภายใน 2-3 วัน นี้แน่ ขอพวกเราจัดเวรยามไว้ให้แน่นหนา คืนนี้ข้าจะประชุมกับพวกพ่อค่ายทั้งหมด แล้วจะมาแจ้งให้พวกเรารู้ว่าจะตั้งรับพวกมันยังไง" 
พ่อแท่นกำลังจะเดินออกไป ทัพรีบวิ่งเข้าไปหา
"ศึกใหญ่ครั้งนี้ ขอพวกฉันเข้าไปฟังประชุมด้วยเถิด พ่อแท่น พวกฉันกองม้าบ้านคำหยาด   เคยรบกับกองทัพอังวะมาหลายศึก อาจจะช่วยพ่อค่ายและชาวบ้านระจันได้เต็มกำลังมากขึ้น" 
พ่อแท่นมอง ทัพ สังข์ ขาบที่เสนอตัว 
ตอนค่ำ ใจนอนหนุนตักสไบ สไบดูงดงามเป็นพิเศษ มีสไบผืนงามที่ใจเอามาฝากห่ม เพื่อดึงใจไว้ให้ได้  
"คืนนี้ไม่ต้องออกไปหาพ่อทองเหม็นได้มั้ยจ๊ะ ฉันอยากจะอยู่กับพี่อย่างนี้"
"พี่ก็อยากอยู่กับสไบ ไม่ห่างไปไหน อยู่กันจนวันตาย"  
"ชื่นใจฉันนัก พี่อย่าทิ้งฉันไปไหนนะ"     
"พี่จะทิ้งสไบได้ยังไง ทุกวันนี้พี่ก็ทำทุกอย่างเพื่อสไบคนเดียว"
"เมื่อก่อนฉันห่วงพี่ดอกรัก จะทำอะไรก็กลัวพี่ดอกรักจะโกรธพี่ แต่ตอนนี้ ฉันอยากให้เสร็จศึกเร็วๆ อยากให้แผ่นดินกลับมาปกติสุข เราจะได้ทำไร่ทำนาอยู่ด้วยกัน พี่อยู่ที่ไหน ฉันก็จะขออยู่ใกล้ๆ พี่อย่างนี้ จนกว่าเราจะตายจากกัน" 
สไบกุมมือใจ แต่ใจกลับนิ่ง 
"หรือพี่ใจไม่ได้อยากจะอยู่กับฉัน"
"ทำไมพูดอย่างนั้น พี่รักสไบ พี่อยากอยู่กับสไบจนแก่จนเฒ่า"   
สไบเลื่อนตัวเข้าไปซุกในอกใจ ใจกอดสไบไว้ สายตามีกังวล   
"ฉันจะเป็นเมียที่ดีของพี่ มีลูกให้พี่หลายๆ คน พี่ใจ เราจะไม่แยกจากกันนะจ๊ะ"
สไบมองใจด้วยสายตาอ่อนหวาน มีแต่ความหวัง ยิ่งทำให้ใจตัดสินใจลำบากมากขึ้น
"แล้วเราก็จะรับพ่อจาดของพี่มาอยู่ด้วย ฉันจะดูแลพ่อของพี่เอง"
สไบซุกลงในอกใจ ใจยิ่งเครียด   
ที่เต็นท์พัก จาดมองเจิดที่นอนพักรักษาตัวอยู่ หม่องโค่งเปรียง ศิษย์รุ่นน้องกรอกยาต้มเข้าปากเจิดซึ่งยังไมได้สติ
"อูทินลิน ข้าจะทำให้พวกโยเดียที่มันทำร้ายเอ็งชดใช้ให้เอ็งทุกคน" จาดแค้น
ทัพ สังข์ ขาบเดินตามพ่อแท่นเข้ามาในเขตหวงห้าม คือหมู่เรือนพ่อค่าย มีนักรบสำคัญรอฟังประชุมอยู่เต็มลานกว้าง พ่อแท่นก้าวไปนั่งด้านบนสำหรับพ่อค่าย หลายคนมองมาที่ ทัพ สังข์ ขาบ
"ไอ้ทัพ ไอ้สังข์ ไอ้ขาบ คนของหมู่ข้า กองม้าบ้านคำหยาด ฝีมือดาบมันไม่เป็นรองใคร ข้าอยากให้มันมาฟังการประชุมด้วย ขอให้พ่อค่ายทุกคนจงไว้ใจมัน"  
