
รัสเซล โครว์กับภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ในThe Water Diviner
25 ม.ค. 2558
บันเทิงต่างประเทศ : รัสเซล โครว์ กับภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ ใน The Water Diviner
เตรียมพบกับผลงานภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์แห่งปี 2015 กับการเปิดตัวในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์ครั้งแรกของนักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์ รัสเซล โครว์ (Gladiator, A Beautiful Mind) ที่จะขอถ่ายทอดเรื่องราวจากบันทึกเหตุการณ์จริงทางประวัติศาสตร์กับการสูญเสียที่ทั้งโลกไม่เคยลืม ผลงานภาพยนตร์สุดยิ่งใหญ่กับเรื่องราวของความรักที่จะสร้างความหวังให้แก่ทุกชีวิตใน “The Water Diviner จอมคนหัวใจเทพ”
The Water Diviner เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปีค.ศ.1919 หลังจากการจบสิ้นของสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนนับล้าน โจชัว คอนนอร์(รัสเซล โครว์) ชาวนาชาวออสเตรเลีย ตัดสินใจที่จะออกเดินทางตามลำพังสู่ประเทศตุรกี ดินแดนที่ลูกชายทั้ง 3 ของเขาหายสาบสูญไปหลังจากเข้าร่วมรบในสมรภูมิกัลลิโพลี ที่นั่นเขาได้พบกับพันโท ซิซิล ฮิลตัน (ไจ คอร์ทนีย์) นายทหารผู้ได้รับมอบหมายหน้าที่ในการระบุตัวศพทหารนับหมื่น ซึ่งตัดสินใจที่จะช่วยเหลือพ่อคนหนึ่งให้ได้พบกับลูกชายของเขาอีกครั้ง
@ อะไรที่ทำให้คุณรู้สึกสนใจในโปรเจกท์ภาพยนตร์เรื่องนี้
สิ่งที่ติดอยู่ในใจของผมอย่างมาก หลังจากที่ได้อ่านบทภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็คือแง่มุมของทางฝั่งตุรกี ผมเชื่อว่าผู้คนส่วนใหญ่รู้ถึงจำนวนของชาวออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น แต่ผมไม่รู้เลยว่ามีชาวตุรกีต้องสังเวยชีวิตไปมากมายขนาดนี้ ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องถ่ายทอดเรื่องราวนี้ออกมา มันเป็นภาพยนตร์ที่จะเปิดมุมมองใหม่ให้แก่ทุกคนครับ
@ ในฐานะคนออสเตรเลีย กัลลิโปลี มีความหมายอย่างไรต่อคุณ
ก่อนหน้านี้ ผมเคยมีโอกาสได้ไปเยือนประเทศตุรกีมาก่อน และก็ได้เข้าไปเยี่ยมหลุมศพของเหล่าทหาร มันทำให้คุณรู้สึกขนลุกหลังจากที่ได้รับรู้เรื่องราวการสูญเสียและการอุทิศชีวิตของตนเองเพื่อประเทศที่เกิดขึ้น พอได้มายืนอยู่ในสถานที่จริงๆ แล้ว มันให้ความรู้สึกที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อได้เห็นจำนวนเด็กหนุ่มมากมายต้องเสียชีวิตที่นั่น
@ คุณมีการเตรียมตัวอย่างไร เพื่อเข้าถึงบทบาทตัวละครในภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่ต้องสูญเสียลูกชายทั้ง 3 ไป