ทัพ สังข์ ขาบยกมือไหว้พ่อค่ายทุกคน พ่อค่ายทั้ง 11 คน เริ่มวางแผนตั้งรับการบุกของข้าศึกด้วยหน้าตาเคร่งเครียด
"ครานี้ สุรินทจอข่อง แม่ทัพค่ายเกียกกายมันจะนำทัพมาเอง เราจะวางแผนสู้กับมันยังไง" นายพันเรืองถามขึ้น
ใจหลับอยู่ในเรือน โอบกอดสไบไว้ในอก แต่สไบไม่ได้มีแววตาแห่งความสุขเลย ลืมตามองหน้าใจที่หลับอยู่อย่างพินิจ สายตาสไบมีแต่ความสงสัยคนรักที่นอนอยู่เคียงกัน
ทัพมองพ่อค่ายที่กำลังประชุมด้วยสีหน้าเคร่งเครียด สังข์ ขาบเองก็ตั้งใจฟัง
"ศึกนี่เราต้องระดมกันออกไปรับศึกกันเกือบหมดค่าย ไม่อย่างนั้นต้านพวกอังวะไม่อยู่แน่" นายทองเหม็นบอก
"ไม่ต้องห่วง พวกข้าสู้ตาย ไม่เสียดายชีวิตอยู่แล้ว" นายแท่นรับคำ  
"ข้ารบกับพ่อแท่นมาหลายศึก ขอตามพ่อแท่นไป" นายโชติอาสา
"ข้าขอสู้ตาย" นายเมืองย้ำมั่นใจ
"ข้าสู้ ขอออกรบทุกศึก จนกว่าพวกมันจะถอยไปพ้นแผ่นดินเรา" นายอินฮึกเหิม 
"คนอย่างข้าก็ไม่เคยกลัวมัน" นายทองแสงใหญ่ย้ำ
"ศึกนี้ข้าขอออกรบด้วย ให้ขุนสรรค์อยู่เฝ้าค่ายแล้วกัน"
ขุนสรรค์มองพันเรืองนิ่ง เหมือนจะผิดหวัง
"เห็นว่าข้าฟันดาบสู้พวกพ่อๆ ไม่ได้รึไง"
"ไม่ใช่อย่างนั้น ข้าเห็นว่ากระสุนดินดำเรามีจำกัด เอาไว้พวกข้าเอาไม่อยู่ก่อน พ่อขุนสรรค์ค่อยออกช่วยเป็นกองหนุน"
"แล้วข้าล่ะ" นายจันหนวดเขี้ยวถาม
"พ่อจันฝีมือดาบเป็นยอด ขอเป็นดาบสุดท้ายที่จะฆ่าพวกมันอยู่ที่นี่เถอะ เรามีชาวค่ายผู้หญิงและเด็กๆ คนเฒ่าคนแก่ ที่ต้องมีคนคุ้มกันอยู่ในค่ายนี้อีกเยอะ ขอพ่อจันอยู่ป้องกันค่ายที่นี่เถอะนะ" 
นายทองเหม็นบอก นายจันหนวดเขี้ยวผิดหวัง
"แต่ฉันไม่นะ ฉันจะออกรบเป็นกองหน้า ถ้าจะตายฉันขอตายก่อนทุกคน" นายทองแก้วบอก
"ฉันจะไม่อยู่เฝ้าค่ายเหมือนกัน ฉันขอออกไปฆ่าพวกมัน ขอตายเป็นคนแรก" นายดอกไม้ย้ำ
เช้าวันใหม่ ชายฉกรรจ์ ตีกลองเรียกระดมคน เสียงดังก้องไปทั่ว นักรบระจันนั่งพนมมือไหว้ไปทางประรำพิธี พร้อมรบ เสียงพระอาจารย์ธรรมโชติสวดคาถา ฟังดูแปลกหู พ่อค่ายนั่งพนมมืออยู่หน้าพระอาจารย์ธรรมโชติ ดูศักดิ์สิทธิ์ น่านับถือ
ใจลืมตาตื่น ลุกขึ้นเร็ว ผละออกจากสไบทันที    
"เสียงกลองศึก เรียกระดมคน"
"พวกข้าศึกมาแล้ว"
ใจจะวิ่งออกไป สไบคว้ามือใจทันที ใจสะบัด
"สไบอยู่ที่นี่ พี่จะไปรบ"
สไบยื้อใจไว้สุดแรง เพราะกลัวว่าใจจะออกไปส่งข่าว
"ไม่ต้องหรอก พี่ใจ พี่อยู่ในค่ายกับฉันเถอะ ไม่ต้องออกไปนอกค่าย ไม่ต้องไปรบ ปล่อยคนอื่นไป"
"ไม่ได้ พี่ต้องออกไปด้วย"
ใจแกะมือออกจากสไบ หันหลังจะวิ่งลงไป สไบมองแล้วตัดสิน ทิ้งตัวลงจากบันไดไปกองกับพื้น ใจหันกลับมาตกใจ  
"สไบ" สไบแกล้งนอนสลบกับพื้น ใจมองแล้วตัดสินใจ พุ่งเข้าไปประคองสไบ
ในประรำพิธี หลวงพ่อธรรมโชติบริกรรมคาถา พ่อค่ายนั่งอยู่เต็ม ทัพ สังข์ ขาบกับนักรบทุกคน นั่งพนมมืออยู่เต็มลาน ลูกเมียที่มาส่งนั่งพนมมือมองอยู่ไกลๆ สังข์มองไปรอบๆ ขาบถามขึ้นเบาๆ
"มองหาไอ้ใจใช่มั้ย มันหายหัวไปตั้งแต่เมื่อคืน"
สังข์หันมากระซิบทัพ "ข้าไม่เห็นไอ้ใจมันมาส่งพวกเรา"
"มันอยู่กับสไบ"
"เอ็งรู้ได้ไง"
สังข์กับขาบมองทัพด้วยความสงสัย ทัพย้อนนึกเหตุการณ์เมื่อเย็นวาน ที่เขากับแฟงไปแอบดูใจกับสไบที่บ้าน
"แฟง หาทางไปบอกให้สไบกันไอ้ใจออกจากทุกคน โดยเฉพาะพ่อทองเหม็น" ทัพสั่ง  
ทัพหันมองสังข์กับขาบที่สงสัย
"ดีแล้วที่ไอ้ใจมันไม่มาที่นี่ ข้าอยากจะรู้ความจริงบางอย่าง"
ทัพหันไปมองหลวงพ่อแววตาแน่วแน่  
ใจอุ้มสไบวิ่งมาที่เรือนแฟง ทุกคนตกใจร้องโวยวาย ใจวางร่างสไบลงหน้า แฟง เฟื่อง จวง 
"เฟื่อง แฟง ช่วยสไบด้วย ช่วยสไบด้วย"
"ตายแล้ว สไบเป็นอะไร สไบ" เฟื่องตกใจ
"พี่ฝากสไบด้วย พี่จะรีบไปช่วยนักรบระจันสู้ศึก" 
ใจหันหลังจะออกไป แฟงรีบเรียกไว้
"พี่ใจ พี่สไบเป็นอะไร อยู่ๆ จะมาทิ้งให้ฉันแบบนี้ได้ยังไง"
ใจมองสไบลังเล ตัดสินใจไม่ถูก 
"ฉันยังไม่รู้ว่าพี่สไบเป็นอะไร ฉันจะแก้ไขอะไรได้ ถ้าพี่สไบตายฉันจะทำยังไง"  
ใจอยากจะไปจากตรงนั้น แต่เห็นสไบยังไม่รู้สึกตัวนอนนิ่ง เฟื่อง แฟง จวง มองมารอคำตอบ ใจยิ่งละล้าละลัง
 
0000000000000000000000
 
หลวงพ่อธรรมโชติเดินลงมาลั่นฆ้องที่แขวนไว้หน้าประรำ เสียงดังกังวาน ทุกคนฮึกเหิม มีกำลังใจ ขุนสรรค์กรมการยิงปืนรับหลายนัด นักรบทุกคนลุกขึ้นโห่สามลาดังกึกก้อง หลวงพ่อธรรมโชติเดินขึ้นบนแคร่สูง พรมน้ำมนต์ให้เหล่านักรบ 
ใจมองสไบที่มีจวงกับเฟื่องคอยพัดวี บีบนวดให้ฟื้น ใจว้าวุ่น จนสไบค่อยๆ ลืมตาขึ้น
"สไบ สไบ ไม่เป็นอะไรมากแล้ว พี่ฝากสไบไว้ที่นี่ก่อนนะ รบเสร็จพี่จะมารับ"