ผมคิดว่าพ่อแม่ทุกคน ที่ได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ จะต้องเข้าใจความรู้สึกของสิ่งที่ตัวละครต้องเผชิญครับ เขาเลี้ยงลูกชายขึ้นมาให้มีความเชื่อในพระเจ้า และรักในประเทศชาติ เขาไม่ได้ห้ามลูกไม่ให้ไปรบ เพราะมันเป็นสิ่งที่พวกเขาควรทำ และในความเป็นจริง เขาก็ไม่สามารถที่จะย้อนเวลากลับไปเปลี่ยนแปลงอะไรได้ สิ่งที่เขาต้องการก็คืออยากจะพบหน้าลูกชายอีกครั้ง
@ การทำงานครั้งแรกในฐานะผู้กำกับของคุณเป็นอย่างไรบ้าง
สำหรับผม ทุกขั้นตอนนั้นง่ายกว่าที่คิดมากเลยครับ ผมรู้สึกแปลกๆ นิดหน่อยที่พูดแบบนี้ เพราะผู้คนอาจจะอยากรู้ว่ามันยากแค่ไหน แต่จริงๆ แล้ว มันไม่ยากเลย ซึ่งเหตุผลเป็นเพราะผมได้ร่วมงานกับยอดฝีมือที่ยอดเยี่ยมมาก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็น ริดลีย์ สก็อต รอน ฮาเวิร์ด ซึ่งแต่ละคนได้มอบประสบการณ์ที่หลากหลายให้แก่ผมครับ
@ สถานที่ถ่ายทำหลักของภาพยนตร์เรื่องนี้คือที่ไหน
เราถ่ายทำกัน 3 อาทิตย์ ที่สตูดิโอในซิดนีย์ รวมถึงตามสถานที่ และถนนบางแห่งของเมือง หลังจากนั้น เราก็ใช้เวลากว่า 5 อาทิตย์กับทางตอนใต้ของออสเตรเลีย ณ สถานที่ที่ได้ชื่อว่าเป็นสุดขอบโลก ท่ามกลางอุณหภูมิที่สูงถึง 49.5 องศาเซลเซียส ก่อนที่สุดท้ายจะบินข้ามทวีปไปถ่ายทำกันที่ตุรกีเป็นเวลา 3 สัปดาห์ ในอิสตันบูล คายาคอล และ ทลอส
@ การถ่ายทำในตุรกีเป็นอย่างไรบ้าง
มันเป็นประสบการณ์ ที่น่าตื่นเต้นมากครับ อิสตันบูล นับเป็นหนึ่งในเมืองที่น่าทึ่ง และงดงามที่สุดของโลก ซึ่งโชคดีมากครับ ที่เราได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีในการทำงานที่นั่น ทั้งจากผู้คนที่อาศัยอยู่และเจ้าหน้าที่ทางการ ซึ่งทำให้งานของเราเป็นไปอย่างราบรื่นขึ้นมาก
@ และการทำงานร่วมกับทีมนักแสดงชาวตุรกีนั้นเป็นอย่างไรบ้าง
พวกเขาเยี่ยมมากครับ เป็นคนที่พิเศษมากสำหรับโปรเจคของเรา ทั้งเจมและยิลมาสเป็นนักแสดงที่น่าทึ่ง ซึ่งทำให้การทำงานของเราเป็นไปสมบูรณ์แบบและสนุกสนานมาก ผมคิดว่าเราเข้ากันได้เป็นอย่างดี ผมประทับใจในวิธีการทำงานของพวกเขา
@ สุดท้ายแล้วเล่าให้ฟังถึงไฮไลท์หรือความท้าทายของการทำงานในครั้งนี้หน่อยได้ไหม
ผมคิดว่ามันเป็นความท้าทายสำหรับผู้กำกับทุกคนครับ ในแต่ละวันเรามีคำถามล้านแปดที่ต้องให้คำตอบ มีปัญหามากมายที่ต้องคอยแก้ไข สำหรับผมส่วนดีที่ที่สุดในการทำงานครั้งนี้ ก็คือการได้รู้ว่า ผมได้รับความไว้วางใจจากบรรดาทีมงานและทีมนักแสดงมากแค่ไหน ต้องขอบคุณทุกคนจริงๆ
ติดตามภาพยนตร์เรื่องนี้ได้แล้ววันนี้ ในโรงภาพยนตร์เท่านั้น