ใจหันหลังวิ่งเร็วออกไป แฟงสุดจะรั้งไว้ได้ 
"พี่ใจ อย่าไป"
"พิลึกน่ะ แฟง ก็ให้พี่ใจเขาไปรบสิ" จวงท้วง
"ไปไม่ได้ ห้ามพี่ใจไปรบ"
สไบลืมตาลุกขึ้นทันที จวง เฟื่อง ไม่รู้เรื่อง ตกใจ
"ตามไปเร็ว สไบ"
แฟงวิ่งนำไป สไบวิ่งตามใจออกไปทันที  
ขบวนนักรบเดินผ่านประตูระเนียด หลวงพ่อธรรมโชติยืนประพรมน้ำมนต์ให้ แฟง สไบ วิ่งมาทันมองเห็น พ่อทองเหม็นขี่ควายตัวเก่ง นำกองควายอีก 3-4 ตัว ออกไป ตามมาด้วยพ่ออิน พ่อทองแสงใหญ่ และพวกนักรบในกอง ปิดท้ายด้วยกองของ นายพันเรือง นายทองแก้ว และนายดอกไม้ 
ขุนสรรค์กรมการ กับนายจันหนวดเขี้ยว ยืนข้างหลวงพ่อ มองส่งนักรบทุกคนด้วยสีหน้านิ่ง มั่นใจ แฟงวิ่งตามดูพวกนักรบกับสไบ ก่อนจะสรุป
"พี่ใจไม่ได้มาที่นี่"
แฟงดึงมือสไบวิ่งหันกลับไปทันที เฟื่อง จวงอยากรู้มาก ว่าสองคนนั้นกำลังทำอะไร สไบวิ่งนำแฟงมาอย่างรวดเร็ว มองหาไปทั่วแต่ไม่เจอใจ
ที่ชายป่าหลังค่าย ใจพับกระดาษใส่กลักเล็กๆ แล้วนำมาผูกขานกพิราบ ก่อนจะปล่อยขึ้นฟ้าไปด้วยท่าทางเร่งรีบ
ที่เนินโล่ง สมรภูมิรบเขตระจัน พ่อแท่น นายโชติ นายเมือง ควบม้าคุมกองหน้า มีทัพกับกลุ่มนักรบบ้านคำหยาดบนหลังม้าอยู่ด้านหลัง มาหยุดม้าอยู่บนเนินมองไปทางที่ราบโล่ง ฝูงนกส่งเสียงร้อง บินแตกตื่นผ่านไปเป็นฝูง 
"นกกาแตกตื่นอย่างนี้ เห็นทีพวกมันจะยกกันมามากกว่าทุกครั้ง" พ่อแท่นพูดขึ้น
ที่ราบโล่งชายป่า ทางมุ่งไปค่ายระจัน กองทัพของสุรินทจอข่อง ที่มีทั้งกองม้า กองปืน และพลเดินเท้านับพัน ยาวสุดลูกหูลูกตา สุรินทจอข่องนั่งอยู่บนหลังม้าอย่างทระนง กองทหารเคลื่อนมาหลากหลาย มากมาย น่าสะพรึงกลัว          
ที่กองทหารสื่อสารของจาด ทหารถือนกวิ่งมาหา 
"ข่าวจากอองนาย สยาท่าน"
จาดรีบแก้กลักสารที่ขาออกมาอ่าน ดีใจ รีบชักม้าขึ้นไปหาสุรินทจอข่อง ในขณะที่สุรินทจอข่องยิ้มด้วยความกำแหง
"วันนี้ไอ้พวกชาวบ้านอวดเก่งนั่น มันจะต้องจำชื่อข้า สุรินทจอข่อง ไปจนลมหายใจเฮือกสุดท้าย"
จาดควบม้าเข้ามาใกล้สุรินทจอข่อง
"อองนาย ทหารของข้าส่งข่าวมาแล้ว คราวนี้มันระดมพวกหัวหน้าค่ายออกมาเกือบหมด  นักรบกองหน้ามันชื่อแท่น เป็นคนสำคัญในการรบ อย่านำกำลังเข้าปะทะ มันจะต้อนท่านให้ไปทางคลองสะตือ เหนือทุ่งห้วยไผ่ ทัพท่านจะติดค้างอยู่ที่คลองสะตือ หนีไม่ทัน"   
"ไอ้แค่กองหน้าไม่กี่ร้อย กองเดียว จะต้านกำลังกองทัพของข้าได้ก็ลองดู"
"พวกมันมีอีกสองกองแอบอยู่ข้างคลองสะตือ จะออกโจมตีกระหนาบ จนท่านไม่มีทางหนี"
"ข้าไม่เชื่อ ชาวบ้านแค่หยิบมือ โง่เง่าอย่างพวกมัน จะมีปัญญาอะไรมาวางกลศึก"
"ถ้าพวกมันเป็นแค่ชาวบ้านโง่เง่า ที่ผ่านมามันรบชนะเรามาได้ถึง 3 ครั้งแล้ว"
สุรินทจอข่องหันขวับมองจาด สายตาลุกเป็นไฟ
"เยกินหวุ่น งาจุนหวุ่น มันด้อยฝีมือต่างหาก ฝีมือสู้ข้าไม่ได้สักคน จอกยีโบเจ้าจงดู กองม้า กองปืน มากมายขนาดนี้ ไอ้พวกระจันมันจะเอาชนะข้าได้ก็ให้รู้ไป ท่านอย่าใช้ข่าวกองสอดแนมไร้สาระของท่านมาเอาความดีความชอบกับชัยชนะของข้า"  
"ข้าทำหน้าที่ของข้า เตือนท่านตามข่าวที่คนของข้าส่งมาให้ ต่อไป เรื่องการรบ แพ้ชนะอยู่ที่ท่านเอง"
"ข้าไม่เคยเชื่อใคร นอกจากอาวุธของข้าเท่านั้น"
จาดก้มหัวให้สุรินทจอข่องแล้วดึงม้าถอยกลับไป สุรินทจอข่องเชื่อมั่นในตัวเอง ประกาศก้อง
"จงฆ่าไอ้พวกระจันให้หมด มันคือเสี้ยนกองทัพเรา อย่าให้มันเหลือแม้แต่คนเดียว"
เสียงโห่ร้องของทหารอังวะดังกระหึ่ม ท่ามกลางสายตากังวลของจาด
ประตูระเนียดค่ายปิดลง ทุกอย่างเงียบ แฟง กับสไบวิ่งมาจากหลังค่าย 
"พี่ใจไปอยู่ที่ไหน นี่เราก็ตามจนทั่วแล้ว"
สไบฟังแล้วใจไม่ดี 
"พี่ใจ ทำไมพี่ถึงไม่ซื่อกับพวกเรา"
สไบทรุดลง น้ำตาคลอ 
เวลาเดียวกันนั้น ใจโผล่ทะลึ่งพรวดขึ้นจากกลางคลอง หายใจเอาอากาศแล้วว่ายน้ำพุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
ที่ลานโล่งสมรภูมิรบ สุรินทจอข่องเคลื่อนทัพเข้ามาด้วยความมั่นใจ พอพ้นเนิน ก็สั่งหยุดกองทัพตั้งรอ
พ่อแท่นและกองทัพนักรบควบม้ามาป็นแถว ด้านหลังคือนักรบพลเดินเท้าอีกเป็นจำนวนมาก พ่อแท่นให้สัญญาณหยุดเช่นกัน ทุกคนแววตากล้า ไม่กลัวตาย สุรินทจอข่องยิ้มหยันทันที
"พวกมึง ไอ้พวกชาวบ้านโง่ เตรียมตัวตาย"
สิ้นคำสุรินทจอข่อง เสียงสัญญาณกลองเริ่มศึกดังขึ้น กองม้าของอังวะพุ่งทะยานเข้าไป พ่อแท่นกับนักรบทุกคนมือจับบังเหียน อีกมือชูดาบขึ้น
"บ้านระจัน รบ"
กองม้าของพ่อแท่นพุ่งทะยานเข้าปะทะกับกองม้าของสุรินทจอข่อง ทัพ สังข์ ขาบและพวกบ้านคำหยาดตะลุยเข้าฟันทหารอังวะล้มตายลงอย่างรวดเร็ว
ใจเร่งว่ายทวนน้ำเข้ามาที่ฝั่งคลอง แล้วรีบปีนขึ้น วิ่งไปทั้งที่ตัวเปียกซ่ก หวังจะไปช่วยกองทัพของตัวเอง
ทัพกับพวกพุ่งม้าเข้าฟันทหารอังวะล้มตายลงมาก สุรินทจอข่องมองอยู่บนหลังม้า เริ่มกระสับกระส่าย จาดเข้ามาจากด้านหลัง
"พวกมันกำลังจะมาถึงตัวท่าน"  
"ต้อนพวกมันไปทางตะวันตก"
"เราไปทางนั้นไม่ได้ อองนายบอกแล้วว่ามันคือกับดักของพวกบ้านระจัน"
สุรินทจอข่องหันขวับ เอาดาบชี้หน้าจาด
"อย่าบังอาจมาสั่งข้า ท่านจะบอกข้าว่าไอ้พวกชาวบ้านโง่ๆ มันรออยู่ที่นั่นใช่มั้ย ข้าก็กำลังจะไปฆ่าพวกมันทั้งหมดยังไงเล่า ต้อนพวกมันไปทิศตะวันตก"
สุรินทจอข่องสั่ง ทหารตีกลอง สุรินทจอข่องหันม้าบ่ายหน้าไปทางทิศตะวันตก ทหารองครักษ์กับเหล่าทหารเคลื่อนตาม จาดไม่ยอมตามไปด้วย ทัพมองกองทัพสุรินทจอข่องที่กำลังไล่รุกเข้ามาอย่างดุเดือด
"ถอยไปคลองสะตือตามแผนเร็ว"
ทัพบอกกับสังข์ ขาบ สองคนทะยานม้าถอยไปทางตะวันตก กองทัพสุรินทจอข่องไล่รุก  ฆ่าชาวบ้านระจันล้มตาย ตามไปเรื่อยๆ ทัพ สังข์ ขาบและพวกนักรบสู้พรางถอยพรางไปทางตะวันตกเรื่อยๆ ทหารอังวะก็ฟันไม่ลดละ
ใจวิ่งเร็วเลาะตามริมคลอง เนื้อตัวเปียก มาหยุดมองที่ราบริมคลองสะตือ มองหาไปรอบๆ  ไม่เห็นคน สักครู่ใจถูกกระชากเข้ามาหลังพุ่มไม้ใหญ่ เหวี่ยงล้มลงกับพื้น ใจเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นพ่อทองเหม็นจ้องมา
"ทำไมเอ็งเพิ่งมา"
ใจมองไปรอบๆ เห็นสายตานักรบบ้านระจันกองนายทองเหม็น นายอิน นายทองแสงใหญ่ที่พรางตัวอยู่ ใจยังไม่ทันตอบ นายทองเหม็นก้มลงเอาหูแนบดิน  
"พวกมันกำลังมา กองพ่อแท่นลวงพวกข้าศึกมาทางนี้แล้ว"
ใจมองนักรบทุกคนที่พรางตัวในพุ่มไม้ กำดาบสองมือเตรียมพร้อม
แฟงเดินไปเดินมา สไบนั่งกอดเข่า อมทุกข์ เฟื่องกับจวงเองก็เครียด กังวล 
"พวกข้าศึกไม่มีวันชนะจิตใจเด็ดเดี่ยว กล้าตาย ของพวกบ้านระจันเราไปได้หรอก"
เฟื่องพูดให้กำลังใจทุกคน
ใจซุ่มพรางตัวอยู่กับพวกพ่อทองเหม็นมองผ่านพุ่มไม้ไป นักรบบางระจัน ทำทีเป็นถอยร่นมาที่ทุ่งราบข้างคลองสะตือ ใจเครียดมาก ต่างจากทุกคนที่มีรอยยิ้มดุดัน เสียงนายทองเหม็นดังขึ้น
"กุดหัวพวกมัน อย่าให้เหลือ"
ทหารอังวะบุกตามเข้ามา ใจมองด้วยใจระทึก นายอิน นายทองแสงใหญ่
logoline
แท็กที่เกี่ยวข้อง